บทที่5 เพียงแสงหิ่งห้อย
“เฟยหลง เ้าว่าอะไร”
เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกันระหว่างถังเทียนเจ๋อและปาอุ่ยเก้อ
“ที่เ้าบอกว่า เ้าได้กราบชายชราที่ชื่อจูกั๊กม่อ เป็อาจารย์ เป็เื่จริงรึ”
“ใช่แล้วขอรับ อาจารย์หรือว่าท่านมิพอใจที่ข้ากราบอาจารย์อีกคน”
“เด็กโง่ หาใช่เช่นนั้นไม่ ข้ากลับปลื้มปิติแทนเ้าต่างหาก”
“ทำไมหรือขอรับ”
“ก็เพราะท่านผู้นั้น เป็ยอดคนปริศนาที่คนทั่วทั้งปฐีต่างยำเกรงนอกจากคำเล่าลือว่าท่านเป็ยอดผู้ฝึกญาณที่เข้าใกล้วิถีแห่งเซียนแล้ว ท่านยังมีความสามารถในด้านการทำนายอนาคตจนถูกผู้คนขนานนามว่า เฒ่าพยากรณ์”
ปาอุ่ยเก้อ ก็ได้กล่าวเสริมขึ้นต่อจากอาจารย์
“ซึ่งคำทำนายเื่ั์ตา์ที่จะอุบัติขึ้นในเร็วๆนี้ก็มาจากท่าน”
เฟยหลง หัวเราะแห้งๆ แล้วกล่าว
“ข้ารู้เพียงว่าอาจารย์เก่งกาจไม่เบาแต่ไม่คิดว่าจะเก่งกาจถึงเพียงนี้”
“ศิษย์น้อง เ้านับว่ามีโชควาสนามากแล้ว”
“เหตุนี้อาจารย์จึงได้ปลาบปลื้มแทนเ้า”
ปาอุ่ยเก้อ ยืดตัวจากเตียงนอนมันกล่าวด้วยความฮึกเหิม
“ศิษย์น้องเ้าก็เก่งกาจถึงเพียงนี้เช่นนั้นชนเผ่าอุยฮูเรา ก็มีหนทางรอดแล้ว”
“อือ ข้าจะพยายามช่วยท่านอย่างสุดความสามารถ”
“เฮ้อ ในที่สุดแสงสว่างก็ส่องลงมายังหลังเขาเสียที”
ที่ธารน้ำตกแห่งหนึ่งบนเขาเถาิซานมีบุรุษสองผู้นั่งอยู่คนละฝากฝั่ง หนึ่งคือบุรุษผู้เป็ยอดคนอายุเยาว์แห่งผู้ฝึกญาณวิถีเต๋า“ฮุ่ยหลง” อีกหนึ่งคือยอดคนอายุเยาว์แห่งเชน“หยางเค่อ” หยางเค่อที่กำลังนั่งหลับตาเข้าสู่สภาวะฝึกจิตให้สมดุลอยู่พลันกล่าวขึ้น
“ไม่คาดคิดว่าเราท่านมักพบพานกันใน่เวลาที่ขับขันเช่นนี้”
ฮุ่ยหลงที่นั่งกอบน้ำใสสะอาดในลำธารขึ้นมาดื่มกินอย่างไม่ช้าไม่เร็วเมื่อดื่มกินเสร็จสิ้นก็กล่าวตอบ
“์คงยังไม่ส่งเสริมให้ท่านและข้าพเ้าต้องสัประยุทธ์กันในตอนนี้”
“เช่นนั้นเป็เมื่อไหร่ที่เราท่านจะได้พิสูจน์ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง”
“คงจะเป็วันที่ท่านก้าวสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเชนกระมัง….อ้อ ซึ่งวันนั้นอาจจะไม่มาถึงก็ได้”
“ท่านก็เช่นกันมิใช่รึ ให้ท่านผ่านด่านนี้ไปก่อนค่อยว่ากล่าว”
“ฉันใด ฉันนั้น”
