ตูม!
ในขณะที่ฉินจงกำลังงัดกลยุทธ์ยิงไปรักษาระยะห่างไปเพื่อล่อฝูงซอมบี้อยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหวมาจากทางด้านหลัง
เสียงนั้นทำเอาเขาขนลุกซู่ไปทั้งตัว พอหันขวับกลับไปมอง ภาพตรงหน้าก็ทำเอาเสียวสันหลังวาบ!
ห่างออกไปแค่สามคูหา ประตูกระจกบานั์สองบานพังครืนลงมากองกับพื้น เศษกระจกแตกละเอียดกระเด็นว่อน ตามมาด้วยเสียงคำรามดังสนั่นหวั่นไหว ฝูงซอมบี้จำนวนมหาศาลทะลักพรวดออกมาจากร้านนั้นราวกับเขื่อนแตก!
ฝูงซอมบี้กางกรงเล็บแยกเขี้ยว ใบหน้าซีดเผือดของคนตายดูสยดสยองเกินบรรยาย พวกมันส่งเสียงโวยวายระงม พุ่งเป้าตรงดิ่งมาหาฉินจงอย่างบ้าคลั่ง
กวาดสายตามองแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่ามีไม่ต่ำกว่าร้อยตัว!
ระเบียงตรงนี้ก็ไม่ได้กว้างขวางอะไร โดนปิดล้อมทั้งหน้าทั้งหลังแบบนี้ ถ้าคิดจะหนี ทางเดียวที่เหลืออยู่คงมีแค่ะโตึกเท่านั้น
ความเย็นะเืแล่นปราดจากปลายกระดูกสันหลังพุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง ฉินจงไม่มัวลังเล เขารีบแขวนหน้าไม้สั้นเข้ากับตัว ชักดาบเหมียวเตาออกจากฝักที่กลางหลังทันที เขาเตรียมใจบุกฝ่าวงล้อมย้อนกลับไปทางเดิม ก่อนที่พวกมันจะแห่มาปิดทางจนมิด ทว่าทางเดินตรงหน้ากว้างแค่สามเมตรเศษ ไม่ถึงสี่เมตรด้วยซ้ำ แถมฝั่งนั้นยังมีซอมบี้อีกอย่างน้อยสามสิบตัวกำลังกรูกันเข้ามา
การบุกฝ่าออกไปน่ะไม่ใช่ปัญหา แต่การจะถอยหนีออกมาโดยไร้รอยขีดข่วนนี่สิ... แทบจะเป็ไปไม่ได้เลย
วินาทีนี้ สีหน้าของฉินจงตึงเครียดถึงขีดสุด เพราะที่นี่คือวันสิ้นโลก ไม่ใช่สนามเด็กเล่น ซอมบี้พวกนี้เต็มไปด้วยเชื้อไวรัส แค่โดนสะกิดจนได้แผลนิดเดียว ผลลัพธ์ก็อนาถเกินกว่าจะจินตนาการแล้ว
ฉินจงเคยเห็นกับตา พนักงานคนหนึ่งที่ติดเชื้อจนกลายพันธุ์เป็ซอมบี้ พอเขาเริ่มคลุ้มคลั่ง ก็พุ่งขย้ำแขนพนักงานหญิงคนหนึ่งจนเนื้อหลุดออกมาเป็ก้อน ถึงผู้หญิงคนนั้นจะได้รับการปฐมพยาบาล แต่ไม่ถึงห้านาทีเธอก็กลายพันธุ์เป็ซอมบี้ตามเขาไปติด ๆ
เธอกลายเป็ศพเดินได้ที่สูญสิ้นความเป็คน เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบที่พร้อมจะฉีกทึ้งทุกชีวิตที่ขวางหน้าเท่านั้น
พอคิดถึงเื่นี้ สีหน้าของฉินจงก็ยิ่งดำทะมึน เมื่อต้องรับมือกับฝูงผีดิบมืดฟ้ามัวดินขนาดนี้ เขาคงต้องเตรียมใจรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเสียแล้ว!
"ทางนี้! ทางนี้!"
จู่ ๆ ประตูบานเล็กที่ซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในระเบียงก็แง้มออก เด็กชายคนหนึ่งโผล่หัวออกมา ดวงตากลมโตกลอกไปมาอย่างลุกลี้ลุกลน มือเล็ก ๆ โบกเรียกฉินจงอย่างเอาเป็เอาตาย "เร็วเข้า! หนีมาทางนี้!"
ตอนแรกกะว่างานนี้คงไม่รอดแน่ ๆ ใครจะไปคิดว่า์จะประทานทางรอดมาให้ ฉินจงรีบสับเท้าวิ่งตามเด็กชายมุดเข้าไปในประตูบานเล็กทันที เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้จะยังมีคนรอดชีวิตหลงเหลืออยู่อีก!
