ไพลินิญญาเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า {ข้าในตอนนั้นก็ไร้พลังจึงร่วมมือกับมันดูดกลืนิญญาเชื้อสายของนายท่านเพื่อต่อชีวิตข้าเช่นกันเ้ารู้เช่นนี้แล้วเ้าจะโกรธข้า เกลียดข้าก็ได้ที่เป็คนทำร้ายญาติของเ้าในกาลก่อน}
{ผิดถูกข้าไม่อาจตัดสินได้หรอก} เฉินมู่อิ๋งบอกเพราะเขาไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับไพลินิญญาจึงไม่อาจเอาความรู้สึกของตัวเองไปตัดสินมันได้หากเป็เขาที่กำลังจะตายก็คงทำทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอดเช่นกัน!
{ข้ากับมันร่วมมือกันดูดกลืนิญญาเชื้อสายของนายท่านจนกระทั่งข้าได้เจอกับเ้าเ้ามีสายเืเผ่าิญญาเข้มข้นที่สุดในบรรดาลูกหลานของนายท่านเท่าที่ข้าเคยเจอมาดังนั้นข้าจึงฉวยโอกาสรับเ้าเป็นายแล้วดูดกลืนพลังิญญาจากเ้ามาทีละเล็กทีละน้อยทำให้ข้าฟื้นพลังได้นิดหน่อย หากว่าข้ายังไม่รับเ้าเป็นายข้าก็ไม่รู้ว่าต้องรออีกนานเท่าไหร่ถึงจะเจอคนที่มีสายเืเผ่าิญญาเข้มข้นเท่ากับเ้าบางทีอาจจะไม่เจออีกแล้วก็ได้เ้าก็รู้นี่ว่าสายเืยิ่งนานไปยิ่งเจือจางลงไปเรื่อยๆข้ากลัวว่าจะไม่มีโอกาสอีกแล้วจึงได้เลือกเ้าเป็นาย} ไพลินิญญาบอก
{เ้าพูดถึงเผ่าจิติญญาเผ่านี้เป็เช่นไรรึ? เหตุใดถึงได้เป็ศัตรูกับบรรพบุรุษข้าล่ะ?} เฉินมู่อิ๋งถาม ไพลินิญญาตอบ {เผ่าจิติญญาพวกมันมีระดับพลังสูงกว่าเผ่าิญญาก็เพราะพวกมันควบคุมจิติญญาได้ถูกพวกมันควบคุมจิติญญาได้เมื่อไหร่มีแต่ต้องตกเป็ทาสพวกมันตราบจนิญญาสลายอันที่จริงเผ่าจิติญญาไม่ได้แข็งแกร่งจนพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้แต่เป็เพราะาาเผ่าพวกมันในรุ่นนี้ที่ดูเหมือนประสบโชคดีเข้าได้พลังจากจิตาจึงทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นมาก เมื่อพวกมันแข็งแกร่งขึ้นจึงเริ่มรุกรานเผ่าิญญาของพวกเราทำให้ชาวเผ่าิญญาตกเป็ทาสของพวกมัน คนเผ่าเรากลายเป็ทาสของมันแล้วก็กลายเป็หนอนบ่อนไส้นำความฉิบหายมาสู่เผ่าเราบรรพบุรุษเ้าสู้ไม่ไหวจึงได้พาครอบครัวกับบ่าวที่ภักดีหนีมา}
{อ่อ} เฉินมู่อิ๋งพยักหน้ารับรู้ ไพลินิญญาเตือน {จำไว้ว่าเ้าเจอพวกมันที่ไหนก็จงรีบหนีให้ไกลๆเชียว พวกมันล้วนร้ายกาจ หากเ้าตกเป็ทาสมันแล้วแม้แต่ิญญาเ้าก็จะไม่เหลือหลอถูกพวกมันยึดครอง่ใช้จนกว่าจะสลายมลายสิ้นไป}
{อืม} เฉินมู่อิ๋งพยักหน้า เขารู้สึกว่ายืนชมทิวทัศน์มานานจนเมื่อยขาจึงเดินไปหาเก้าอี้นั่งแล้วถามไพลินิญญาว่า{ว่าแต่เกี่ยวกับแดนเทพนี่เ้ารู้อะไรบ้างล่ะ?}