กรี๊ซซซ เสียงวิหคครามปราดเปรียวอันเป็สัตว์ส่งสาสน์ของวังัฟ้า วิหคชนิดนี้เป็สัตว์ผสมสายพันธุ์ที่ถูกเพาะเลี้ยงขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการส่งข้อความที่มีความสำคัญอย่างที่สุดการส่งข้อความด้วยวิหคครามปราดเปรียวเปรียบดั่งคำสั่งตรงที่ถ่ายทอดมาจากปากของเ้าวังัฟ้าก็มิปานหยางเค่อส่งเสียงกู่สะท้านไปทั่วหุบเขา ซักพักก็พบเห็นวิหคที่มีขนสีครามสวยงามบินตรงเข้าหามันอย่างรวดเร็วหยางเค่อยื่นแขนออกไปรับเ้าวิหคตัวน้อย ก่อนปลดข้อความที่ขาของมันออกมาคลี่อ่าน
“เฮอะ เพียงแค่ขยะกองเดียว พวกเ้ายังจัดการไม่สำเร็จเห็นทีวังัฟ้าจะมีแต่พวกชั้นต่ำมากเกินไปแล้ว”
หยางเค่อ อันที่จริงมันไม่สนใจคำสั่งของเ้าวังแม้แต่น้อยเหตุใดจะสนใจข้อความจากวิหคครามปราดเปรียวที่ผู้อื่นส่งมา แต่เหตุผลที่มัน้าไปในครั้งนี้เพราะข้อความบนกระดาษเพียงประโยคเดียว“ยอดยุทธ์อายุเยาว์ไม่ทราบที่มาใช้เพียงนิ้วเดียวจัดการกับพวกเราจนหมดหนทางต่อต้าน”
ณ ค่ายพักของชนเผ่ามารทมิฬ
“หยางเค่อ มันจะมาหรือไม่”เสียงชราของหมอผีประจำเผ่ากล่าวถาม
ชายชุดดำผู้เป็ผู้นำของกลุ่มผู้ฝึกญาณตอบ
“ข้ารู้จักมันดี มันเป็ผู้ที่คลั่งไคล้การต่อสู้สัประยุทธ์เป็ที่สุดอีกทั้งมันไม่ชอบให้มีคนเก่งเกินหน้ามัน หากมันรู้ว่ามียอดฝีมือรุ่นเยาว์เพิ่มมาอีกมันต้องไม่ทิ้งโอกาสที่จะมาพิสูจน์ทราบด้วยตนเองแน่นอน”
“ถ้ามันมาท่านมั่นใจว่ามันจะจัดการเ้าหนุ่มนั่นได้หรือไม่”
“ต้องถามว่าเ้าหนุ่มนั่น จะรับมือมันได้หรือไม่ต่างหาก”
เฟยหลงหลังจากที่ช่วยอาจารย์รักษาอาการาเ็ให้กับศิษย์พี่เสร็จเวลาก็ล่วงเลยมาถึงตอนเย็นแล้ว มันจึงขอตัวออกมาเดินเล่นชมทิวทัศน์รอบกำแพงชนเผ่า มันจากที่แห่งนี้ไปนานถึงสี่ปีเต็มดูเหมือนทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย เฟยหลงเดินขึ้นไปยัง้าของกำแพง มันทอดตามองไปยังค่ายอันใหญ่โตของชนเผ่ามารทมิฬสายลมอันแ่เบาพัดผ่านร่างไปช่วยให้คนเย็นสบายตัวยิ่ง แต่จิตใจที่ร้อนลุ่มย่อมไม่อาจดับมอดด้วยสายลมแ่เบานี้ได้มันครุ่นคิดว่าด้วยกำลังเพียงมันอาจช่วยชนเผ่าต้านทานกองกำลังของเผ่ามารทมิฬได้ซักระยะแต่จะให้ขับไล่ชนเผ่ามารทมิฬจนย่อยยับกลับไป มันในตอนนี้ยังมิได้มีความสามารถถึงเพียงนั้นแม้เพียงคิดยังยากที่จะสำเร็จ เคล็ดวิชาที่สองที่เป็สุดยอดวิชาที่อาจารย์จูกั๊กม่อถ่ายทอดให้มันก็ยังไม่สามารถเรียนรู้ให้สำเร็จในเร็ววันได้ตอนนี้ท่านก็มิอยู่จึงไม่มีใครคอยชี้แนะมัน เช่นนั้นมันจึงทอดถอนใจแล้วกล่าวพึมพรำแ่เบา
