เช้าวันต่อมา ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
“สวัสดีค่ะคุณพ่อ คุณพ่อสบายดีใช่มั้ยคะ หนู... ” หญิงสาวยกมือไหว้ทักทายชายสูงวัยที่กำลังรับประทานอาหารเช้าอยู่ที่หัวโต๊ะยาว แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้สนใจเธอสักเท่าไหร่ เขาไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าลูกสาวคนเดียวที่ไม่ได้เจอหน้ามาร่วมเดือนเลยด้วยซ้ำ
“ก็ดี ว่าแต่พีทอยู่ไหนล่ะ” ชายชราวางช้อนลง ก่อนจะหันมองหาว่าที่ลูกเขย
“เอ่อ...พีทกำลังมาค่ะ คุณพ่อคะคือหนู...” นี่ขนาดเธอเพิ่งจะกลับแท้ ๆ แต่เขาก็ยังไม่สนใจเธออยู่ดี
“อ้าว...พีท มาทานอาหารเช้าด้วยกันสิ วันนี้ผมให้เค้าเตรียมข้าวต้มกุ้งที่คุณชอบไว้ให้คุณด้วยนะ นั่งลง ๆ นั่งลงเลย นี่เดินทางเหนื่อยมากมั้ยเนี่ย” นอกจากบิดาจะไม่สนใจลูกสาวแท้ ๆ อย่างเธอแล้ว เขายังสนใจคนอื่นมากกว่าอีก ทันทีที่ร่างสูงใหญ่ของปีเตอร์เดินเข้ามาในห้องอาหาร ความสนใจทั้งหมดก็พุ่งไปที่ชายหนุ่มทันที
“ขอบคุณมากครับ ไม่มีที่ไหนอร่อยเท่าที่นี่อีกแล้วล่ะครับคุณอนันต์” แขกคนสำคัญกล่าวพร้อมกับลดตัวนั่งบนเก้าอี้
“ผมคิดว่าคุณควรจะเรียกผมว่าพ่อนะพีท ตอนนี้คุณเป็สมาชิกของครอบครัวเราแล้วนะ” ชายชราว่าพลางหัวเราะออกมา
“ได้ครับคุณพ่อ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผมจะได้เป็ลูกชายคุณจริง ๆ ” เขากล่าวพลางตักข้าวต้มกุ้งหนึ่งในอาหารจานโปรดเข้าปาก
“ซึ่งนี่มันทำให้ผม ดีใจมากเลย ผมอยากจะมีลูกแบบคุณมานานแล้ว”
“ไม่หรอกครับ คุณมีลูก ๆ ที่น่ารักตั้ง 2 คนแล้ว ” เขาพูดพร้อม ๆ กับเอื้อมไปคว้าข้อมือบางของหญิงสาว ที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
“น่ารักเหรอ? ก็คงจะแบบนั้นแหละมั้ง” ชายชรากล่าวก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา เมื่อเหลือบมองไปยังดวงหน้าหวานของบุตรสาว
“ถ้าอย่างงั้น ฉันขอตัวก่อนนะคะ” นี่มันมากเกินไปกว่าที่เธอจะรับไหวอีกต่อไป
“อย่าเสียมารยาทนะสิตางค์ นั่งลงเดี๋ยวนี้ ฉันสั่งให้นั่งลงยังไง” ชายชราหันมาดุลูกสาวเป็ภาษาไทย เมื่อเห็นการกระทำของเธอ
“นี่คุณไม่สบายรึเปล่า หรือว่าเจ็ทแล็ค” เขาหันไปถามอาการของเธอด้วยความเป็ห่วง เมื่อเห็นท่าทีของเธอที่ดูไม่ค่อยดี
“ไม่หรอกค่ะพีท ฉันเปลี่ยนใจแล้ว นั่งทานข้าวก่อนก็ได้” เธอหันกลับมาตอบเขาพร้อม ๆ กับนั่งลงบนเก้าอี้ ลงมือทานข้าวอย่างเงียบ ๆ ท่ามกลางบทสนทนาของบุรุษสองคน ที่พูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ
1 ชั่วโมงต่อมา
“ซูซี่คุณโอเคแน่นะครับ” เขาถามเธอย้ำอีกครั้งหลังจากแยกจากบิดาของเธอ ชายหนุ่มสังเกตเห็นั้แ่ตอนอยู่ในห้องอาหารแล้วว่าเธอผิดปกติ ไม่ว่าเขาจะแกล้งกวนเธอเพียงใด เธอก็ทำเพียงแค่ถอนหายใจออกมาเท่านั้น
“แน่นอนค่ะพีท คุณก็รู้หนิคะว่าฉันถึกแค่ไหน” เธอเงยหน้ามาตอบเขา พร้อมทำท่าทางคล้ายเบ่งกล้าม
“ผมไม่ได้พูดถึงร่างกายของคุณ แต่ผมหมายถึง...” เขารู้ดีว่าเธอเป็คนสุขภาพแข็งแรง ดังนั้นเขาไม่เป็ห่วงเลยว่าเธอจะล้มป่วยอะไร จะกังวลก็แค่ความสัมพันธ์ของเธอกับบิดาเพียงเท่านั้น
“ฉันชินแล้วค่ะพีท ไม่เป็ไรจริง ๆ ค่ะ ปกติท่านก็ไม่ได้สนใจฉันเท่าไหร่ วันนี้คุณอยากไปที่ไหนเป็พิเศษรึเปล่าคะ” ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบเธอก็ตอบกลับมา ก่อนที่จะพยยามเปลี่ยนเื่เพื่อปกปิดความรู้สึกที่มันค่อย ๆ ล้นเอ่อออกมาจนแทบทะลักออก
“คุณไม่ควรที่จะต้องชินกับมัน” เขาใช้มือของเขาประคองใบหน้าหวานของเธอ ั์ตาเข้มจ้องลึกลงไปในดวงตากลมเศร้าหม่น
“แต่ฉันโอเคจริง ๆ นะ ” เธอตอบกลับมาพร้อม ๆ กับน้ำตาที่รินไหลจากตาคู่สวยของเธอ
“ผมเชื่อแล้วครับว่าไหวจริง ๆ คุณว่าที่ภรรยา” เขาดึงเธอเข้าไปในอ้อมกอด ก่อนมือหนาจะลูบศีรษะทุยเบา ๆ ด้วยหวังว่าความเศร้าจะถูกพัดพาไป
“พีท อันที่จริงคุณไม่ต้องทำดีกับฉันแบบนี้ก็ได้นะคะ เราต่างก็รู้ดีว่า..”
“ชู่ว...ผมไม่ได้ทำดีกับคุณเพราะข้อตกลงอะไรนั่น แต่ที่ผมทำเพราะผมอยากจะทำ และมันก็เป็สิ่งที่ผมทำมาตลอดไม่ใช่เหรอ ผมปลอบเด็กขี้แยมากี่ครั้งแล้ว” เขาใช้นิ้วแตะไปที่ริมฝีปากสวย ก่อนจะเช็ดน้ำตาให้เธอด้วยนิ้วแกร่งของเขา
“ขอบคุณนะคะพีท ฉันขอบคุณจริง ๆ เอ่อ..ว่าแต่คุณอยากไปไหนรึเปล่าคะ” เธอกล่าวขอบคุณเขา ก่อนที่จะถามถึงสิ่งที่เขา้า
“แล้วแต่เธอคุณเลยครับ วันนี้ผมยกให้เป็วันของคุณ” เขากล่าวพร้อมกับใช้นิ้วสองข้างกดไปทีมุมปากของเธอเบา ๆ หวังว่าแรงกดจะทำให้เกิดรอยยิ้มบนหน้าสวย ๆ นั้น และมันก็ได้ผล
การกระทำของหนุ่มสาวทั้งคู่อยู่ภายใต้สายตาของชายชราที่ลอบมองผ่านเรือนกระจก ใบหน้าเรียบเฉยที่มักจะไร้อารมณ์ถูกแต่งแต้มด้วยรอยยิ้ม ร่างสั่นเทาของชายชราเอนกายลงไปยังพนักพิงเก้าอี้ ดวงตาขุ่นของผู้มากประสบการณ์ชีวิตจ้องไปยังรูปภาพที่แขวนอยู่บนผนัง ก่อนจะหลับตาลงพร้อมกับรอยยิ้ม