“ฉันสามารถตรวจสอบพลังเวทของสิ่งมีชีวิตได้และพลังเวทของหญิงชราคนนั้นค่อนข้างแปรปรวนหนัก นั่นทำให้เธอมีความชราภาพมากกว่าเมื่อหนึ่งปีก่อน เมื่อพลังเวทย์แปรปรวนหนักก็ไม่มีอะไรสามารถหยุดยั้งได้แล้วล่ะ ถึงแม้ฉันจะเป็เทพเ้าแต่ฉันก็ไม่อยากจะแทรกแซงสรรพชีวิตหรอกนะ”
“ท่านพี่….”
อัลมอนด์ทำสีหน้าหงอยขึ้นมาเมื่อรู้ว่าหญิงชราคนนั้นจะมีอายุอยู่ได้ไม่นาน นารุคามิกระแอมเบา ๆ ก่อนจะสอนอะไรบางอย่างแก่อัลมอนด์น้อย
“อะแฮ่ม ! กฎข้อที่หนึ่งแสนแปดหมื่นเก้าสิบห้าของการเป็เทพเ้านั่นคือห้ามแทรกแซงทุกสรรพชีวิตหาก พวกเขาไม่้าความช่วยเหลือ เข้าใจไหม”
“อืม…”
“เพราะฉะนั้น อย่าไปกังวลเลย”
นารุคามิเดินหน้าต่อไปพลางปิดตาลง อัลมอนด์ที่ยืนนิ่งอยู่ก็รีบรุดตามไปเช่นกัน
ทั้งคู่เดินมาจนถึงหน้าประตูทางเข้าของหมู่บ้านแห่งนี้ แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าสาดส่องลงมากระทบกับ ประตูหน้าของหมู่บ้านจนเกิดเงาสะท้อนที่สวยงาม พร้อมกับดวงตะวันที่ขึ้นในตำแหน่งตรงกลางประตูของหมู่บ้านพอดี
นับว่าเป็แสงสุริยันจากพระอาทิตย์ทีกำลังโบกมือทักทายให้พวกเขาเริ่มต้นเส้นทางชีวิตใหม่ นั่นคือการออกเดินทางไปยังเมืองหลวง ทันทีที่ทั้งสองก้าวออกมาจากประตูหมู่บ้าน ทหารยามทั้งสองก็อดไม่ได้ที่จะโบกมืออำลา
“เดินทางปลอดภัยนะ ถ้าอยากมาหาเมื่อไหร่ก็มาได้ทุกเมื่อ”
“อืม ไว้ฉันจะมาใหม่”
และแล้วเส้นทางการเดินทางตลอดหนึ่งเดือนของนารุคามิกับเทพรุ่นน้องไม่ได้เื่จึงเริ่มต้นขึ้น แม้จะไม่ใช้พลังของทวยเทพ แต่ก็ใช้ชีวิตแบบมีความสุขได้ล่ะนะ
“ท่านพี่นี่มีแต่คนรู้จักเต็มไปหมดเลยนะคะเนี่ย”
“ก็แหงอยู่แล้วสิ”
การเดินทางอันแสนยาวนานจึงเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้ เมื่อทั้งสามก้าวเท่าออกมายังนอกหมู่บ้านพลางหันไปดูวิวทิวทัศน์อันสวยงามและแสนจะรื่นรมย์
แม้ว่าเส้นทางที่เดินจะไม่ค่อยพัฒนามาก มีเพียงแต่พุ่มไม้และดินพื้นสีเหลืองที่ถูกปูไว้เท่านั้นบ่งบอกว่านี่เป็เส้นทางการค้าที่พ่อค้าหรือนักผจญภัยมักจะเดินตามเส้นทางนี้มายังหมู่บ้านเสมอ
แม้ว่าวันนี้จะเป็วันที่แสงแดดรุนแรงกว่าปกติดูเหมือนว่าภูมิประเทศของประเทศแห่งนี้จะเป็แบบอากาศร้อนชื้น หากพระอาทิตย์ตกดินก็จะหนาวจัดไปหากพระอาทิตย์ตั้งฉากเที่ยงวันก็จะร้อนจัดเทียนกัน
