ซ่งจินเหยารู้สึกว่ามีมือเล็ก ๆ มาดึงนางไว้แม้ว่าจะไม่ได้ออกแรงมากนัก นอกจากนี้ยังใช้ร่างกายเล็ก ๆ มากั้นอยู่ข้างหน้านาง เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามปกป้องนางหากอาสะใภ้ห้าคิดจะลุกขึ้นมาทำร้าย
นางเริ่มได้สติกลับคืนมาเล็กน้อย จึงคลายมือออกแล้วส่งสัญญาณให้โม่เจิ้งตงถอยออกไป จากนั้นนางก็มองอาสะใภ้ห้าที่นั่งอยู่บนพื้น มือกุมศีรษะร้องไห้คร่ำครวญ
“ไสหัวออกไปจากบ้านข้าเสีย!”
อาสะใภ้ห้าเพิ่งถูกตบ จึงไม่คิดจะปล่อยซ่งจินเหยาไปง่าย ๆ
แต่เมื่อเห็นซ่งจินเหยาหยิบแท่นฝนหมึกที่ตกพื้นขึ้นมา แววตาเย็นเยียบจนน่าใ อาสะใภ้ห้าก็รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว
“จะไปหรือไม่ไป? หรือว่าอยากโดนอีกสักฉาดสองฉาด?”
อาสะใภ้ห้ากัดฟันแน่นและคิดในใจ ‘คนฉลาดต้องยอมเสียหน้าเพื่อรักษาชีวิต’ เช่นนั้นนก็ถอยกลับไปก่อนแล้วกัน
ซ่งจินเหยาเดินตามหลังนางออกไป โดยยังคงะโด่าอย่างเหลืออด “ถ้าเ้ากล้ากลับมารังแกคนในบ้านนี้อีก ข้าจะตบเ้าทุกครั้งที่เจอหน้าเลยคอยดู!”
สุนัขตัวใหญ่ในลานบ้านเดิมทีลุกขึ้นเตรียมจะเห่า แต่เมื่อเห็นซ่งจินเหยาพุ่งตัวออกไปพร้อมแท่นฝนหมึกในมือ มันก็ครางหงิง ๆ และล้มตัวนอนหมอบลงไปเหมือนเดิม
โม่เจิ้งตงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยความตกตะลึง รู้สึกราวกับฝันไป —นี่…นางกำลังปกป้องเขาอย่างนั้นหรือ?
ไม่…ไม่หรอก เป็ไปไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้ดูไม่เหมือนคนใจดีขนาดนั้น
แต่มันก็เป็ความจริงที่ว่า หลังจากเขาโดนตบไปฉาดหนึ่ง นางถึงได้ลงมือ
ซ่งจินเหยายังระบายอารมณ์ไม่หมด พอหันมาเห็นโม่เจิ้งตงยืนนิ่งอึ้งอยู่ นางก็เอ่ยถามอย่างหงุดหงิด “ล้างจานเสร็จหรือยัง?”