{ก็พอรู้มาบ้างแดนเทพมี 5 ดินแดนใหญ่ กับเกาะเล็กเกาะน้อยอีกมากมาย 5 ดินแดนใหญ่นี้ก็ตามที่เ้าได้ฟังจากเ้าเทพคนนั้นนั่นแหละส่วนการปกครองของที่นี่นั้น ตี้จวินเป็ใหญ่ที่สุด เพราะเขามีพลังแข็งแกร่งที่สุดรองลงมาก็คือเทียนจวินซึ่งเปรียบเหมือนกับาาเหนือาาของแดนเทพนี่แหละลำดับถัดไปก็คือาาแห่งแดนเทพทั้ง 4 ดินแดน เป่ยต้าไห่ หนานต้าไห่ ตงต้าไห่ ซีฟางต้าไห่แล้วก็ยังมีาาเฟิ่ง าาั กับเ้าสำนักโอสถและเ้าสำนักศาสตราส่วนสำนักอื่นๆ ก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่า 2 สำนักนี้ ก็คล้ายกับในแดนเซียนที่มี 3สำนักใหญ่คานอำนาจกันนั่นแหละ เหนือกว่าตี้จวินก็จะเป็ระดับเ้าแม่ทั้งหลายเช่นเ้าแม่จุ้ยบ๊วยเนี่ย เ้าแม่กวนอิม เหนือกว่าเ้าแม่ก็คือพระพุทธองค์ทั้งหลายเช่นพระยูไล แต่ท่านๆ เหล่านี้หากเ้ามีวาสนาก็คงได้พบเจอ หากไร้วาสนาก็ยากจะพบเจอ}ไพลินิญญาบอก ซึ่งนี่เป็ข้อมูลเท่าที่มันรู้มาไม่ใช่ข้อมูลปัจจุบันที่ในแดนเทพมีการเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว
เฉินมู่อิ๋งฟังแล้วจดจำเอาไว้จากนั้นเขาเห็นคนของเรือล่องเมฆากำลังทำถูดาดฟ้าอยู่ เขาจึงลุกขึ้นเดินไปกุมมือคารวะแล้วชวนคุย“พี่ชาย พอดีข้าเพิ่งมาใหม่ ยังไม่ค่อยรู้เื่เกี่ยวกับที่นี่มากนักไม่ทราบว่าพี่ชายพอจะบอกเล่าให้ข้าฟังเป็ความรู้ได้หรือไม่”
“อ่อ ได้ซิ” คนเรือคนนั้นเห็นเ้าหนูหน้าอ่อนมีสัมมาคารวะดีจึงเล่าเื่ราวของแดนเทพให้ฟังทำให้เฉินมู่อิ๋งกับไพลินิญญาได้รับรู้ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไปจากความทรงจำของไพลินิญญามากนักเช่นว่า ตี้จวินมีตี้โฮ่วและมีองค์รัชทายาทผู้สืบทอดตำหนักไป๋หยุนแล้ว เทียนจวินก็มีเทียนโฮ่วและมีองค์รัชทายาทผู้สืบบัลลังก์แล้วเช่นกันเพียงแต่ว่าเื่ของเทียนโฮ่วนี้มีเื่ซุบซิบกันว่ามีองค์รัชทายาทั้แ่ก่อนอภิเษกเสียอีกและเทียนโฮ่วก็เป็ผู้ก่อตั้ง ‘สำนักที่หนึ่ง’ สำนักที่ผงาดขึ้นมามีอำนาจเทียบเท่าสำนักโอสถและสำนักศาสตรา
ดังนั้นสำนักที่หนึ่งนี้จึงยิ่งใหญ่พอๆกับสำนักโอสถและสำนักศาสตรา สำนักที่หนึ่งนี้เชี่ยวชาญด้านอาหาร แม้แต่บะหมี่ที่นำมาให้ลูกค้ากินก็มาจากสำนักนี้เช่นกันคนเรือคุยจ้ออย่างออกรส ซ้ำยังเล่าเื่ที่ ‘เยี่ย’ ตื่นขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อนทำให้แดนเทพตกอยู่ในความมืดมิดไป่หนึ่งตี้จวินต้องออกโรงแก้ปัญหานี้ด้วยตัวเอง เฉินมู่อิ๋งก็ซักถามเกี่ยวกับ ‘เยี่ย’ อย่างอยากรู้อยากเห็นแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบมากนัก คล้ายๆ กับว่าเป็ของวิเศษของแดนเทพอะไรประมาณนั้นไม่มีใครเคยเห็นนอกจากตี้จวิน เทียนจวิน คนอื่นๆ จึงไม่รู้ว่า ‘เยี่ย’ เป็อย่างไรเป็ของวิเศษที่มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ไพลินิญญาก็ไม่รู้จัก ‘เยี่ย’ เช่นกัน