นารุคา มิใช่ผ้าอ้อมผืนบาง ๆ คลุมใบหน้าของทารกวัยหนึ่งขวบเอาไว้เพื่อป้องกันคลื่นความร้อนจากพระอาทิตย์ทำร้ายผิวกายของเธอ
“เป็เทพเ้า นี่ดีจริง ๆ เลยนะ ไม่ต้องทนร้อนทนหนาวเหมือนสิ่งมีชีวิตในโลกธาตุ หุหุหุ”
อัลมอนด์เอ่ยก่อนจะเดินด้วยท่าทางสบายใจเฉิบ เทพเ้าไม่มีร่างกายั้แ่แรกที่เห็นนั้นก็เพียงแค่ภาพที่เทพเ้าอยากให้เห็นเท่านั้น
ในทางกลับกันนารุคามิกลับรู้สึกร้อนและรู้สึกไม่สบายตัวเมื่อมีเหงื่อออกมา ราวกับว่าเธอนั้นเหมือนมนุษย์ทั่วไป แม้ว่าจะเป็เทพเ้าระดับสูงสุดหรือว่าเทพดาราก็เถอะ
“จริงสิท่านพี่ ที่เคยบอกว่าร่างกายนี้เป็ของเพื่อนนี่มันยังไงเหรอ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม”
อัลมอนด์ จุดประกายความสงสัยขึ้นมาทันทีพลางทำสีหน้าหวานแหวว ราวกับอยากรู้อยากเห็น ดวงตาสีแดงเป็ประกายของเธอนั้นออดอ้อนนารุคามิให้เล่าเื่ราวชีวประวัติของเธอ
“หืม ? ถ้าเธอถามถึงเื่นั้น มันก็ผ่านมาหลายร้อยล้านปีแล้วล่ะ”
ราวกับว่านารุคามิไม่ค่อยอยากจะเล่าสักเท่าไหร่เพราะมันดูเหมือนประวัติส่วนตัวหรือว่าข้อมูลส่วนตัว เธอจึงหลับตาลงก่อนที่จะเดินไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ ตามเส้นทางถนนที่ขรุขระ
“ถึงแม้ว่าจะยากก็เถอะแต่ว่าไม่ค่อยอยากจะบอกเธอสักเท่าไหร่ ความลับของฉันมีไม่กี่คนที่รู้”
ทันทีที่พูดจบอัลมอนด์ก็ทำสีหน้าผิดหวังทันที
“ทำไมล่ะ ก็อยากรู้ความลับของท่านพี่นีน่า….”
“ถ้าอยากจะรู้มากขนาดนั้น...ช่วยไม่ได้นะ ร่างกายนี้ไม่ใช่ของฉันหรอก ก็แค่ยืมเพื่อนมาและทำความฝันของเพื่อนให้เป็จริงแค่นั้นแหละ”
นารุคามิยิ้ม ก่อนจะนึกถึงวันเก่า ๆ ที่เธอนั้นผจญภัยร่วมกับเพื่อนของเธอ ความทรงจำเ่าั้ทำให้นารุคามิยิ้มพลางมองขึ้นไปบนฟ้า
“เดิมทีฉันเป็แค่ภูติน่ะ ภูติที่รักในการท่องเที่ยวนอกอวกาศ….มันก็ผ่านมาหลายร้อยล้านปีแล้ว ป่านนี้เธอคนนั้นน่าจะไปเกิดเป็พันชาติแล้วล่ะมั้ง หุหุ”
เธอยิ้มอ่อน ๆ ก่อนจะหันมองอัลมอนด์ที่ทำสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
“ท่านพี่เป็ภูติ ก็น่ารักไปอีกแบบนะคะเนี่ย”