โม่เจิ้งตงผงะไปเล็กน้อย รีบก้มหน้าเตรียมจะเดินกลับไป
ทว่าซ่งจินเหยาะโเรียกเขาไว้ “ช้าก่อน
นางเดินเข้าไปในบ้าน ค้นหาบางอย่างจากกระเป๋า แล้วหยิบขี้ผึ้งสมุนไพรออกมา
ขี้ผึ้งนี้เป็ของที่นางนำติดตัวมาจากบ้านตระกูลซ่ง เพราะเ้าของร่างเดิมมีผิวที่บอบบาง แค่แมลงกัดเล็กน้อยก็จะบวมแดงขึ้นมาเป็ตุ่มใหญ่ และหายช้า
มันไม่ได้มีค่ามากนัก แม่หลี่จึงยอมให้นางเอาติดตัวมาได้
แต่เนื่องจากในฤดูหนาวมีแมลงไม่มากนัก ซ่งจินเหยาจึงคิดว่าขี้ผึ้งนี้มีประโยชน์น้อยกว่าครีมทาผิวหน้าเสียอีก ไม่นึกเลยว่าตอนนี้จะได้ใช้มันจนได้
แม้ว่ารอยบนหน้าของโม่เจิ้งตงจะาเ็จากการโดนตบ ไม่ใช่แมลงกัด แต่มันก็ช่วยลดบวมได้
“นี่...เอาไปทาสิ” นางยื่นให้
โม่เจิ้งตงรับขี้ผึ้งไปและยัดไว้ในแขนเสื้อ ก่อนจะรีบวิ่งไปที่ห้องครัวทันทีเพื่อล้างจานและต้มน้ำ
ในห้องครัว เขาเปิดขี้ผึ้งออกและกำลังจะป้ายบางส่วนมาทาหน้า ทว่าเมื่อมือจะััตัวยากลับลังเลขึ้นมา เขาลูบใบหน้าตัวเองเบา ๆ ความเจ็บแสบแล่นวาบขึ้นมาทันที ไม่ต้องส่องกระจกเขาก็รู้ว่าหน้าบวมแดงแค่ไหน
ขี้ผึ้งนี้น่าจะช่วยลดบวมได้ ถ้าทาก็น่าจะรู้สึกดีขึ้นไม่น้อย
แต่หากใช้มัน…อาการบวมอาจลดลงเร็วเกินไป
หลังจากไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่ โม่เจิ้งตงก็ปิดฝาและเก็บขี้ผึ้งไว้ในแขนเสื้อดังเดิม
ทางด้านซ่งจินเหยา เมื่อจัดเก็บห้องโถงเรียบร้อยแล้ว ก็เห็นว่าโม่ซีซีหยุดร้องไห้ไปนานแล้ว ตอนนี้เด็กน้อยกำลังนั่งดูดนิ้วมองนางอย่างน่าเวทนา
ซ่งจินเหยาอุ้มโม่ซีซีไปล้างหน้าล้างตาก่อนจะพานางกลับมา
“ไม่ต้องกลัวนะ ต่อไปนี้หากเกิดอะไรขึ้นก็อย่าร้องไห้ ข้าจะไม่ยอมให้พวกเราต้องเสียเปรียบแน่นอน”
โม่ซีซีฟังเข้าใจและพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน
จากนั้นซ่งจินเหยาก็หยิบกระดาษและพู่กันออกมา จัดแจงให้โม่ซีซีนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กเหมือนตอนนั่งกินข้าว จากนั้นวางกระดาษกับพู่กันไว้บนเก้าอี้ ปล่อยให้เด็กหญิงวาดเล่นตามใจชอบ
ส่วนตัวนางไปที่โต๊ะในห้องโถงแล้วเริ่มร่างแบบตู้เสื้อผ้า พยายามคิดหาวิธีที่จะวาดภาพให้ช่างไม้เข้าใจในสิ่งที่นาง้า
นอกจากตู้เสื้อผ้าของนางเองแล้ว ตู้เสื้อผ้าในห้องของเด็กชายทั้งสองก็จำเป็ต้องเปลี่ยนใหม่เช่นกัน
ตอนนี้ ห้องฝั่งตะวันตกทั้งสองห้องยังว่างอยู่ ห้องหนึ่งนางตั้งใจจะให้เป็ที่พักของโม่หงเชิน ส่วนอีกห้องจะปรับให้เป็ห้องหนังสือสำหรับเด็กสองคน เพราะฉะนั้น โต๊ะอ่านหนังสือกับเก้าอี้ก็ต้องจัดหาให้ครบ
คิดดูแล้ว ของทั้งหมดนี้พอทำขึ้นมาครบชุด ค่าใช้จ่ายคงไม่ใช่น้อย ๆ ...ก็ต้องมาดูกันว่า โม่หงเชินจะเต็มใจจ่ายหรือไม่
ถ้าไม่เต็มใจก็ไม่เป็ไร นางจะคิดหาวิธีหาเงินและจัดการเื่นี้ในภายหลังเอง
คติประจำใจของนางนั้นเรียบง่าย ใช้ชีวิตสบาย ๆ ตามที่้า
…
หลังจากอาสะใภ้ห้าถูกตบ นางก็ตั้งใจจะกลับบ้านไปร้องไห้ระบายความทุกข์ แต่เมื่อก้าวพ้นจากประตู ความรู้สึกคับแค้นใจก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
หนังศีรษะของนางเต้นตุบ ๆ ด้วยความเ็ป ผมหลุดร่วงไปตั้งมาก เสื้อผ้าก็เปรอะเปื้อน แถมยังขาดวิ่นไปหลายจุด
ทั้งหมดนี้เป็เพราะนังผู้หญิงชั่วช้าคนนั้น! ทำให้นางต้องเสียหน้าเสียศักดิ์ศรีถึงขนาดนี้ จะปล่อยไปง่าย ๆ ได้อย่างไร?
ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ในตอนนั้นเองนางก็ได้เจอกับกลุ่มหญิงชาวบ้านที่คุ้นเคยหลายคน เมื่อเห็นว่านางอยู่ในสภาพเช่นนั้น หญิงชาวบ้านเ่าั้ก็พากันใ
“อ้าว นั่นไม่ใช่พี่สะใภ้ห้าตระกูลโม่หรอกรึ? ไปโดนอะไรมาละเนี่ย?”
อาสะใภ้ห้ากลอกตาเล็กน้อย แล้วน้ำตาก็ไหลพรากทันที “อย่าไปพูดถึงเลย...ก็เมียของอาเชินที่เพิ่งแต่งเข้าบ้านมานั่นแหละ...เฮ้อ...พวกเ้าลองคิดดู ถึงอย่างไรข้าก็เป็ญาติผู้ใหญ่ของอาเชิน ตั้งใจมาช่วยเลี้ยงลูกให้เขาแท้ ๆ ทั้งเหนื่อยทั้งลำบาก แต่แค่ทนเห็นนางรังแกพวกเด็ก ๆ ไม่ได้ เลยพูดตักเตือนไปสองสามคำเท่านั้น นางก็…”
นางพูดไม่จบประโยค ทิ้งความคลุมเครือไว้ แถมยังทำหน้าตาราวกับคนที่โดนรังแกมาอย่างแสนสาหัส ใครเห็นก็อดสงสารไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนในหมู่บ้านก็ยังไม่รู้เื่ภรรยาใหม่ของโม่หงเชินมากนัก
“หา? อาเชินแต่งงานแล้ว? ตายจริง เมียใหม่ของเขาถึงกับทุบตีญาติผู้ใหญ่เชียวหรือ?”
“ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาแล้วล่ะ! อาเชินจะแต่งงานกับผู้หญิงเช่นนั้นได้อย่างไร?”
“ลูกสาวบ้านตระกูลฉางปฏิเสธการแต่งงานไม่ใช่หรือ? แล้วนี่แต่งมาได้ยังไงอีก?”
อาสะใภ้ห้าถอนหายใจอย่างหนักหน่วง “ใช่ลูกสาวบ้านตระกูลฉางที่ไหนล่ะ? บ้านนั้นไม่อยากคืนเงินค่าสินสอดห้าสิบตำลึง ก็เลยไม่รู้ไปเอาผู้หญิงจากไหนมาแต่งงานแทน พวกเ้ายังไม่เคยเห็นนางล่ะสิ แต่งตัวประหลาด ๆ แววตาก็เชิญชวน ยั่วยวนไม่เบา หน้าตาสะสวยก็จริง แต่ดูยังไงก็ไม่ใช่คนดีนักหรอก”
มีบางคนเคยเห็นซ่งจินเหยาใน่บ่ายของวันนั้นเช่นกัน จึงเห็นด้วยกับคำพูดของอาสะใภ้ห้าอย่างแรง
“ข้าเคยเห็น นางงดงามจริง ๆ ขนาดเป็ผู้หญิง ข้ายังละสายตาจากนางไม่ได้เลย ผิวนี่ขาวผุดผ่อง ทรวดทรงองเอวเย้ายวนนัก ตอนนั้นข้าก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่เมื่อเ้าพูดมาเช่นนี้ ทุกอย่างก็สมเหตุสมผล นางต้องเป็…”
คนอื่น ๆ ไม่เชื่อจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความแคลงใจ "ถ้าเป็ความจริง อาเชินจะยอมแต่งนางเข้าบ้านได้อย่างไร?"