หลังจากฟังคนเรือคุยน้ำไหลไฟดับจวบจนกระทั่งตะวันตรงหัวแล้วเฉินมู่อิ๋งจึงขอตัวไปกินมื้อกลางวันคนเรือยิ้มอย่างเอ็นดูมองตามเทพใหม่ที่ดูมีสัมมาคารวะคนนั้นไปอย่างถูกอกถูกใจปกติแล้วเทพส่วนใหม่มักเห็นเขามีฐานะเหมือนบ่าวไพร่ก็มิปานน้อยนักที่จะมีสัมมาคารวะกับเขา ดังนั้นเขาจึงเอ็นดูเ้าเด็กนี่เป็พิเศษ
วันเวลาผ่านไปเดือนกว่า ในที่สุดเรือก็แล่นไปถึงแดนเทพเป่ยต้าไห่ เฉินมู่อิ๋งลงจากเรือคนเรือโบกๆ มือให้อย่างเอ็นดู ซ้ำยังอวยพรว่า “โชคดีนะเ้าหนู”
“อื้ม”เฉินมู่อิ๋งยิ้มรับ เขาได้ข้อมูลจากคนเรือไม่น้อยทีเดียว ดังนั้นในใจจึงมีรายชื่อบุคคลที่ไม่ควรล่วงเกินยาวเหยียดทีเดียวเื่แรกที่เขาสนใจคือการเข้าสำนักโอสถ เขาอยากฝึกหลอมโอสถเทพ เพราะการมีโอสถมากๆย่อมเป็เื่ดี เจ็บป่วยขึ้นมาจะได้รักษาได้ทันท่วงที แต่ราคาโอสถเทพก็ไม่น้อยเลยหากเขาจะซื้อหามาใช้ย่อมสิ้นเปลืองยิ่งนัก เช่นนั้นก็เรียนการหลอมโอสถก่อนเถอะจากข้อมูลที่ได้มา เขาต้องขึ้นเรือล่องเมฆาอีกลำที่แล่นระหว่างแดนเทพเป่ยต้าไห้กับแดนเทพจงยางต้าไห่เพราะสำนักโอสถอยู่ที่แดนเทพจงยางต้าไห่ซึ่งต้องไปขึ้นที่ท่าเรืออีกแห่ง เขาสอบถามเส้นทางกับคนเรือมาแล้วจึงเดินไปที่ท่าเรืออีกแห่งทันที
“น้องชาย เ้าจะไปไหนหรือ?ใช้รถม้าของข้าดีกว่า ข้าคิดราคาไม่แพงหรอก” เทพคนหนึ่งปราดมาดักหน้าเฉินมู่อิ๋งมองหน้าตาเทพคนนั้นแล้วตอบว่า “ข้าไม่ได้ไปไกลไม่จำเป็ต้องใช้รถม้าของพี่ชายหรอก ขอบคุณมาก”
เขาตอบแล้วก็เดินเลี่ยงไปทันทีเทพคนนั้นจึงได้แต่ยืนมองตามแล้วถอนหายใจ “เฮ้อ...”
หากินสุจริตใยยากเย็นถึงเพียงนี้นะ! แต่เขาก็ไม่กล้ากลับไปจี้ปล้นอีกแล้ว ไม่เช่นนั้นหากว่าเทียนโฮ่วรู้เข้านางสั่งสำนักที่หนึ่งไม่ให้ขายอาหารในสำนักให้เขา เขาได้ลงแดงตายแน่แท้! งื๊ดดดด...
เฉินมู่อิ๋งไม่ไว้ใจเทพคนนั้นเพราะดูหน้าตาโหงวเฮ้งแล้วไว้ใจไม่ได้ไม่แน่ว่าอาจจะพาเขาไปจี้ปล้นกลางทางก็ได้อยู่ต่างถิ่นต่างแดนก็ต้องระวังตัวไว้มากๆ หน่อยเป็ดี ไว้ใจใครง่ายๆอาจจะกลายเป็ ‘ถูกเขาหลอกขายแล้วยังช่วยเขานับเงินอีก’ ก็ได้เขาเดินไปทางท่าเรืออีกแห่งที่อยู่ห่างจากที่นี่พอสมควรพลางมองบ้านเมืองในแดนเทพที่ไม่ค่อยต่างจากบ้านเมืองในโลกมนุษย์สักเท่าไหร่
จนกระทั่งไปถึงท่าเรืออีกแห่งเขาจึงนั่งรอเรืออยู่แถวๆ นั้นระหว่างที่นั่งรอก็กินซาลาเปาที่ซื้อมาไปพลางๆ เขารออยู่นานมากจนกระทั่งเรือแล่นมาเทียบท่า คนบนเรือลงจากเรือแล้ว คนเรือจึงร้องเรียก “เอ้าใครจะไปแดนเทพจงยางต้าไห่ก็รีบขึ้นมาเร็ว”
