บทที่ 19 ย่อมมีแผนการของตน
แน่นอนว่าจ้าวผิงกล่าวคำพูดนี้ด้วยรอยยิ้ม
เพราะแค่ถือว่าเป็เื่ขบขัน
เถียนฟู่ไห่หัวเราะดังลั่นและกล่าวโทษตัวเองว่า “อภัยด้วย อภัยด้วยเถอะ ข้าลืมธรรมเนียมของหมอแบบพวกท่านไปเสียได้”
“ข้าจะส่งคนตามหมอจ้าวกลับบ้านเพื่อรับยาเดี๋ยวนี้เลย”
“นายท่านเถียน เ้าของบ้านหลังนี้คุ้นเคยกับข้าดี ตอนนี้เขาได้รับาเ็สาหัส ข้าจึงอยากพาเขากลับไปดูแลให้หายดี มิทราบว่าพอจะผ่อนผันได้บ้างหรือไม่?"
จ้าวผิงพูดเื่นี้อีกครั้ง
โจวอันจึงรีบกระซิบสั้น ๆ ข้างหูของเถียนฟู่ไห่
ทำให้การแสดงออกของเถียนฟู่ไห่เปลี่ยนไป
เขามองไปที่จ้าวผิงและพบว่าอีกฝ่ายเผยสีหน้าเรียบนิ่งจะสุขก็ไม่สุขจะเศร้าก็ไม่เศร้า
เขาจึงได้แต่นึกเสียใจอีกครั้ง
“ท่านหมอจ้าว ข้าไม่ทราบมาก่อนว่าเฉียนลิ่วมีความสัมพันธ์อันดีกับท่าน ข้าทำให้ท่านขุ่นเคืองแล้ว หวังว่าหมอจ้าวจะยกโทษให้ข้าด้วย”
“ยังมีอีกเื่ ตระกูลเถียนของข้าจะรับผิดชอบค่ารักษาของเฉียนลิ่วทั้งหมด และให้เงินค่าทำขวัญแก่เขาอีกห้าสิบตำลึง ท่านหมอจ้าวพอใจหรือไม่?”
เถียนฟู่ไห่ยกมือขึ้นประสานกัน ถือเป็การไว้หน้าอีกฝ่ายไม่น้อย
จ้าวผิงไม่สามารถเลือกมากได้อยู่แล้ว เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่เื่มาก
เขาเดินทางข้ามเวลามาได้เพียงไม่กี่วัน ยังไม่มีรากฐานมั่นคงในหมู่บ้านซีผิงด้วยซ้ำ แล้วจะกล้าท้าทายผู้สูงศักดิ์เช่นเถียนฟู่ไห่ได้อย่างไร
จึงทำได้แค่ยอมรับข้อเสนอโดยเร็ว
หลังจากพูดเกรงอกเกรงใจอีกไม่กี่คำ เขาก็ได้ออกจากลานบ้านด้านหลัง
โจวอันเดินตามหลังมาด้วยความใกล้ชิด มองแล้วเหมือนตามจ้าวผิงไปรับยา แต่อันที่จริงคือกำลังจับตาดูจ้าวผิงอยู่
สุดท้ายแล้วอาการป่วยของคุณหนูยังไม่หายขาด ใครจะรู้ว่าจ้าวผิงกำลังตบตาเราหรือไม่ แล้วเขาจะกลับมาอีกหรือไม่?
แม้ว่าเฝิงเจิ้งชูจะโกรธ แต่เขาก็ยังไม่กล้าที่จะะเิโทสะในเวลานี้ ทำได้เพียงกลืนความโกรธลงท้องเท่านั้น
และเขายังน้อมส่งพวกจ้าวผิงออกไปด้วยรอยยิ้ม
ทั้งที่แอบขบกรามจนฟันเกือบหัก
จ้าวผิงดูเหมือนไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ เขาแค่ผลักประตูออกไปที่ลานบ้านด้านหน้า ซึ่งหลี่หู่ยังคงแสดงละครอยู่
ส่วนเฉียนลิ่วแค่โอดครวญเบา ๆ
ช่างเป็ภาพค่อนข้างน่าขัน และจ้าวผิงเกือบจะทนมองไม่ไหว
ส่วนโจวอันมองไม่ได้เลย เขาจึงหันหลังแล้วเงยหน้ามองขึ้นฟ้าแทน
นับว่ารู้เหตุรู้ผล!