ผู้หญิงคนนั้นรีบตอบทันทีว่า “อาเชินน่ะหาเงินเก่งก็จริง แต่สุดท้ายแล้วเขาก็เป็ผู้ชาย รสนิยมในการเลือกผู้หญิงของเขาน่ะไม่ได้เื่ จำแม่นางสกุลเซียวได้ไหม แล้วไหนจะแม่นางสกุลฉางอีก ล้มเหลวไม่เป็ท่าทุกราย ตอนนี้ก็มาแม่นางคนนี้อีก เฮ้อ...ข้าคิดว่าอาเชินคงเจอดีเข้าแล้วล่ะ”
อาสะใภ้ห้าฉวยโอกาสเอ่ยขึ้น “นี่ยังไม่หมดนะ พวกเ้าคงไม่รู้ว่านางทำอะไรลงไปบ้าง งานบ้านนางก็ไม่ยอมทำ แถมยังบังคับให้เจิ้งตงกับเจิ้งหนานทำงานสารพัด ในวันที่อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ เจิ้งตงที่น่าสงสารยังต้องล้างจานอยู่หลังบ้าน”
แท้จริงแล้ว หลังซ่งจินเหยาเตรียมอาหารเสร็จ นางมักจะตักน้ำใส่หม้อตั้งอุ่นไว้บนเตา พอกินข้าวเสร็จค่อยเอาไปล้างจาน น้ำที่ใช้จึงไม่เคยเย็นเลยแม้แต่นิดเดียว
ทว่าอาสะใภ้ห้าไม่ได้สนใจข้อเท็จจริงเหล่านี้แม้แต่น้อย เอาแต่ใส่สีตีไข่ พูดให้คนฟังนึกภาพว่าเด็กน้อยผู้น่าสงสารต้องแช่มือล้างจานอยู่ในน้ำจากบ่อลึกที่เย็นเยียบจนเจ็บกระดูก
สีหน้าของผู้หญิงเ่าั้แปรเปลี่ยนเป็หม่นหมองขึ้นเรื่อย ๆ
อาสะใภ้ห้ายังไม่หยุดแค่นั้น “นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดนะ แม่หนูน้อยซีซีที่น่าสงสาร ตอนข้าอยู่ ข้าดูแลนางอย่างดี ระวังทุกฝีก้าว อุ้มนางไว้ตลอด กลัวจะล้มจนาเ็ แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่สนอะไรเลย นางปล่อยให้เด็กกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่คนเดียว ไม่กลัวว่าเด็กจะตกลงมาบ้างหรืออย่างไรกัน? ซีซีคลานอยู่บนพื้น นางก็ไม่แม้แต่จะหันไปมองด้วยซ้ำ!”
หญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ มีลูกเล็กวัยหนึ่งขวบที่นางเลี้ยงดูประคบประหงมมาตลอด พอได้ยินดังนั้นก็ถึงกับถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ตายจริง ซีซีที่น่าสงสาร พ่อแม่แท้ ๆ ก็มาตายจากไปแล้ว ตอนนี้ยังต้องมาอยู่กับแม่เลี้ยงใจร้ายเช่นนั้นอีกหรือ? ผู้หญิงคนนี้จะโหดร้ายเกินไปแล้วจริง ๆ!”
.
.
.