เฉินมู่อิ๋งจึงลุกขึ้นเดินไปขึ้นเรือเขาจ่ายค่าเรือแล้วเดินขึ้นสะพานเรือไป คน้าก็พาเขาไปที่ห้องพักใต้ท้องเรือเขาเข้าห้องไปแล้วก็ปิดประตู จัดแจงเปิดน้ำร้อนใส่อ่าง ห้องพักนี้ก็เหมือนกับเรือลำก่อนไม่มีผิดมีห้องส้วมเล็กๆ ที่แสนสะดวกสบายยิ่งภายในห้องส้วมก็มีคำอธิบายวิธีการใช้งานเขียนเอาไว้บนผนังในห้องส้วมอีกเช่นเคยซึ่งความสะดวกสบายของอ่างอาบน้ำและห้องส้วมนี้เขาก็ได้รู้จากคนเรือลำก่อนว่าลอกแบบมาจากตำหนักไป๋หยุนของตี้จวินซึ่งตี้โฮ่วเป็คนออกแบบระบบห้องอาบน้ำและห้องส้วม เ้าของเรือล่องเมฆาไปเห็นเข้าจึงได้ขอแบบมาปรับปรุงเรือทุกลำแน่นอนว่าไม่ได้ขอมาเปล่าๆ ต้องจ่ายหยกให้ตี้โฮ่วไม่น้อยอยู่เหมือนกัน
เขาถอดอาภรณ์ออกแล้วลงแช่น้ำอุ่นจากนั้นก็ไปนอนพักงีบหนึ่ง ตื่นมาแล้วค่อยไปกินข้าว แน่นอนว่าอาหารที่เขาเลือกมากินนั้นล้วนเป็อาหารของสำนักที่หนึ่งทั้งสิ้นเรียกว่ารสชาติอาหารอร่อยยิ่งนัก เขากินทีไรรสชาติก็ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด
กลางฟ้ากระจ่างดาว เรือเยว่กวงแล่นผ่านห้วงอวกาศไปเรื่อยๆ ดูเหมือนช้าแต่ความจริงแล้วเร็วมาก
เร็วจนเห็นแสงสีนวลลากยาวเป็ลำตามเส้นทางที่เรือแล่นผ่านหยางเจียงหยุนยังคงมีสีหน้าบึ้งตึงยิ่งนัก บึ้งตึงเสียจนจิงจ้านได้แต่อยู่เงียบๆอย่างไร้ตัวตน
“จิงจ้าน เ้าว่าบุรุษที่รักชอบบุรุษวิปริตหรือไม่?”หยางเจียงหยุนถาม จิงจ้านตอบ “ย่อมวิปริตพะย่ะค่ะ บุรุษดีๆ ที่ไหนกันจะรักชอบบุรุษด้วยกันเองได้ลงคอดังนั้นบุรุษที่ชมชอบบุรุษย่อมมีจิตใจวิปริตแน่นอนพะย่ะค่ะ”
สีหน้าของหยางเจียงหยุนยิ่งทึบทมึนขึ้นมากจิงจ้านรู้สึกถึงกลิ่นอายกดดันที่แผ่ออกมาจากองค์าาจนเขาอดที่จะถอยหลังห่างออกไปมิได้ไอหยา! ข้าพูดอะไรผิดไปหรือ!?
หยางเจียงหยุนยิ่งคิดโทษทัณฑ์ที่เ้าเด็กมนุษย์นั่นกับเ้าเด็กเซียนที่ชื่อ‘เฉินมู่อิ๋ง’ ควรได้รับนั่นก็คือบดทำลายิญญาพวกมันให้สิ้นซาก! ต้องบดขยี้ิญญาพวกมันให้แหลกสลายไปสถานเดียว จิตใจเขาจึงจะไม่คิดรักชอบพวกมันอีกเท่านี้เขาก็จะกลับไปเป็บุรุษแท้จริงได้อีกครั้งเขาจะต้องตามหาเ้าเด็กเซียนนั่นก่อนบดขยี้ิญญามันแล้วค่อยลอบเข้าแดนเทพไปตำหนักเทพดวงชะตาิเทียนตามหาเ้าเด็กมนุษย์เฉินมู่อิ๋ง ที่ตำหนักเทพิเทียนซึ่งควบคุมชะตามนุษย์ย่อมมีบันทึกเกิดตายของเ้าเด็กนั่นต่อให้มันไปเกิดที่ไหนแค่ดูบันทึกของมันเขาก็ตามไปฆ่ามัน บดขยี้ิญญามันได้ ส่วนเทพดวงชะตาเหอเทียนเหิงของตำหนักไป๋หยุนนั้นควบคุมชะตาของเหล่าเทพเทพเกิดดับล้วนต้องผ่านตำหนักของเทพเหอเทียนเหิงทั้งสิ้น ซึ่งในส่วนนี้เขาไม่จำเป็ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเทพเหอเทียนเหิงเลย
วันเวลาผ่านไป เรือล่องเมฆาก็แล่นไปถึงแดนเทพจงยางต้าไห่เฉินมู่อิ๋งลงจากเรือแล้วเดินทางมุ่งหน้าไปยังสำนักโอสถทันทีระหว่างทางเขาพบร้านอาหารของสำนักที่หนึ่งเป็ระยะๆเรียกว่าทุกเมืองทุกหมู่บ้านเลยกระมังจะต้องมีร้านอาหารของสำนักที่หนึ่งตั้งอยู่อย่างน้อย1 ร้าน ทำให้เขารู้สึกนับถือเทียนโฮ่วในใจ นางช่างมีหัวการค้ายิ่ง เขาแวะร้านอาหารของสำนักที่หนึ่งทุกครั้งพักตามโรงเตี้ยมเล็กๆ ทุกคืนหยกปราณ์ที่อาจารย์เฟยเทียนมอบให้มาถึงจะมีไม่มากนักแต่คิดคำนวณแล้วก็น่าจะพอให้เขาไปถึงสำนักโอสถได้
ในเวลาเดียวกัน เรือเยว่กวงก็แล่นไปถึงโลกพันเล็กลำดับที่ 2,900 หยางเจียงหยุนกับจิงจ้านลอบเข้าไปแน่นอนว่าพลังของพวกเขาย่อมถูกกฎเกณฑ์ของโลกพันเล็กกดเอาไว้จนมีระดับพลังเท่ากับเซียนระดับสูงนี่เป็กฎเกณฑ์ที่ผู้แข็งแกร่งเหนือ 6 ภพภูมิสร้างเอาไว้เพื่อป้องกันมิให้ผู้แข็งแกร่งเข้าไปรังแกคนอ่อนแอกว่าได้กฎเกณฑ์นี้มีมานานแล้ว นานเสียจนไม่รู้ว่าใครเป็คนสร้างกฎนี้
หยางเจียงหยุนกับจิงจ้านมุ่งหน้าไปยังแดนเซียนจิงจ้านสืบข่าวได้ความว่าเ้าเด็กเฉินมู่อิ๋งคนนั้นบรรลุขั้นกลายเป็เทพเข้าสู่แดนเทพไปเสียแล้วหยางเจียงหยุนรู้เื่จึงไปจากโลกพันเล็กลำดับที่ 2,900 ทันทีแน่นอนว่าเขาย่อมไปยังแดนเทพซิ เพื่อตามหาเ้าเด็กเฉินมู่อิ๋งที่กลายเป็เทพไปแล้วเขาจะต้องฆ่ามัน บดขยี้ิญญามันให้ได้!
ระหว่างทางที่นั่งเรือเยว่กวงไปยังแดนเทพ จิงจ้านก็เอ่ยขึ้นว่า “เ้าเด็กนั่นบรรลุเป็เทพเร็วยิ่งนักพะย่ะค่ะข้าจำได้ว่ามันอยู่แดนเซียนไม่นานเท่าไหร่นี่นา”
“หึ! ต่อให้มันกลายเป็เทพ ข้าก็จะฆ่ามัน!”หยางเจียงหยุนแค่นเสียงเ็า กำมือแน่นอย่างแค้นเคือง เขาคาดว่ามันจะต้องตายไปแล้วหรือไม่ก็ถูกไล่ล่าหนีหัวซุกหัวซุนอยู่กระมังแต่ผิดคาดยิ่งนัก มันกลับบรรลุขั้นกลายเป็เทพไปเสียแล้ว แดนเทพกว้างใหญ่ยิ่งนักการจะตาม หาเทพเล็กๆ คนหนึ่งย่อมเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรแม้แต่บันทึกของตำหนักเทพเหอเทียนเหิงก็จะมีบันทึกไว้เฉพาะเวลาเทพเกิดกับเทพดับเท่านั้นไม่ได้มีบันทึกละเอียดลออถึงขั้นรู้ว่ามันไปทำอะไรอยู่ที่ไหน
จิงจ้านฟังคำขององค์าาแล้วเริ่มคิดๆเดาๆ ว่าดูเหมือนคนที่ทำให้แผนการขององค์าาล้มเหลวจะเป็เ้าเด็กเฉินมู่อิ๋งคนนั้นจริงๆหากว่าเขารู้ว่าจะเป็เช่นนี้ ตอนนั้นเขาน่าจะฆ่ามันทิ้งเสีย! ไม่น่าปล่อยให้มันกลายเป็ภัยต่อองค์าาเลย คิดแล้วก็เจ็บใจยิ่งนักคอยดูเถอะเจอตัวมันเมื่อไหร่เขาจะฆ่ามัน บดขยี้ิญญามันให้แหลกสลายไม่อาจเกิดได้ไปตลอดกาล!
