ชั่วขณะนั้นเยี่ยเฟิงไม่รู้ว่าจะต้องพูดสิ่งใดดี เพราะในนั้นคือหนังสือภาพปลุกอารมณ์หลายเล่ม ดูเหมือนว่าหนังสือจะถูกเปิดอ่านบ่อยเกินไป จึงทำให้หนังสือดูเก่าไปบ้าง
เขาลองเปิดดูสองสามหน้า ทันใดนั้นเืลมภายในร่างกายสูบฉีดทันที เขาจึงรีบปิดแล้วใส่มันกลับไปในกล่องเหล็กเหมือนเดิม ตอนเงยหน้าขึ้นถึงเห็นว่าสาวใช้ทั้งสองใบหน้าแดงก่ำกำลังจ้องเขาอยู่ เมื่อเห็นเขาเงยหน้าจึงได้เบือนหน้าหนี
“เอ่อ...” เยี่ยเฟิงรู้สึกเขินอายไม่น้อย เขากระแอมอยู่หลายที จากนั้นเอ่ยปากบอกว่า
“พวกเครื่องประดับนี่มันอะไรกัน พวกเ้าจงเอาไปแบ่งกันเสีย ส่วนกล่องเหล็กใบนั้น... จงนำไปฝังเสีย”
คำพูดของเยี่ยเฟิงทำให้สองสาวตกตะลึง พวกนางไม่รู้จะทำอย่างไรดีจึงหันมองเยี่ยเฟิง วันนี้คุณชายเป็อะไรไป พวกเครื่องประดับนั่นเขาเสียเงินไปมากกว่าจะได้มา ตอนนี้กลับให้พวกนางแบ่งกัน แม้ตระกูลเยี่ยจะไม่เคยขาดเงินทอง แต่เครื่องประดับทุกชิ้น หากนำออกไปขายสามารถทำเงินได้มหาศาล
อีกอย่างสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เครื่องประดับ แต่เป็กล่องเหล็กนั่นต่างหาก สาวใช้ทั้งสองรู้ว่านั่นเป็ของรักของหวงของคุณชาย เขาต้องเปิดดูทุกคืน ตอนนี้กลับให้พวกนางนำไปฝัง ถ้าเกิดตอนไหนคุณชายอยากดูขึ้นมา คงต้องอาละวาดโมโหใส่พวกนางแน่นอน
สาวใช้ทั้งสองคนยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ทำเหมือนไม่ได้ยิน
เยี่ยเฟิงมองทั้งสองด้วยความสงสัย
“ไม่ชอบหรือ หากไม่ถูกใจพวกเครื่องประดับก็เอาไปแบ่งพวกสาวใช้กับแม่บ้าน เพราะข้าดูแล้วก็ไม่เห็นจะสวยงามตรงไหน”
“คุณชาย ท่านจะให้พวกข้าจริงหรือเ้าคะ?” ชุนฮวาเอ่ยถามอย่างระวัง แววตานางมีความดีใจเจืออยู่ เยี่ยเฟิงดูเหมือนไม่ได้ล้อพวกนางเล่น
“จริงสิ ข้าเป็ผู้ชายอกสามศอก จะเอาของพวกนั้นไปทำไมกัน” เยี่ยเฟิงหัวเราะ จากนั้นทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะเขียนสมุนไพรลงบนกระดาษอีกสองสามอย่าง
เมื่อสาวใช้ทั้งสองเห็นดังนั้น แววตาจึงเต็มไปด้วยความดีใจ ทั้งสองรีบขอบคุณเขาเสียยกใหญ่ จะมีเด็กสาวที่ไหนไม่รักสวยรักงามบ้าง และสิ่งของพวกนั้นถูกทำขึ้นอย่างประณีตมาก อีกทั้งวัสดุยังเป็ของชั้นเลิศ
ผ่านไปสักครู่ เยี่ยเฟิงยื่นกระดาษที่เต็มไปด้วยชื่อสมุนไพรส่งให้สาวใช้ทั้งสอง
“พวกเ้าไปช่วยข้าซื้อสมุนไพรพวกนี้มาที ซื้อแต่ละชนิดมามากหน่อย”
ขณะที่พูดเขาก็หยิบตั๋วเงินในกล่องไม้ออกมาจนหมด เขาเองก็ไม่รู้ราคาของสมุนไพรพวกนั้น แต่ดูจากท่าทางฉลาดหลักแหลมของสาวใช้ทั้งสอง น่าจะจัดการได้ไม่ยาก
“คุณชาย ท่านจะซื้อสมุนไพรมากมายขนาดนี้มาทำสิ่งใดเ้าคะ?” สาวใช้ทั้งสองถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ ความชอบของคุณชายเปลี่ยนไปแล้วหรือ ตอนนี้ไม่ชอบสะสมเครื่องประดับสตรี ไม่ชอบดูหนังสือปลุกอารมณ์แล้ว แต่กลับให้ไปซื้อสมุนไพรพวกนี้มาแทน?