จ้าวผิงนึกชื่นชมในใจ
เขาบอกเฉียนลิ่วว่าไม่เป็ไรแล้ว จากนั้นก็บอกให้หลี่หู่หยุดแสดง
"ไม่เป็ไรหรือ? แล้วจะไม่เป็ไรได้อย่างไร?"
เฉียนลิ่วไม่อยากจะเชื่อเลย
“เหตุใดเ้าถึงมีคำถามมากมายขนาดนี้?”
จ้าวผิงพูดด้วยความโมโห “การที่เ้ายังมีชีวิตอยู่ไม่ดีหรือ?”
“ดีสิ ดี ขอบคุณพี่ผิง”
เฉียนลิ่วสามารถมีชีวิตรอดได้ ย่อมรู้สึกขอบคุณจ้าวผิงสุดซึ้ง
เขาปักธงไว้ในใจแล้วว่านับจากนี้จ้าวผิงคือพ่อแม่ที่กลับชาติมาเกิดใหม่ของตน ไม่ว่าจ้าวผิงจะขอให้เขาทำสิ่งใด เขาจะไม่ขมวดคิ้วสงสัยเลย
ในเวลานี้ โจวอันได้เตรียมรถม้าเสร็จแล้ว
รถม้ากว้างขวางพอให้เฉียนลิ่วนอนข้างในได้ ส่วนจ้าวผิงและหลี่หู่นั่งขนาบทั้งสองด้านเพื่อปกป้องเขาไว้
โจวอันเป็ผู้มีไหวพริบ จึงขันอาสารับหน้าที่ขับรถม้า
เขายังพาผู้ติดตามอีกสองสามคนขี่ม้าไปด้วย จากนั้นก็รีบมุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านซีผิง
เมื่อผ่านประตูเมือง จ้าวผิงก็ทักทายหลี่โฉ่วที่กำลังรออยู่ตรงนั้นและบอกให้เขาตามกลับมาด้วยกัน
จากนั้นก็บังเกิดภาพรถม้าคันสง่างามวิ่งไปโดยมีม้าสูงตระหง่านขนาบข้าง
หลี่โฉ่วมองภาพนั้นด้วยความตื่นเต้น โดยไม่รู้สึกตัวอยู่นาน
หนุ่มแซ่จ้าวจะต้องเจริญรุ่งเรืองเป็แน่
การเดินทางเข้าสู่ตัวอำเภอ กลับได้พบบุคคลสำคัญเช่นนี้
เกรงว่าอนาคตจะไร้ขีดจำกัด
การให้บุตรชายคอยติดตามอีกฝ่ายก็จะถือได้ว่ามีคนให้พึ่งพา
ในที่สุดหินก้อนใหญ่ในหัวใจของหลี่โฉ่วก็พังทลายลง
เขาขับเกวียนเทียมลาพลางฮัมเพลงด้วยความเพลิดเพลิน
ในเวลานี้ที่ห้องโถงใหญ่ของจวนเฉียน เถียนเจิ้นกำลังขึ้นเสียงใส่บิดาว่า “ท่านพ่อปล่อยให้พวกจ้าวผิงออกไปเช่นนี้ ไม่กลัวว่าเขาจะหนีหรือขอรับ!?”
“เฮอะ เฮอะ”
เถียนฟู่ไห่หัวเราะเยาะ “ตราบใดที่โจวอันยังอยู่ที่นั่น จ้าวผิงไม่กล้าคิดเป็อื่นหรอก”
“อีกอย่างอย่าเรียกจ้าวผิงว่าจ้าวผิงเฉย ๆ อีก"
“เ้าควรเรียกว่าท่านจ้าวหรือเรียกว่าหมอจ้าว”
“เขาคู่ควรที่จะถูกเรียกว่าท่านเชียวหรือ?”
เถียนเจิ้นขมวดคิ้วพลางเอ่ยถาม
“คู่ควรแล้ว”
เถียนฟู่ไห่กล่าวเสริม “แค่ความสามารถในการจับชีพจรผ่านเส้นด้ายของเขาก็เพียงพอให้ตระกูลเถียนเราเคารพได้แล้ว”
“รู้หรือไม่ว่านั่นเป็ความลับที่แม้แต่ในวังหลวงก็ห้ามเปิดเผย”
“เว้นแต่จะมีความใกล้ชิดกับคนในตำหนักหมอหลวง มิฉะนั้นบุคคลภายนอกจะไม่สามารถเรียนรู้ได้”
“เมื่อจ้าวผิงกลับมาอีกครั้ง เ้าจะต้องเข้าใกล้เขาให้มากขึ้นด้วย"
“ต้องทำด้วยหรือ?”