พอทะลุประตูเข้ามา ก็เจอกับทางเดินยาวสลัว ๆ สองข้างทางเป็ร้านค้าขนาดเล็กยิบย่อย แสงสว่างแทบไม่มี แต่เด็กคนนั้นกลับสับเท้าไวมาก เลี้ยวซ้ายขวาคดเคี้ยวไปมาโดยไม่ต้องชะงัก คิดดูแล้วคงหลับตาเดินที่นี่ได้สบาย
ดูทรงแล้วโซนนี้น่าจะเป็พวกตลาดนัดที่ซอยล็อคแบ่งห้องเล็ก ๆ มีทั้งร้านขายเสื้อผ้า กระเป๋า ยันร้านอาหารเล็ก ๆ อย่างหม่าล่าทั่งหรือหม้อไฟเสฉวนอยู่ด้วย
ฉินจงจ้ำอ้าวตามหลังเด็กชายไปติด ๆ ยิ่งลึกเข้าไป แสงรอบด้านก็ยิ่งริบหรี่ ทางเดินสลับซับซ้อนจนแทบจะเหมือนเขาวงกต
ฝีเท้าของเด็กคนนั้นเบาหวิวและว่องไวราวกับสายลม ทันใดนั้นร่างเล็กก็เลี้ยวขวับผลุบหายเข้าไปในร้านค้าธรรมดา ๆ แห่งหนึ่ง
เด็กชายจำแผนผังที่นี่ได้แม่นยำราวจับวาง ราวกับว่ากระเบื้องทุกแผ่นถูกสลักไว้ในหัว ทันทีที่ก้าวเข้ามา เขาก็นำทางฉินจงพุ่งตรงดิ่งไปยังห้องครัวด้านในสุดโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ตรงผนังหลังครัว มีพัดลมระบายอากาศขนาดราวยี่สิบเิเติดอยู่ ใบพัดหมุนเอื่อย ๆ ตามแรงลม แสงแดดที่ลอดผ่านช่องเข้ามาจึงสว่างวาบสลับมืดมิด เงาตกกระทบเต้นระบำไปตามมุมต่าง ๆ ราวกับภูตผีตัวน้อย
แสงสลัวพวกนั้นทอดตัวไปหยุดอยู่ที่ตู้เหล็กสูงระดับเอวใบหนึ่ง เด็กชายไม่รอช้า พุ่งพรวดไปกระชากประตูตู้เหล็กใบนั้นออกทันที
น้ำเสียงของเด็กชายร้อนรนสุดขีด "เร็วเข้า รีบเข้าไปซ่อนข้างในเร็ว!"
ฉินจงไม่มัวถามให้มากความ เขารีบย่อตัวมุดเข้าไปในตู้เหล็กตามเด็กชายทันที
ปัง!
ประตูตู้ถูกงับปิดลง ความมืดมิดกลืนกินทุกสิ่งรอบตัว ราวกับมีฝาโลงศพหนักอึ้งปิดทับ ตัดขาดพวกเขากับโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
ตู้เหล็กใบนี้ก็ไม่ได้เล็กเท่าไหร่หรอก แต่พอมีคนสองคนเข้ามาเบียดเสียดกันอยู่ข้างใน มันก็ทำได้แค่นั่งยอง ๆ เข่าชนกันเท่านั้น ทั้งคู่กลั้นหายใจ พยายามทำตัวให้ลีบแบนและไร้ตัวตนที่สุด
ผ่านไปอึดใจใหญ่ เสียงคำรามโฮกฮากของพวกซอมบี้ด้านนอกก็เริ่มเบาลงและกระจายตัวออกไป พอพวกซอมบี้กระหายเืหาเหยื่อไม่เจอ พวกมันก็กลับไปเดินเตร็ดเตร่ไร้จุดหมายตามสเต็ปเดิม
เมื่อเสียงฝีเท้าข้างนอกเริ่มเงียบหายไป ฉินจงก็ค่อย ๆ ดันประตูตู้แง้มออกเป็ช่องเล็ก ๆ ราวสองสามนิ้ว เขาหรี่ตาชำเลืองมองออกไป เมื่อชัวร์แล้วว่าทางสะดวก ไร้เงาอันตรายใด ๆ เขาก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก จากนั้นก็หันกลับมาพิจารณาเด็กชายตรงหน้า
แสงสลัว ๆ ลอดผ่านช่องประตูเข้ามา แม้จะไม่สว่างมาก แต่เพราะนั่งเข่าแทบจะเกยกัน ฉินจงเลยเห็นหน้าอีกฝ่ายได้ชัดเจนเต็มสองตา
เดี๋ยวนะ... นี่มันไม่ใช่เด็กผู้ชายนี่หว่า เป็เด็กผู้หญิงต่างหาก!
ก็เล่นตัดผมทรงสกินเฮดเกรียนซะขนาดนั้น แถมตอนแรกสถานการณ์ก็หน้าสิ่วหน้าขวาน ฉินจงเลยไม่ทันสังเกตให้ดีจนเข้าใจผิด แต่พอมองดูชัด ๆ เค้าโครงหน้ายังคงความจิ้มลิ้มไร้เดียงสา ดวงตากลมโตฉายแววฉลาดเฉลียว กะคร่าว ๆ อายุน่าจะราว ๆ สิบสองถึงสิบสามปีเท่านั้นเอง
พอเห็นฉินจงแง้มประตูตู้ เด็กสาวก็สะดุ้งโหยง ร้องเสียงหลง "รีบปิดประตูเร็ว!"