“อาจารย์ นะอาจารย์ เวลาแบบนี้ยังมีกระจิตกระใจท่องเที่ยวทั่วปฐีอีก”
เวลาล่วงเลยมาสองสัปดาห์ ความสงบสุขที่ไร้เสียงศาสตราวุธปะทะกันก็ได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วเมื่อรุ่งอรุณของเช้าวันใหม่ได้มาถึง เสียงกลองรบก็ถูกลั่นตึงตังอย่างมีจังหวะจะโคนเสียงฝีเท้าม้านับพัน และเสียงฝีเท้าคนนับหมื่นต่างย่ำลงยังพื้นพสุธาประกอบเป็เสียงที่ให้ความห้าวหาญและฮึกเหิมยิ่งในที่สุดกองทัพของชนเผ่ามารทมิฬก็ได้กลับมาสู่สนามรบอีกครั้งหลังจากหยุดทัพไปนานเกือบครึ่งเดือน
ทางด้านชนเผ่าอุยฮูก็ได้เตรียมตัวไว้พร้อมอยู่ก่อนแล้วตอนนี้กองทัพของพวกมันถูกนำทัพมาด้วยบุรุษสองคนคือ ปาอุ่ยเก้อ และเฟยหลง ความฮึกเหิมความมั่นใจในการออกรบครั้งนี้ของพวกมันกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังอย่างที่ไม่เคยมี
“เฟยหลง เ้าพร้อมหรือไม่”
“ข้าพร้อมแล้ว”
เฟยหลงเมื่อมันได้มายืนหน้าสนามรบจริงกลับพบว่าศัตรูมีกำลังพลที่มากมายยิ่ง มากกว่าชนเผ่าอุยฮูตั้งหลายเท่า มันรู้สึกนับถือเลื่อมใสต่อชนเผ่าอุยฮูอยู่มิน้อยที่สามารถต้านทานศัตรูมาได้นานขนาดนี้เสียงกลองรบของชนเผ่ามารทมิฬพลันเปลี่ยนจังหวะ รูปขบวนการรบก็ถูกเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเสียงกลองตึง!! เสียงสุดท้ายสิ้นสุดลง เหล่านักรบชนเผ่ามารทมิฬก็ถ่าโถมเข้ามาอย่างบ้าคลั่งนักรบชนเผ่าอุยฮูเองก็กู่ร้องพุ่งทะยานไปประจันหน้าอย่างห้าวหาญ เคร้ง คร้าง เสียงอาวุธปะทะกันมิขาดสายเืเนื้อเริ่มสาดกระเซ็นชโลมแผ่นดิน นักรบชนเผ่ามารทมิฬนับสิบต่างเข้ารุมโจมตีเฟยหลงเฟยหลงหมุนกายตวัดเตะออกด้วยเท้าซ้ายขวาสลับกันราวจักรผัน จนคนทั้งสิบกระเด็นออกไปคนละทิศทางจากนั้นเฟยหลงใช้ออกด้วย เอกดรรชนีผลาญสุริยัน เปรี้ยง!! เสียงดังกึกก้องเมื่อดรรชนีที่ใช้ออกััลงบนร่างของมนุษย์ หนึ่งดรรชนีจบลงด้วยหนึ่งชีวิต
นักรบชนเผ่ามารทมิฬที่ดาหน้าเข้ามาจู่โจมเฟยหลงต่างทอดร่างไร้ซึ่งชีวิตบนพื้นปฐีเหล่านักรบชนเผ่าอุยฮูได้เห็นภาพเช่นนี้ที่เบื้องหน้ายิ่งเกิดความฮึกเหิมห้าวหาญมากขึ้นอักโขกลับกันนักรบชนเผ่ามารทมิฬกลับหวาดหวั่นขวัญผวาต่อดรรชนีของบุรุษหนุ่มผู้นี้ยิ่ง เมื่อใจย่นระย่อกำลังกายก็เริ่มเสื่อมโทรมลงเป็เหตุให้นักรบชนเผ่ามารทมิฬถูกรุกไล่เข่นฆ่าตายไปเป็จำนวนมาก