แต่เถียนเจิ้นยังคงไม่เชื่อ “หากเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับตำหนักหมอหลวงจริง ๆ และด้วยทักษะทางการรักษาที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ เขาจะไปจบลงในสถานที่ยากจนเช่นอำเภออวิ๋นอันหรือขอรับ?”
“ผู้วิเศษย่อมมีแผนการของตน เราไม่จำเป็ต้องสอดรู้สอดเห็นมากเกินไป แค่ให้ความร่วมมือก็พอ”
เถียนฟู่ไห่กล่าวต่อ “และนี่คือโอกาสของเราด้วย”
“เมื่อเขาเดือดร้อน เ้าก็จงช่วยเขาให้มากขึ้น”
“รอวันที่เขาก้าวสู่ความรุ่งโรจน์ เ้าก็ติดตามเขาขึ้นไปสู่จุดสูงสุดด้วย”
“ต้องลงทุนอย่างไรขอรับ?” เถียนเจิ้นเอ่ยถาม
และนี่คือประเด็นหลัก
แม้ว่าตระกูลเถียนจะร่ำรวย แต่ไม่ใช่ทุกคนพร้อมจะช่วยเหลือ
สำหรับความช่วยเหลือ ยังต้องคำนึงถึงคำว่าเส้นสายลึกซึ้ง เส้นสายตื้นเขิน
เส้นสายลึกซึ้งหมายถึงศักยภาพในการลงทุนที่ยอดเยี่ยม ซึ่งตระกูลเถียนจะใช้เงินจำนวนมากในการบ่มเพาะ
เส้นสายเพียงตื้นเขิน คือแค่ให้ความช่วยเหลือและทำความคุ้นเคยพอเป็พิธี
ที่เถียนเจิ้นถามสิ่งนี้ เพียงเพราะเขา้าดูว่าจ้าวผิงอยู่ตำแหน่งใดในใจบิดา เพื่อเป็ข้อมูลที่ดีในการวางแผนผูกมิตรกับจ้าวผิงด้วย
“ค่อยเป็ค่อยไปเถอะ”
เถียนฟู่ไห่คิดทบทวนและพูดว่า “ถ้าเขา้าความช่วยเหลือ เราค่อยยื่นมือเข้าช่วยเหลือ”
“หากเขาไม่้ามัน พวกเราก็อย่าเข้าใกล้เกินพอดี มิฉะนั้นเราจะทำลายแผนของเขาได้”
“แน่นอนว่าทุกสิ่งขึ้นอยู่กับการที่เขาปฏิบัติต่อน้องสาวของเ้าได้ดีแค่ไหนด้วย ถ้ารักษาไม่ได้ ก็สังหารทิ้งซะ”
“ขอรับ”
เถียนเจิ้นพยักหน้า
ในเวลาเดียวกันนั้น คนอีกกลุ่มกำลังสนทนากันอยู่
เฝิงเจิ้งชูเพิ่งกลับถึงบ้าน เขาก็ยกมือกวาดถ้วยชาที่วางบนโต๊ะล้มระเนระนาด
“ท่านพ่ออย่าโกรธไปเลย ข้าจะจัดการกับจ้าวผิงผู้นี้เอง"
เฝิงจวิ้นเหรินพูดเกลี้ยกล่อม
“เ้าจะจัดการอย่างไร?”
เฝิงเจิ้งชูถามย้ำ “เ้าจะใช้สิ่งใดจัดการกับเขา?”
“เด็กนั่นรู้วิธีจับชีพจรด้วยเส้นด้ายเชียวนะ!”