เอาเถอะ ถึงฝูงซอมบี้จะไม่มีทางดมกลิ่นเจอที่นี่ในเร็ว ๆ นี้แน่ แต่เห็นท่าทีหวาดผวาของเด็กน้อย ฉินจงก็ยอมดึงประตูตู้กลับมาปิดสนิทอีกรอบ ถึงแม้ข้างในนี้มันจะอุดอู้จนแทบหายใจไม่ออกก็เถอะ
พอประตูตู้ปิดลง ความมืดก็เข้าครอบงำอีกครั้ง ฉินจงหันไปทางเด็กสาวแล้วเอ่ยเสียงเบา "เธอเก่งมากนะที่รอดมาได้จนถึงป่านนี้ หลบอยู่ที่นี่ตลอดเลยเหรอ?"
เด็กสาวครางรับคำสั้น ๆ ก่อนจะตอบด้วยเสียงแ่เบาราวกับยุงบิน "ั้แ่เริ่มต้นวันนั้น หนูก็หลบอยู่ที่นี่มาตลอดเลยค่ะ"
"หือ?"
คำตอบของเด็กสาวทำเอาฉินจงถึงกับชะงัก อดไม่ได้ที่จะโพล่งถามออกไป "ั้แ่ตอนที่เกิดภัยพิบัติน่ะเหรอ? นี่... นี่มันผ่านมาจะครึ่งปีแล้วนะ เธอหลบอยู่ที่นี่คนเดียวมาตลอดเลยเนี่ยนะ?"
ถึงจะมองไม่เห็นหน้า แต่ฉินจงััได้ว่าเด็กสาวกำลังพยักหน้ารับ น้ำเสียงของเธอแฝงความประหลาดใจเจืออยู่ "ที่แท้ก็เกือบครึ่งปีแล้วเหรอคะเนี่ย... แล้ว... แล้วทำไมคุณลุงตำรวจถึงยังไม่มาช่วยพวกเราสักทีล่ะคะ?"
ฉินจงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลอบถอนหายใจยาว "เลิกหวังเื่จะมีคนมาช่วยได้เลย ฉันคิดว่าทั่วโลกน่าจะเป็แบบนี้ไปหมดแล้ว รัฐบาลน่ะ... คงไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว ต่อจากนี้... ต้องพึ่งตัวเองเท่านั้น"
เด็กสาวเงียบกริบไปพักใหญ่ ทั้งคู่นั่งประจันหน้ากันในความมืดมิดโดยไร้สรรพเสียง จนกระทั่งมีเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังมาจากฝั่งตรงข้าม
ในพื้นที่แคบ ๆ ที่มืดสนิท เสียงถอนหายใจนั้นกลับหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความสิ้นหวังสุดขีด เป็ความสิ้นหวังที่ดูไม่เหมือนเสียงถอนหายใจของเด็กผู้หญิงวัยนี้เลยสักนิด
ผ่านไปสักพัก เด็กสาวก็เอื้อนเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงแ่เบา "ที่นี่เป็ร้านอาหารของบ้านหนูเองค่ะ ตู้เหล็กใบนี้แม่เอาไว้เก็บข้าวสารกับของเบ็ดเตล็ด หนูย้ายของพวกนั้นออกไปหมด แล้วก็หลบอยู่ในตู้เหล็กใบนี้ั้แ่วันนั้น"
ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง มิน่าล่ะ ร้านอาหารยังไงก็ต้องมีเสบียงตุนไว้บ้าง ประกอบกับเด็กผู้หญิงตัวแค่นี้กินแค่นิดเดียว ก็ไม่แปลกที่จะยื้อชีวิตรอดมาได้ยาวนานขนาดนี้
พอคิดได้แบบนั้น ฉินจงเลยถามด้วยความอยากรู้ "แล้วที่นี่มีแค่เธอคนเดียวเหรอ? พ่อแม่ล่ะ?"
เด็กสาวลังเลไปนิดหนึ่ง แต่ก็ยอมเปิดปากตอบ "คุณพ่อหนูเสียไปนานแล้วค่ะ ร้านอาหารนี้เลยมีแค่คุณแม่กับน้าผู้หญิงอีกคนช่วยกันดูแล ปกติหนูเรียนอยู่โรงเรียนประถมใกล้ ๆ นี้ พอพักเที่ยงก็จะแวะมากินข้าวที่ร้าน"
"แล้วแม่เธออยู่ไหน?" ฉินจงหลุดปากถามออกไปตามสัญชาตญาณ ทว่าพอดันคำพูดพ้นริมฝีปาก เขาก็แทบอยากจะตบปากตัวเองสักฉาด
ในเมื่อแม่ของเด็กไม่ได้อยู่ตรงนี้ด้วย โอกาสที่จะกลายร่างเป็ซอมบี้อยู่ข้างนอกนั่นก็สูงปรี๊ด...