วันเวลาผ่านไป เฉินมู่อิ๋งก็เดินทางไปถึงสำนักโอสถ โชคดีที่เขามาถึงใน่ที่สำนักโอสถใกล้จะเปิดรับศิษย์ใหม่พอดีนี่ต้องขอบคุณคนเรือที่เล่าเื่ราวให้ฟังทำให้เขารู้วันเวลาที่สำนักโอสถจะเปิดรับศิษย์ เขาจึงรีบเร่งเดินทางมาให้ทันไม่เช่นนั้นคงต้องรอครั้งหน้ากระมัง
ซึ่งก็คงอีกนานโขทีเดียวเขามาถึงก่อนวันเปิดรับศิษย์ถึง 10 วัน ดังนั้น่ที่รออยู่นี้เขาจึงหาที่พัก ซึ่งก็ได้กระท่อมหลังเล็กๆซอมซ่อหลังหนึ่งเป็ที่พัก ราคาถูกทีเดียว สภาพภายในก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่เขาปัดกวาดเช็ดถูแล้วก็สะอาดสะอ้านดีหลังจากปัดกวาดแล้วเขาก็ออกไปเดินเล่นในตลาดชั่วคราวที่มาตั้งแผงขายของกันอยู่หน้าสำนักโอสถ
10วันผ่านไปเร็วยิ่งนักในที่สุดสำนักโอสถก็เปิดรับศิษย์เสียที ทางสำนักโอสถก็ประกาศว่า“คนที่้าเข้ารับการทดสอบเป็ศิษย์สำนักโอสถให้ไปรวมตัวกันที่หน้าประตูสำนัก”
เสียงประกาศดังซ้ำไปซ้ำมาั้แ่เช้าผู้คนรีบไปรวมตัวกันที่หน้าประตูสำนัก เฉินมู่อิ๋งก็ตามผู้คนไปยืนรวมอยู่ในหมู่ผู้คน ประตูสำนักโอสถเปิดออกอาจารย์หลอมโอสถคนหนึ่งก็เดินไปยืนอยู่ตรงระหว่างประตู พูดว่า“ให้พวกเ้าทุกคนเข้าไปทางป่าด้านซ้ายมือ เก็บสมุนไพรคนละ 100 ชนิด แล้วนำมาลงชื่อ พวกเ้าต้องบอกชื่อสมุนไพรที่พวกเ้าเก็บมาให้ถูกต้องหากผิดพลาดแม้แต่ชนิดเดียวถือว่าไม่ผ่าน”
“หึๆๆๆ 100 ชนิดคราวนี้ข้าไม่พลาดแน่” คนหนึ่งพูดขึ้นมาสีหน้ามั่นใจยิ่ง อาจารย์หลอมโอสถก็พูดว่า“เอาล่ะ พวกเ้าไปได้แล้ว มีเวลาแค่ถึงพระอาทิตย์ตกดินหากใครไม่ทันก็ถือว่าไม่ผ่าน”
ผู้คนจึงรีบวิ่งไปทางป่าด้านซ้ายมือทันทีเฉินมู่อิ๋งก็ตามผู้คนไป ผู้คนเข้าป่าไปก็พากันรีบแย่งเก็บสมุนไพรกันทันทีชนิดว่าใครไวกว่าก็ได้ไป เฉินมู่อิ๋งไม่ยื้อแย่งกับคนอื่น เขามองดูสมุนไพรต่างๆที่รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง เขาค่อยๆ เลือกเก็บสมุนไพรที่เขารู้จัก จนกระทั่งเก็บสมุนไพรจนครบ100 ชนิดแล้วก็เดินกลับไปที่จุดลงชื่อ
จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน แสงสุดท้ายลับฟ้าไปแล้วอาจารย์หลอมโอสถก็ปิดการลงชื่อคนที่กลับมาไม่ทันจึงไม่ผ่านการทดสอบไปโดยปริยาย อาจารย์หลอมโอสถก็ประกาศว่า“พรุ่งนี้เช้าให้พวกเ้ามารวมตัวกันที่หน้าประตูอีกครั้งเพื่อเข้ารับการทดสอบครั้งที่สอง”
ผู้คนจึงแยกย้ายกันไปเฉินมู่อิ๋งก็กลับไปที่กระท่อมน้อยของเขา
เช้าวันต่อมา เฉินมู่อิ๋งไปรออยู่หน้าประตูสำนักโอสถรวมกับผู้คนที่ผ่านการทดสอบเมื่อวานนี้ประตูสำนักโอสถเปิดออก อาจารย์คนเดิมก็เดินมาประกาศว่า“วันนี้ให้พวกเ้าเดินขึ้นบันไดทางด้านนั้นใครขึ้นไป้าไม่ทันพระอาทิตย์ตกดินถือว่าไม่ผ่าน”
ผู้คนก็เดินนำหน้าไปที่บันไดทันทีคนหนึ่งก้าวเท้าขึ้นบันได พลัน!ก็รู้สึกถึงแรงผลักจนเขาไม่อาจวางเท้าลงบนขั้นบันไดได้ เขาพยายามวางเท้าลงไปแต่เท้าก็ชะงักค้างเขาทุ่มแรงสุดกำลังจนเหงื่อซึมแผ่นหลังเลยทีเดียวจึงก้าวเท้าวางบนขั้นบันไดขั้นแรกได้สำเร็จผู้คนมองดูเทพคนนั้นปากอ้าตาค้าง พวกเขาตระหนักดีว่าการทดสอบของสำนักโอสถจะง่ายดายได้อย่างไร!
หลังจากนั้นผู้คนจึงพากันเดินขึ้นบันไดแต่ละคนต้องใช้กำลังสุดแรงจึงจะก้าวเท้าขึ้นบันไดได้ บางคนแม้แต่บันไดขั้นแรกก็ยังไม่อาจวางเท้าได้เลยพวกเขายืนพยายามอย่างเอาเป็เอาตายอยู่ตรงนั้น ซึ่งบันไดของสำนักโอสถนั้นกว้างใหญ่ดังนั้นจึงสามารถรองรับคนหมู่มากได้อย่างไม่แออัดอาจารย์หลอมโอสถก็มองดูฝูงชนที่กำลังพยายามเดินขึ้นบันไดพลางมองผู้คนที่แม้แต่บันไดขั้นแรกยังไม่อาจวางเท้าลงไปได้อย่างเหยียดหยาม “เฮอะ!”