อัลมอนด์บิดตัวไปมาราวกับหนอนแล้วส่งเสียง “หงึ๋ย ๆ ” ไม่หยุด
“ฉันไปมีรุ่นน้องแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย”
เมื่อทั้งสามเดินมาตามเส้นทางถนนเรื่อย ๆ สองข้างทางนั้นกลับเปลี่ยนเป็ทุ่งหญ้าสีเขียวขจี จนมีกลิ่นเขียวของหญ้าโชยมาเตะจมูก อีกทั้งยังมีแสงแดดอ่อน ๆ ที่มีกลิ่นคล้ายกับขนมปังอบใหม่ หากสูดเข้าไปเต็มปอดก็คงจะสดชื่นไม่น้อย
บรรยากาศโดยรอบนั้นค่อนข้างร้อนและมีความชื้นสูง เห้อเมื่อก้าวเดินไปแล้วจะมีเหงื่อไหลตลอดทาง แต่อัลมอนด์กลับไม่ได้รับผล
“ถ้ามันจะร้อนขนาดนี้นะ”
เช่นนั้นนารุคามิจึงแบมือขวาก่อนที่จะมีหลุมดำเล็ก ๆ ปรากฏขึ้น และเธอก็นำมือขวาใส่เข้าไปในหลุมดำนั้นจนเกือบสุดปลายแขน เมื่อนิ้วมือัักับอะไรบางอย่างแข็ง ๆ จึงดึงขึ้นมาราวกับกล่องสุ่ม
สิ่งที่ออกมาจากหลุมดำนั้นก็คือร่มคันหนึ่งที่มีสีดำ เป็ร่มที่ใหญ่พอสมควรเหมาะกับคนสามคนอยู่ในนั้นได้อย่างสบาย ด้วยความที่มันเป็ร่มกันแดดทำให้น้ำหนักอาจจะหนักเกินไปนิดหน่อย
แต่สำหรับนารุคามิเธอสามารถถือร่มคันนั้นได้เพียงแค่นิ้วเดียว มือซ้ายของเธอนั้นกำลังประคองร่างของทารกน้อยวัยหนึ่งขวบเอาไว้อย่างเบามือ
แม้ว่าเส้นทางจะไกลแค่ไหน แต่เธอกลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย จนเวลาล่วงเลยไปมากกว่าหนึ่งสัปดาห์ ทั้งนารุคามิและอัลมอนด์ไม่เคยหยุดเดินเลยั้แ่วันแรก แม้ว่าทารกวัยหนึ่งขวบจะหลับปุ๋ยตลอดทางก็ตาม
ทุกสิ่งที่พวกเธอพบเจอตลอดเส้นทางนั้น มีเพียงมอนสเตอร์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่เป็อันตรายมากอธิเช่นสไลม์สีใสตัวน้อยหรือก็อปลินตัวเขียว เหตุผลที่พวกเธอไม่เหนื่อยหรือไม่ยอมหลับและนอนนั่นก็เพราะว่าพวกเธอเป็เทพเ้านั่นเอง
ถึงแม้ว่านารุคามิจะมีร่างกายมนุษย์ แต่ร่างกายมนุษย์นั้นถูกรีเซ็ตตลอดเวลาทำให้มันสามารถซ่อมแซมตนเองได้ตลอดเวลา เธอจึงอยู่ในร่างมนุษย์นี่มาเป็ระยะเวลายาวนานนับไม่ถ้วน
เมื่อทารกน้อยเริ่มส่งเสียงร้องไห้ด้วยความหิวโหย มันคือสัญญาณที่ไม่สามารถละเลยได้ พวกเธอรีบจัดการรีดน้ำนมแพะป่าสีขาวขุ่นที่พบอยู่ข้างทางด้วยความชำนาญ แต่เธอก็ทราบดีว่านมสดจากสัตว์ในธรรมชาตินั้นไม่อาจป้อนให้กับชีวิตที่บอบบางเช่นนี้ได้โดยตรง