เยี่ยเฟิงหัวเราะ “พวกเ้าไปซื้อมาก็พอ สมุนไพรพวกนี้ข้าจำเป็ต้องใช้!”
สาวใช้ทั้งสองพยักหน้า ไม่กล้าถามอะไรต่อ จากนั้นหลังจากเตรียมตัวเสร็จพวกนางจึงได้ออกไปซื้อของ
ก่อนจะออกไป เยี่ยเฟิงยังกำชับให้พวกนางเปลี่ยนชุดใหม่ เพื่อไม่ให้ใครจำได้
หลังจากสาวใช้ออกไปแล้ว ภายในเรือนหลังเล็กของเยี่ยเฟิงก็มีร่างขององครักษ์ผ่านไป
ผ่านไปสักครู่ องครักษ์ก็รีบเดินเข้าไปภายในห้องรับแขกตระกูลเยี่ย
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก เยี่ยอู๋เซิงกลับชิงถามขึ้นก่อน
“เฟิงเอ๋อร์ทำสิ่งใดอยู่? ฝึกฝนอยู่หรือไม่?”
“รายงานนายท่าน คุณชายไม่ได้ทำสิ่งใด แต่ว่าดูเหมือนคุณชายจะสั่งให้ชุนฮวากับชิวเยว่ไปซื้อของบางอย่างให้เขา” องครักษ์รายงานตามจริง
หลังจากเยี่ยอู๋เซิงได้ยินกลับขมวดคิ้ว สีหน้ายังคงกลัดกลุ้ม หลังจากครุ่นคิดสักครู่ เขาก็ไม่ได้ถามสิ่งใดอีก เพียงโบกมือ “หากเห็นว่าเขาฝึกฝนจงรีบมาบอกข้าทันที ส่วนเื่อื่นก็ปล่อยเขาไป ไม่จำเป็ต้องรายงาน!”
องครักษ์ชุดดำรีบพยักหน้า จากนั้นร่างของเขาก็หายออกไปจากห้องรับแขก
พ่อบ้านโจวชะงักไป ตกลงวันนี้ตอนเยี่ยอู๋เซิงพาเยี่ยเฟิงเข้าวังเกิดเื่ใดขึ้นกันแน่? ในความทรงจำของเขาเยี่ยอู๋เซิงไม่เคยเป็เช่นนี้มาก่อน แม้กระทั่งตอนนี้คิ้วของเขายังมีร่องรอยของความกลัดกลุ้มอยู่ เขาจึงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“นายท่าน วันนี้หลังจากเข้าวังเกิดเื่ใดขึ้นหรือ?”