เฉินมู่อิ๋งเดินขึ้นบันไดเขาไม่รู้สึกถึงแรงกดดันอะไรที่แตกต่างจากบริเวณอื่น เขายกเท้าก้าวขึ้นบันไดอย่างง่ายดายทำให้คนอื่นๆ หันไปมองเด็กหนุ่มนั้นตาแทบถลนออกมานอกเบ้าเลยทีเดียว เฉินมู่อิ๋งขึ้นบันไดไปเรื่อยๆอาจารย์หลอมโอสถมองดูเด็กหนุ่มคนนั้นปากอ้าตาถลน หา!?มีคนขึ้นบันไดทดสอบง่ายเช่นนี้ด้วยหรือ!? นี่ช่างเหมือนกับในตอนนั้นเหลือเกิน!
เฉินมู่อิ๋งเดินขึ้นไปเรื่อยๆเขาไม่รู้สึกถึงแรงกดดันอะไรทั้งนั้น การเดินขึ้นไปอย่างง่ายดายของเขาทำให้คนทั้งหมดล้วนปากอ้าตาค้างคนอื่นๆ ที่เข้ารับการทดสอบเช่นเดียวกันจึงยิ่งพยายามมากกว่าเดิม ในเมื่อเ้าหนุ่มนั้นทำได้ข้าก็ต้องทำได้ซิ! ฮึ่ม!
บันไดทอดยาวสูงขึ้นไปเรื่อยๆยิ่งสูงแรงกดดันยิ่งมาก เฉินมู่อิ๋งเดินขึ้นไปด้วยท่าทีสบายๆราวกับไม่รู้สึกถึงแรงกดดันอะไรเลยอย่างไรอย่างนั้น เขายังคงเดินขึ้นไปเรื่อยๆราวกับก้าวขึ้นบันไดธรรมดาๆ จนกระทั่งไปถึงลานหิน้า อาจารย์หลอมโอสถที่รออยู่้าก็มองเด็กหนุ่มอย่างตกตะลึงไม่น้อยหา!? มีคนขึ้นมาไวถึงเพียงนี้เชียวหรือ!?
เขามองเทพคนนั้นขึ้นๆลงๆ ลงๆ ขึ้นๆ หลายครากว่าจะตั้งสติได้จึงค่อยพูดว่า “เ้าบอกชื่อแซ่มา”
“ข้า เฉินมู่อิ๋ง” เฉินมู่อิ๋งบอกอาจารย์หลอมโอสถก็จดชื่อแซ่ลงไปแล้วชี้นิ้วสั่ง “เ้าตามศิษย์คนนั้นไปพักได้พรุ่งนี้ให้มารออยู่ที่นี่เพื่อเข้าทดสอบรอบที่สาม”
“ขอบคุณท่านมาก”เฉินมู่อิ๋งกุมมือคารวะ ศิษย์สำนักโอสถคนหนึ่งก็เดินมาพาเด็กหนุ่มไปยังที่พักซึ่งเป็ห้องโถงหลังหนึ่งที่เอาไว้ให้ผู้ผ่านการทดสอบใช้พักชั่วคราวเฉินมู่อิ๋งก็เดินตามศิษย์คนนั้นไป อาจารย์หลอมโอสถมองตามเด็กหนุ่มคนนั้นไปอย่างตกตะลึงไม่หายนับั้แ่มีการทดสอบรับศิษย์ เ้าเด็กคนนั้นก็ทำลายสถิติการขึ้นบันไดทดสอบได้เร็วพอๆกับผู้าุโสิบห้าและผู้าุโสิบหกเลยกระมัง การทดสอบนี้ เ้าหนุ่มนั้นขึ้นบันไดมาไวยิ่งนัก! โอ!
จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน ก็มีผู้ผ่านการทดสอบจำนวนหนึ่ง คนเ่าั้ก็ถูกนำไปพักรวมกันที่ห้องโถง เฉินมู่อิ๋งตกเป็เป้าสายตาของผู้คนบ่อยครั้งเพราะเขาผ่านการทดสอบเป็คนแรกของการทดสอบในวันนี้
เช้าวันต่อมา ผู้เข้าทดสอบทุกคนก็ไปรวมตัวกันที่ลานกว้างอีกครั้งอาจารย์หลอมโอสถคนเดิมก็เดินมาประกาศว่า “วันนี้จะทำการทดสอบการหลอมโอสถพวกเ้าหลอมโอสถอะไรได้ก็จงหลอมออกมาใครที่หลอมโอสถไม่ได้ให้ก้าวออกไปลงชื่อทางด้านนั้นพวกเ้าจะมีหน้าที่ดูแลป่าสมุนไพร จนกว่าพวกเ้าจะสามารถหลอมโอสถได้จึงจะได้รับการคัดเลือกเป็ศิษย์ขั้นต้น”
อาจารย์หลอมโอสถชี้นิ้วไปทางจุดลงชื่อซึ่งมีอาจารย์หลอมโอสถ3 คนรออยู่ คนที่ยังหลอมโอสถไม่ได้จึงก้าวออกไปลงชื่อซึ่งหน้าที่นี้ได้คัดคนที่สามารถขึ้นบันไดได้แต่ไม่สามารถขึ้นไปถึงข้างบนได้ก่อนตะวันตกดินรวมไว้ด้วยส่วนคนที่ไม่สามารถขึ้นบันไดได้แม้แต่ขั้นเดียวก็ถือว่าไม่ผ่านการทดสอบเมื่อคนที่ไม่สามารถหลอมโอสถได้แยกตัวไปแล้วอาจารย์หลอมโอสถจึงพูดกับคนที่เหลือว่า“พวกเ้าเริ่มหลอมโอสถได้แล้ว”
ผู้คนที่รออยู่จึงแยกย้ายกันกระจายตัวออกไปหาที่นั่งลงหลอมโอสถพวกเขาเอาหม้อหลอมโอสถของตัวเองออกมาตั้ง เอาสมุนไพรของตัวเองออกมาวางแล้วเริ่มลงมือหลอมโอสถ เฉินมู่อิ๋งก็เดินไปหาพื้นที่ว่างๆ ซึ่งห่างจากคนอื่นๆ เขาถูกอาจารย์หลอมโอสถจับตามองเป็พิเศษเนื่องจากเขาผ่านการทดสอบเมื่อวานไวอย่างยิ่งอาจารย์หลอมโอสถจึงอยากรู้นักว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะสามารถหลอมโอสถได้ระดับใด?
เฉินมู่อิ๋งก็เอาสมุนไพรออกมาหลอมโอสถเขาเคยหลอมโอสถอย่างไรก็ทำตามนั้น สมุนไพรวางเรียงรายตรงหน้าแล้วเริ่มหลอมโอสถเหมือนเช่นที่เคยทำอาจารย์หลอมโอสถเห็นเ้าหนุ่มคนนั้นไม่เอาหม้อหลอมโอสถออกมาตั้งก็มองดูอย่างสงสัย
เวลาผ่านไปราว 3ชั่วโมง เฉินมู่อิ๋งก็หลอมโอสถเซียน ซึ่งเป็โอสถสมานแผลระดับสมบูรณ์ระดับหนึ่งออกมา1 เม็ด เขามองดูโอสถระดับสมบูรณ์ระดับหนึ่งที่ลอยอยู่ตรงหน้าอย่างพอใจการหลอมโอสถนี้เขาหลอมจนชำนาญแล้วจึงไม่ยุ่งยากอะไร อาจารย์หลอมโอสถซึ่งจับตาดูเด็กหนุ่มคนนั้นตลอดเวลารู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งที่เห็นเด็กหนุ่มคนนั้นหลอมโอสถได้โดยไม่ต้องใช้หม้อหลอม?เขาเดินไปหาเด็กหนุ่มคนนั้นทันที สั่งว่า “เ้าหลอมโอสถให้ข้าดูหน่อย”
เฉินมู่อิ๋งมองอาจารย์หลอมโอสถคนนั้นคนอื่นๆ ได้ยินอาจารย์หลอมโอสถสั่งเช่นนั้นก็หันไปมองดูอย่างสงสัยใคร่รู้พวกเขาหยุดมือรอชมเหตุการณ์ อาจารย์หลอมโอสถจึงสั่งว่า “เอ้า เ้าหนู เ้าหลอมโอสถให้ข้าดูเดี๋ยวนี้”
“หือ?”เฉินมู่อิ๋งมองอย่างสงสัย อาจารย์หลอมโอสถคนนั้นจึงสั่งอีกครั้ง “เ้าหลอมโอสถให้ข้าดูอีกหนซิ”
“ท่านไม่เชื่อว่าข้าหลอมโอสถได้หรือ?”เฉินมู่อิ๋งถาม อาจารย์หลอมโอสถส่ายหน้า “ไม่ใช่ไม่เชื่อแต่วิธีการหลอมของเ้าต่างจากคนอื่น ดังนั้นข้าและอาจารย์ท่านอื่นๆจึงอยากเห็นให้แน่ใจอีกครั้งว่าเ้าเป็ผู้มีพร์จริงๆหากเ้าเป็ผู้มีพร์ย่อมได้รับโชควาสนาที่ดีแน่นอน”
เขาหันไปปรายตามองอาจารย์ท่านอื่นๆที่ล้วนมองจ้องเด็กหนุ่มเป็ตาเดียว เฉินมู่อิ๋งมองอาจารย์คนอื่นๆแล้วเอาสมุนไพรออกมาวางเรียง จากนั้นก็ลงมือหลอมโอสถเซียนอีกครั้ง อาจารย์หลอมโอสถทั้งหลายก็จ้องดูตาไม่กะพริบเลยทีเดียว
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