“ทั่วทั้งราชวงศ์ต้าเว่ยแห่งนี้ มีเพียงหมอจากตำหนักหมอหลวงที่มีความสามารถนี้ ถ้าเขาทำได้จริง ต้องรีบนึกถึงเส้นสายเื้ัเขาแล้ว”
“ท่านพ่อ ท่านคิดมากเกินไปแล้วกระมัง”
เฝิงจวิ้นเหรินพูดอย่างเหยียดหยาม “ข้าคุ้นเคยกับจ้าวผิงคนนั้นดี เขาก็เป็แค่อันธพาลข้างถนนคนหนึ่งเท่านั้น”
“โอ้? เ้ารู้จักเขาจริง ๆ หรือ?”
เฝิงเจิ้งชูค่อนข้างประหลาดใจเช่นกัน
“ท่านพ่อยังจำที่ข้าเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้เื่การรับอนุอีกคนได้หรือไม่?”
เฝิงจวิ้นเหรินกล่าวต่อ “นางชื่อหลิ่วเมิ่งหรู เป็ภรรยาของจ้าวผิง”
“เพื่อที่จะได้หลิ่วเมิ่งหรูมาครอง ข้าได้ตรวจสอบทั้งตัวตนและภูมิหลังของจ้าวผิงมาเป็เวลานานแล้ว"
“พ่อแม่ของเขาเคยทำกิจการผ้าในอำเภอของเรา ทว่ากิจการล้มละลายด้วยเหตุผลบางประการ และทั้งสองคนไม่สามารถฟื้นกิจการได้อีก หลังจากนั้นไม่นานก็ตรอมใจจนตาย”
“จ้าวผิงเป็ชายที่ไร้การศึกษาคนหนึ่ง เขาใช้เวลาทั้งวันหมดไปกับการเล่นพนันและดื่มเหล้า รู้จักแต่ผลาญเงินเท่านั้น”
“เมื่อไม่นานมานี้ เขาได้ยืมเงินห้าสิบตำลึงจากบ่อนพนันของเราด้วย และเขาได้วางหลักค้ำประกันกับหวังชื่อเหรินว่า หากเขาไม่สามารถจ่ายคืนได้ภายในหนึ่งเดือน เขาจะขายตัวเองให้เป็ทาสของเรา"
“ข้าคิดว่าเราไม่ต้องรอถึงหนึ่งเดือน แต่ควรไปทวงหนี้เดี๋ยวนี้เลย"
“ทวงกับผีสิ!”
เฝิงเจิ้งชูพูดด้วยความโกรธ “ปกติข้าก็สอนเ้ามากมาย สุดท้ายกลายเป็สอนสุนัขไปแล้วหรือ?”
“ตอนนี้จ้าวผิงได้รับเกียรติจากเถียนฟู่ไห่ เขาจะขาดเงินห้าสิบตำลึงอีกหรือ?”
“เช่นนั้นก็ส่งคนไปจัดการซะ”
ใบหน้าของเฝิงจวิ้นเหรินฉายแววดุร้าย “หวังชื่อเหรินรู้ว่าครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ที่ใด พวกเราก็ส่งคนไปลอบสังหารเขาซะ เพียงเท่านี้เื่ทุกอย่างก็จบแล้ว”
“ทำเช่นนั้นเสี่ยงเกินไป”
เฝิงเจิ้งชูปฏิเสธอีกครั้ง
“ท่านพ่อ พลังของท่านหายไปไหนเสียหมด?"
เฝิงจวิ้นเหรินขึ้นเสียงพูดว่า “ข้าจำได้ว่าเพื่อที่จะรักษาตำแหน่งให้มั่นคง แม้แต่ตระกูลเวินก็ยังถูกท่านฆ่าล้างตระกูล”
“ในที่สุดเราก็ได้ไปมาหาสู่กับตระกูลเถียนแล้ว ตราบใดที่ข้าได้แต่งงานกับเถียนโหรว แล้วรอเวลาให้ตระกูลเฝิงของเราย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง เมื่อแซ่ของเราได้สลักไว้ที่ขื่อบนประตูแล้ว การสังหารจ้าวผิงจะถือว่าเสี่ยงได้อย่างไร?"
“หุบปาก!”
เฝิงเจิ้งชูตวาดด้วยใบหน้ามืดมน “ข้าบอกเ้าไปกี่ครั้งแล้ว?”