เยี่ยอู๋เซิงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เขาไม่คิดจะปิดบัง จึงได้เล่าเื่ที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงทั้งหมดให้พ่อบ้านโจวฟัง
หลังจากได้ยิน พ่อบ้านโจวที่ยืนอยู่ข้างกันชะงักไปทันที เื่ที่เกิดขึ้นตอนต้นทำให้เขาตกตะลึงไปไม่น้อย ต่อมาเยี่ยอู๋เซิงเล่าเื่ที่เยี่ยเฟิงจะขึ้นประลองบนเวทีเป็ตายกับหวังเซียวและซือถูอวี่ในอีกหนึ่งเดือนให้ฟัง ทำให้พ่อบ้านโจวต้องอึ้งไปอีกครั้ง หรือคุณชายจะเป็บ้าไปแล้ว ถึงได้กล้าพูดจาเช่นนั้นออกไป นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ
พลังของหวังเซียวกับซือถูอวี่ล้วนอยู่ในภพรวมลมปราณขั้นสาม อีกหนึ่งเดือนจากนี้ ไม่แน่ว่าพลังของทั้งสองอาจจะเข้าสู่ภพเปิดตันเถียนแล้วก็ได้ ส่วนเยี่ยเฟิงในตอนนี้ พลังอยู่ในภพเปิดชีพจรขั้นสามเท่านั้น นี่มัน...
“นายท่าน เื่นี้เป็เื่จริงหรือ เหตุใดคุณชายถึง...” ชั่วขณะนั้นพ่อบ้านโจวยากจะยอมรับได้ หากเยี่ยเฟิงพ่ายแพ้บนเวทีประลองเป็ตายแล้วถูกสังหาร ตระกูลเยี่ยคงพังทลายไปด้วย ที่สำคัญคือการประลองนี้เยี่ยเฟิงคงแพ้แน่นอน
“เฮ้อ เขามีศักดิ์ศรีถึงเพียงนี้ ก็ถือว่าไม่ได้ทำให้บรรพบุรุษตระกูลเยี่ยต้องเสียหน้าแล้ว!” ในใจเยี่ยอู๋เซิงสับสน เขาคิดไปต่างๆ นานา แม้การกระทำของเยี่ยเฟิงจะทำให้เขากังวลไม่น้อย ทว่าก็ถือว่าอยู่อย่างคนมีศักดิ์ศรี เขาบ่นเสียงเบาเหมือนพึมพำกับตัวเอง
“หากเขาสามารถเข้าสู่ภพเปิดตันเถียนได้ภายในหนึ่งเดือนจริง... เฮ้อ!” เมื่อพูดไปได้เพียงครึ่งเดียว เขากลับถอนหายใจและส่ายหน้า เื่นี้เป็ไปไม่ได้อยู่แล้ว จะคิดไปทำไม
แต่ไม่ว่าอย่างไร ลูกผู้ชายอกสามศอกต้องกล้าทำกล้ารับ คนเรามีชีวิตอยู่เพื่อลมหายใจเท่านั้น หากอยู่อย่างขี้ขลาดหวาดกลัวเกรงว่าจะมีแต่คนเกลียดชัง
ใน่เวลาพลบค่ำ ชุนฮวากับชิวเยว่ถึงได้ซื้อสมุนไพรทั้งหมดเสร็จ พวกนางต้องจ้างรถม้าถึงสองคันกว่าจะลากกลับมาครบ
เยี่ยเฟิงสั่งให้พวกนางทำบางอย่าง จากนั้นก็ขังตัวเองอยู่ในห้องรับรองห้องหนึ่ง
“แม้การหลอมโอสถไขกระดูกจะต้องใช้สมุนไพรในจำนวนมหาศาล ทว่าสมุนไพรที่ซื้อมาก็เพียงพอแล้ว หวังว่าพลังลมปราณของข้าในตอนนี้จะยืนหยัดอยู่ได้” เยี่ยเฟิงเอ่ยพึมพำขณะมองกล่องสมุนไพรตรงหน้าทั้งหมดหกกล่อง
หากอยากให้พลังรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ขั้นแรกจำเป็ต้องล้างไขกระดูกก่อน ขจัดสิ่งเจือปนในร่างกาย ถึงจะทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นมา
ทว่าสมุนไพรหลายตัวในนี้สามารถนำไปปรุงโอสถชนิดอื่นได้ แต่ตอนนี้ยังไม่จำเป็ต้องใช้