เฟยหลงยังใช้เอกดรรชนีผลาญสุริยันโจมตีไม่หยุดยั้งแม้กำลังกายและพลังญาณจะอ่อนโทรมลงไปบ้างแต่มันก็รู้สึกคึกคักสาสมใจยิ่ง มันตวัดดรรชนีออกไปอีกหนึ่งครั้งทันใดพลันรู้สึกมีพลังมหาศาลขุมหนึ่งกดดันหนึ่งดรรชนีของมันนี้จนพลังญาณปาฏิหาริย์ที่รวมรั้งกลับแตกซ่านออกที่แท้ทันทีที่เฟยหลงตวัดนิ้วออกไปปรากฏมีฝ่ามือหนึ่งมาต้านทานรับไว้ ผู้มามีรูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน มันสวมชุดสีดำ ตัวเสื้อแขนกุดถักขึ้นมาจากผ้าหยาบๆ ใบหน้าของมันถูกปกปิดไว้ครึ่งใบหน้าเหลือให้เห็นแต่ดวงตาที่คมกล้าน่าเกรงขาม ฝ่ามือที่บุรุษผู้นี้ฟาดออกมาต้านรับกับหนึ่งดรรชนีของเฟยหลงส่งให้เฟยหลงต้องกระเด็นถอยหลังไปสามก้าว เฟยหลงตื่นตระหนก มันครุ่นคิด ชนเผ่ามารทมิฬถึงกลับมีผู้ฝึกญาณที่มีความแข็งแกร่งเช่นนี้ถือหางอยู่ ปากก็กล่าวขึ้นว่า
“มิทราบท่านผู้มามีนามสูงส่งว่าอันใด”
“อาศัยเพียงหิ่งห้อยเช่นเ้าหรือมิจำเป็”
“เช่นนั้นดวงอาทิตย์เช่นท่านใยถึงปรากฏในตอนกลางคืน”
“ข้าประสงค์จะปรากฏเมื่อใด ที่ใดย่อมมิใช่สิ่งที่เ้าจะตั้งข้อสงสัยได้”
“ข้าคงต้องตั้งข้อสงสัยแล้ว…โปรดชี้แนะ”
“ก็อย่าทำให้ข้าผิดหวัง”
กล่าวจบเฟยหลงพลันพุ่งเข้าหาบุรุษชุดดำผู้มามันตวัดนิ้วที่รวมรั้งพลังจากแก่นญาณชีพจรฟ้าจนนิ้วมีสีทองเรืองรอง นิ้วที่ฟาดฟันออกเปรียบดั่งคมดาบที่ร้อนระอุหากฟาดฟันไปยังที่ใดย่อมเผาผลาญไปถึงที่นั้น บุรุษชุดดำก็เค้นพลังจิตภายในร่าง จนพลังหนุนเนืองเอ่อล้นออกมามิขาดสายสู่ภายนอกร่างกายของมันพลันเปล่งแสงสีฟ้าออกมา มันตวัดฝ่ามือปะทะกับดรรชนีของเฟยหลง เปรี้ยง!!!เสียงปะทะดังกึกก้อง บรรยากาศรอบข้างปั่นป่วน ฝุ่นผงปลิวคละคลุ้งไปตามกระแสพลังที่ทั้งสองปล่อยออกมาเฟยหลงตวัดขาเตะเข้าชายโครงของบุรุษชุดดำ บุรุษชุดดำพลันปลดปล่อยพลังดีดสะท้อนออกมารอบกายจนเฟยหลงกระเด็นกลับหลัง แต่เฟยหลงอาศัยจังหวะนี้หกคะเมนตีลังกากลางอากาศ แล้วตวัดนิ้วชี้มาด้านหน้า
“เอกดรรชนีผลาญสุริยัน”