“ยังมีเศษซากตระกูลเวินที่ยังไม่ถูกกำจัด เ้าแค่เก็บเื่นี้ให้เน่าในท้อง และอย่าพูดถึงมันอีก"
“ที่ข้าบอกว่าเสี่ยง เพราะยังรู้สึกว่ามันไม่คุ้มค่าในตอนนี้”
“เนื่องจากเ้ารู้ทุกเื่ของจ้าวผิง ดังนั้นเขาควรจะแกล้งแสดงตบตาเท่านั้น เขาไม่รู้วิธีจับชีพจรด้วยเส้นด้ายจริง ๆ หมายความว่าเขาไม่สามารถรักษาเถียนโหรวได้แน่นอน"
“เมื่อถึงเวลานั้น เราก็ไม่จำเป็ต้องลงมือใด ๆ เพราะเถียนฟู่ไห่จะสังหารเขาทิ้งเอง”
“ถ้าจ้าวผิงบังเอิญโชคดีในการรักษาเถียนโหรวสำเร็จ ตระกูลเถียนจะกลับไป หลังจากที่พวกเขาจากไปแล้ว เราค่อยจัดการจ้าวผิง”
“ยังเป็ท่านพ่อที่ฉลาดเสมอ”
เฝิงจวิ้นเหรินกล่าวยกย่อง
ฝ่ายจ้าวผิงไม่รู้เื่ทั้งหมดนี้เลย เขากำลังนั่งอยู่ในรถม้า และเมื่อมองไปที่เฉียนลิ่วซึ่งนอนอยู่ในรถม้า เขาก็ต้องขมวดคิ้วมุ่น
ตามความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ส่งผลให้จ้าวผิงมีความเข้าใจในตัวเฉียนลิ่วดี
ครอบครัวของอีกฝ่ายทำกิจการและเจริญรุ่งเรืองมาก จึงมีการซื้อบ้านในอำเภอและสร้างจวนเฉียนหลังนี้ขึ้นมา
เมื่อเจริญรุ่งเรืองแล้ว จึงมีบ่าวและสาวใช้ในบ้านถึงยี่สิบหรือสามสิบคน
ทว่าระหว่างที่บิดามารดาเดินทางออกไปทำการค้าขายก็ถูกโจรสังหารตายทั้งสองคน
เฉียนลิ่วเองก็เป็ผู้ชายที่ไม่ได้รับการศึกษาอีกคน และหมกมุ่นอยู่ในบ่อนพนันตลอดทั้งวัน ส่งผลให้ธุรกิจของครอบครัวล้มละลายจนเหลือเพียงบ้านที่ว่างเปล่า
ซึ่งจ้าวผิงไม่้าผูกมิตรกับคนแบบนี้
แต่เหตุผลในการช่วยอีกฝ่ายคือ เฉียนลิ่วเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะช่วยใช้หนี้ห้าสิบตำลึงที่ติดค้างหวังชื่อเหรินให้
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง จ้าวผิงก็ถามว่า “เฉียนลิ่ว ข้าจำเื่ที่เ้าบอกว่าอยากช่วยข้าใช้หนี้ได้ แล้วเหตุใดตลอดหลายวันมานี้ กลับไม่มีการเคลื่อนไหวจากเ้าเลย?"
“ข้า...ข้า...”
เฉียนลิ่วได้แต่ลังเลและพูดไม่ออก
“เกิดอันใดขึ้น?”
ใบหน้าของจ้าวผิงเข้มขึ้น "ไม่คิดจะรักษาคำพูดแล้วหรือ?”
“ไม่ใช่นะ ไม่ใช่ พี่ผิง ข้านับถือเ้าเป็พี่ชายแท้ ๆ และข้าก็เตรียมขายบ้านด้วยจริง ๆ”
เฉียนลิ่วรีบอธิบาย “แต่มีคนไม่ยอมให้ข้าจ่ายคืน”
“หมายความว่า?”
จ้าวผิงอยากเข้าใจประเด็นหลักมากกว่า จึงถามต่อ “เ้ากำลังบอกว่ามีคนขัดขวางไม่ให้เ้าช่วยข้าใช้หนี้ เพราะพวกเขา้าภรรยาและลูกสาวของข้าใช่ไหม?”
“เป็ผู้ใด?”
จ้าวผิงขึ้นเสียงดุดัน และทำให้เฉียนลิ่วหวาดกลัวจนลืมความเ็ปไปเลย
คำพูดของเขาค่อนข้างไม่ชัดเจน “คือ คือ เฝิง… เฝิงจวิ้นเหริน”