เขานั่งขัดสมาธิอย่างเงียบเชียบ จากนั้นเริ่มสงบจิตใจ การปรุงโอสถมีเคล็ดวิชาโดยเฉพาะในการปรุง ขั้นแรกคือใช้พลังลมปราณกับไฟควบคู่กันเพื่อสกัดฤทธิ์ยาออกมา เดิมทีการปรุงโอสถต้องใช้เตาหลอมโอสถ แต่ดูเหมือนเมืองอวิ๋นอู่จะไม่มีของสิ่งนี้
เยี่ยเฟิงครุ่นคิดอยู่นาน จากนั้นจึงทำได้เพียงไปเอาเตาไฟออกมาจากครัวอันหนึ่ง เดิมทีเตานี้ใช้สำหรับต้มน้ำ เขาจัดการดัดแปลงเล็กน้อย และรู้สึกว่าเตานี้สามารถใช้หลอมโอสถไขกระดูกที่เป็โอสถพื้นฐานได้
หลังจากผ่านไปสักพักใหญ่ๆ เยี่ยเฟิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ขณะนี้เปลวไฟในเตาไฟตรงหน้าเขาเสถียรแล้ว เขาไม่รอช้า รีบใช้มือขวาหยิบเถาเจ็ดดาวแล้วโยนลงไปในเตาหลอมทันที แล้วใช้มือซ้ายถ่ายทอดพลังลมปราณออกไป เพื่อให้พลังห่อหุ้มเถาเจ็ดดาวเอาไว้
ในใจของเยี่ยเฟิงยังประหม่าอยู่บ้าง เพราะพลังลมปราณนี้ช่างอ่อนแอเหลือเกิน หากครั้งนี้ไม่สำเร็จ เขาคงต้องรอจนพลังเข้าสู่ภพรวมลมปราณระดับสองจึงจะปรุงโอสถไขกระดูกได้ แต่เยี่ยเฟิงรอไม่ได้แล้ว
ร่างกายของเขาในตอนนี้อ่อนแอเกินไป ฝึกฝนเพียงไม่กี่ชั่วยามก็ทำให้เยี่ยเฟิงอ่อนล้าไปทั้งตัว หาก้าฝึกฝนนานกว่านี้ ร่างกายอาจจะรับไม่ไหว อีกอย่างหากเป็เช่นนี้ต่อไปการฝึกฝนก็จะล่าช้า
เยี่ยเฟิงยังมีความคิดอีกอย่างหนึ่ง เขาอยากใช้โอสถเพื่อเปิดจุดชีพจรต่างๆ ภายในร่างกาย เขามักรู้สึกว่าหากจุดชีพจรที่ไม่ใช่ชีพจรหลักถูกเปิดออก ร่างกายต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงแน่นอน
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการหลอมโอสถไขกระดูก คือการสกัดร่างกายตัวเองให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นภายในเวลาอันสั้นและกำจัดสิ่งเจือปนในร่างกายไปพร้อมกันด้วย
หากเปลี่ยนเป็คนอื่น ต่อให้พวกเขาจะรู้วิชาปรุงโอสถเหมือนกับเยี่ยเฟิง แต่พลังที่อยู่เพียงภพรวมลมปราณขั้นหนึ่งคงทำให้ยากแก่การปรุงโอสถ เพราะพลังในภพรวมลมปราณขั้นหนึ่งอ่อนแอมากจริงๆ แต่เยี่ยเฟิงกลับต่างออกไป ไม่เพียงเพราะเขาฝึกฝนจักรพรรดิสูตรเท่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือในร่างกายเขามีพลังหยางที่เข้มข้นซึ่งติดตัวมาั้แ่เกิด อีกทั้งยังมีพร์ด้านการปรุงโอสถที่คนอื่นไม่อาจเทียบเคียงได้
แม้เยี่ยเฟิงจะได้เกิดใหม่ แต่พลังหยางภายในจิติญญายังคงอยู่ หลังจากเดินพลังเคล็ดวิชาปรุงโอสถ พลังหยางที่เข้มข้นในร่างกายก็ถูกกระตุ้นให้ออกมามากขึ้น
เยี่ยเฟิงจ้องมองการเปลี่ยนแปลงของสมุนไพรภายในเตาหลอมไม่วางตา จนกระทั่งเถาเจ็ดดาวหลายต้นนั้นเริ่มละลายเขาถึงได้โล่งอก ต่อจากนั้นมือขวาของเขาก็โยนหญ้าเสวี่ยคูอีกสองต้นเข้าไปในเตา ตามมาด้วยหญ้าสามแฉก