ปรากฏลำแสงสีทองเรืองรองพุ่งออกมาจากปลายนิ้วของเฟยหลงลำแสงสีทองพุ่งเป็เส้นตรงแหวกฝ่าอากาศเข้าหาบุรุษชุดดำ พลังของเฟยหลงในครั้งนี้มันกลับปลดปล่อยออกมาอย่างไม่ออมรั้งเช่นดั่งตอนแรกบุรุษชุดดำยกแขนขึ้น แล้วฟาดฝ่ามือออกอย่างทื่อด้าน ฝ่ามือที่ปลดปล่อยพลังญาณออกมาเพียงไม่กี่ส่วนปะทะเข้ากับลำแสงสีทองเปรี้ยงงงงง!!! บุรุษชุดดำพลันถอยหลังสองก้าว ฝ่ามือเมื่อครู่ที่ใช้ออกมาต้านรับกลับสั่นสะท้านชาด้านมันรู้สึกเหนือความคาดหมาย เคล็ดวิชาของชายหนุ่มนั่นกลับทรงพลังยิ่ง หากมันมีพลังฝึกปรือมากกว่านี้มือของตนคงขาดออกไปแล้วบุรุษชุดดำได้คิดดูไปชายหนุ่มนั่นอายุน่าจะไม่เกินสิบแปดสิบเก้าปี หากปล่อยให้มันมีเวลาฝึกปรือนานกว่านี้จะมีความแข็งแกร่งขึ้นขนาดไหนมันเป็คนที่ชื่นชอบประลองกับผู้ที่มีฝีมือ จึงเปลี่ยนความตั้งใจในตอนแรกที่จะฆ่าชายหนุ่มคิดได้เช่นนี้บุรุษชุดดำจึงเค้นพลังออกมาเพียงบางส่วนร่างเปล่งแสงสีฟ้า ก่อนพุ่งเข้าหาเฟยหลง
“กายาัฟ้าคำรณ”
ร่างของบุรุษชุดดำกลายเป็รังสีพลังรูปัฟ้าตัวใหญ่ลอยฉวัดเฉวียนกลางอากาศจู่โจมเข้าใส่เฟยหลงพลังกดดันที่ปลดปล่อยออกมาตรึงร่างของเฟยหลงไว้จนมิอาจขยับเขยื้อน ด้วยพลังที่ต่างชั้นกันจนเกินไปเป็เหตุให้เฟยหลงที่คิดจะต่อต้านยังมิอาจจะต่อต้านได้เพียงแสงหิ่งห้อยจะสว่างกว่าแสงอาทิตย์ได้อย่างไร
ตูมมมมมมม!!!
“เฟยหลงงงง”
ปาอุ่ยเก้อ ส่งเสียงเรียกอย่างตื่นตระหนกคนพุ่งทะยานเข้าหาเฟยหลง
เฟยหลงนอนทอดร่างอยู่บนพื้นดินคนกระอักโลหิตออกมาคำใหญ่ ร่างกายทั้งภายในภายนอกต่างบอบช้ำ ดีที่บุรุษชุดดำยังยั้งมือทำให้มันมีชีวิตรอดอยู่ได้
บุรุษชุดดำ พลันกล่าวขึ้น
“จงจดจำความเ็ปนี้ แล้วแข็งแกร่งขึ้นข้าจะรอเ้ามาคิดบัญชีทุกเมื่อ….แล้วจงจดจำชื่อข้าให้ขึ้นใจ หยางเค่อ”
กล่าวจบบุรุษชุดดำพลันทะยานร่างไปเบื้องหน้าก่อนร่างคนค่อยๆ หายไปจากคลองจักษุสายตาของทุกผู้
เหตุการณ์พลิกผันในครั้งนี้ส่งผลให้นักรบชนเผ่ามารทมิฬที่ขวัญผวาก่อนหน้าเกิดความฮึกเหิมห้าวหาญ ส่งเสริมให้พวกมันมีความแกร่งกล้ามากขึ้น ตรงกันข้ามกับนักรบชนเผ่าอุยฮูที่เหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้พวกมันต่างเสียขวัญกำลังรบอ่อนโทรมลงทันตาเป็ฝ่ายเสียเปรียบถูกเข่นฆ่าจนเสียกระบวน
ปาอุ่ยเก้อพุ่งร่างเข้ามาหาเฟยหลงมันรีบโอบอุ้มเฟยหลงขึ้นตระเตรียมหลบหนีเข้าสู่ภายในกำแพงชนเผ่าทันใดพลันมีพลังลมหวือคุกคามมาจากด้านหลัง ผู้มาเป็หมอผีเผ่ามารทมิฬ และชายชุดดำที่เป็ผู้นำของเหล่าผู้ฝึกญาณนั่นเองแม้พวกมันทั้งสองจะพึ่งหายจากอาการาเ็ แต่เมื่อเห็นบุรุษที่พวกมันย่นระย่อที่สุดได้รับาเ็ปางตายนี่จึงเป็โอกาสอันดีที่พวกมันจะได้คิดบัญชีแค้น
หมอผีชนเผ่ามารทมิฬ เอ่ยขึ้น
“ส่งมันมาให้แก่ข้า มิเช่นนั้นข้าจะให้เ้าไม่ได้ตายดี”
ชายชุดดำผู้นำเหล่าผู้ฝึกญาณ กล่าวเสริม
“ถูกต้อง รีบส่งมันมา”
ปาอุ่ยเก้อั์ตาสาดประกายความแค้นอันลึกล้ำมันะโก้อง ก่อนพุ่งเข้าหาบุคคลทั้งสอง
“ศพเช่นพวกเ้า ไม่มีสิทธิ์ต่อรองย่าห์”
การต่อสู้ของคนทั้งสามเป็ไปอย่างดุเดือดฝั่งของหมอผีและชายชุดดำดูเหมือนจะได้เปรียบ แท้จริงกลับหาเป็เช่นนั้นไม่ เพราะพวกมันต่างพึ่งหายจากอาการาเ็ทั้งยังใช้มืออีกข้างไม่ได้แต่ปาอุ่ยเก้อก็ไม่ได้ดีไปกว่าพวกมันนัก ยิ่งต่อสู้ยิ่งรู้สึกตรึงมือ คนก็กระวนกระวายใจเนื่องเพราะเฟยหลงศิษย์น้องของมันนอนาเ็ไม่รู้เป็ตายร้ายดีอย่างไร เช่นนี้มันจึงวาดมือเป็วงกลมกลางอากาศดึงพลังญาณเฮือกสุดท้ายจากแก่นญาณชีพจรฟ้าวงกลมกลางอากาศที่วาดออกพลันเปล่งแสงสีส้ม ก่อนพุ่งเข้าใส่บุคคลเบื้องหน้าทั้งสอง
ตูมมมมม!
เสียงพลังะเิออกดังกึกก้องไปทั่วบริเวณฝุ่นผงปลิวคละคลุ้งบดบังทัศนียภาพโดยรอบ ปาอุ่ยเก้ออาศัยจังหวะนี้ โอบอุ้มร่างของเฟยหลงก่อนพุ่งทะยานเข้าสู่กำแพงชนเผ่าพร้อมกันนั้นมันได้สั่งให้ถอนกองทัพกลับไป เนื่องจากวันนี้มิใช่วันของพวกมันแล้ว
ชายชุดดำที่เป็ผู้นำของกลุ่มผู้ฝึกญาณเตรียมตัวที่จะติดตามปาอุ่ยเก้อและเฟยหลงไป แต่หมอผีชนเผ่ามารทมิฬกลับกล่าวทัดทาน
“มิต้องตาม”
ชายชุดดำหยุดชะงักแล้วกล่าว
“ทำไม นี่เป็โอกาสอันดีที่จะจัดการเ้าสองคนนั้น”
“เพราะเราท่านต่างก็ไม่ได้ดีไปกว่าพวกมันนักหากตามเข้าไปมีหวังตกตายเพราะน้ำมือของนักรบชนเผ่าอุยฮูเป็แน่”
ชายชุดดำตรึกตรองดูเห็นว่าหมอผีมารทมิฬกล่าวมามิผิดจึงเอ่ยขึ้น
“ท่านกล่าวได้ถูกต้อง บุรุษหนุ่มนั่นถูกหยางเค่อเล่นงานปานนั้นไม่ตายก็คงพิการ คงไม่อาจสร้างความยุ่งยากแก่พวกเราอีก”
“แล้วหยางเค่อเล่า”
“มันก็เป็เช่นนี้ เมื่อหมดความสนใจแล้วก็ไม่สนสิ่งใดอีก”
“น่าเสียดายหากมันอยู่ต่อ ต้องพิชิตชนเผ่าอุยฮูได้เป็แน่”
“เท่านี้ก็เพียงพอแล้วมิใช่รึ”
“อืม”
การศึกในครานี้เป็ชนเผ่ามารทมิฬที่ได้รับชัยชนะไปในท้ายที่สุดแต่พวกมันก็พบกับการสูญเสียอยู่มิใช่น้อย นี่จึงเป็เหตุให้พวกมันต้องหยุดทำการศึกออกไปอีกระยะหนึ่งแต่การศึกในครั้งต่อๆ ไปนี้ จะเป็การศึกที่หนักหน่วงรุนแรงขึ้นกว่าเดิมแน่นอน เนื่องมาจากเวลาได้ร่นเข้ามาเรื่อยๆแล้ว