ดูจากท่าทางเขาช่ำชองไม่น้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป บนหน้าผากเขากลับมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมากมาย แม้พลังลมปราณจะแข็งแกร่งกว่าที่คิดไว้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเพียงพอต่อการปรุงโอสถเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม เยี่ยเฟิงขยับสองมือพร้อมกัน แล้วรวบรวมพลังลมปราณจากเส้นชีพจรทั้งหมดให้เป็หนึ่งเดียว ก่อนจะส่งพลังไปที่เตาหลอม
ปัง
เตาหลอมสั่นะเืเล็กน้อย ตามมาด้วยกลิ่นหอมประหลาดลอยไปทั่ว
เยี่ยเฟิงเกือบจะหมดแรง ทว่าสีหน้าเขากลับมีรอยยิ้ม แม้รูปร่างของโอสถจะแตกต่างกัน แต่ฤทธิ์ยากลับถูกกักเก็บไว้จนหมด
“แม้จะดูน่าเกลียดไปสักนิด แต่ดูจากสี น่าจะถือว่าใช้ได้”
เขาพักผ่อนอยู่สักครู่ จากนั้นกลืนโอสถไขกระดูกห้าเม็ดที่เพิ่งปรุงเสร็จลงคอทันที ต่อมานั่งขัดสมาธิแล้วเริ่มเดินพลังเคล็ดวิชาจักรพรรดิสูตร
ผ่านไปไม่นาน บนหน้าผากของเยี่ยเฟิงก็มีเม็ดเหงื่อที่โตเท่าเม็ดถั่วผุดขึ้น ตอนนี้ร่างกายของเขาอ่อนแอเกินไป การกินโอสถไขกระดูกมากขนาดนี้ในครั้งเดียว ทำให้ความเ็ปที่เกิดขึ้น พอๆ กับความเ็ปจากพิษหยางก่อนหน้านี้
ิัทั่วร่างของเขากลายเป็สีแดง พลังลมปราณในเส้นชีพจรถูกฤทธิ์ยาเร่งเร้า จนแล่นอย่างบ้าคลั่ง ร่างกายเขาเหมือนจะะเิได้ตลอดเวลา
เยี่ยเฟิงไม่กล้าชะล่าใจ เขารีบสงบจิตใจตัวเอง แล้วเดินพลังเคล็ดวิชาจักรพรรดิสูตรเต็มกำลัง ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้คิดอะไรมาก จึงทำให้มองข้ามความอ่อนแอของร่างกายไป
เม็ดเหงื่อไหลลงมาจากหน้าผาก เสื้อผ้าบนร่างกายเปียกปอนเพราะเหงื่อในเวลาไม่ถึงสิบห้านาที เยี่ยเฟิงกำลังสั่นเทิ้มไปทั้งตัว แต่ขณะนี้เขากลับระวังตัวมากขึ้น
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ร่างกายของเขาเริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลง เส้นชีพจรหลักภายในร่างกายดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้น และรูขุมขนรอบกายเขาเริ่มมีไขมันสีเหลืองซึมออกมาพร้อมกับกลิ่นเหม็น
ขณะมองร่างกายตัวเอง เยี่ยเฟิงพบว่าพลังลมปราณภายในเส้นชีพจรหลักหนาแน่นกว่าเดิมมาก อีกทั้งพวกมันดูใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ไม่ใช่สิ นี่มัน... หรือว่าใกล้ทะลวงพลังหรือ!”
เยี่ยเฟิงใ เขารับรู้ถึงพลังที่ไหลเวียนออกมาจากร่างกาย และร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว