ศรัณย์เดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ เธอเองก็ใที่เขาบังเอิญมาเห็นตอนที่ภาคินทร์แตะเนื้อต้องตัวเธออยู่ ซึ่งอยู่ในยูนิฟอร์มหมอไม่ควรกระทำเช่นนี้
“พิ้งค์นึกว่าคุณกลับไปแล้วซะอีก”
“ถ้ากลับจะเห็นยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้รึไง แล้วนี่ใคร” คำพูดและน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความไม่สบอารมณ์ทำให้เธอต้องพยายามใจเย็น
“นี่คุณหมอภาคินทร์ เป็เพื่อนสมัยมัธยมค่ะ เราบังเอิญเจอกันคุณหมอดูแลเควสของคุณพ่อพิ้งค์พอดี เราก็เลยได้มีโอกาสคุยกัน”
“งั้นเหรอ” ศรัณย์หันไปมองหน้าภาคินทร์
“คินทร์ ส่วนนี่คุณศรัณย์เป็...” ในระหว่างที่หญิงสาวกำลังผายมือไปที่ศรัณย์ เพื่อจะแนะนำให้ภาคินทร์ได้รู้จัก แต่ทว่าเขากลับเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นเอง
“ผมเป็สามีของพิชญ์สินี” เธอหันไปมองหน้าศรัณย์ด้วยความใ เพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าบอกกับคนอื่นเื่สถานะ
“อ๋อ...สามี ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ไม่รู้มาก่อนเลยว่าพิ้งค์แต่งงานแล้ว ยินดีด้วยนะครับ”
“เอ่อ...ใช่ พิ้งค์แต่งงานแล้ว” หญิงสาวตอบตะกุกตะกัก
“แล้วคุณหมอล่ะครับ แต่งงานหรือยัง”
“ผมยังไม่ใกล้คำนั้นเลยครับ ตอนนี้เอาแต่ทำงานยังไม่ทันได้มีแฟนเหมือนคนอื่นเขา” ภาคินทร์ตอบพร้อมกับยิ้มไปด้วย แต่กลับเป็ศรัณย์ที่ดูไม่สบายใจเท่าไหร่
“งั้นเหรอ”
“ครับ งั้นเดี๋ยวผมขอตัวไปดูคนไข้ก่อน พิ้งค์ไว้คุยกันใหม่นะเื่คุณพ่อไม่ต้องห่วงคินทร์ดูแลให้เอง วางใจได้”
“ขอบคุณนะ ไปทำงานเถอะพิ้งค์ไม่รบกวนแล้ว” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนที่ภาคินทร์จะเดินออกไป เหลือเพียงเธอและเขาที่ยืนอยู่ข้างกัน
“อย่าแม้แต่จะคิดมีชู้” เธอรีบหันขวับไปมองหน้าเขาทันที
“ว่ายังไงนะคะ? ชู้...ชู้อะไรของคุณ พิ้งค์กับคุณหมอเป็เพื่อนกันก็เห็นๆ อยู่”
“แต่การที่เธอให้ผู้ชายคนอื่นแตะเนื้อต้องตัวฉันว่าไม่ควรเท่าไหร่นะ อย่างน้อยเธอก็แต่งงานมีสามีแล้ว อีกอย่างยิ่งเป็สถานที่แบบนี้ หมอกับญาติคนไข้ไม่ควรทำอะไรแบบนี้”
“ค่ะ พิ้งค์จะระวังให้มากกว่านี้ ที่คุณหมอตบไหล่พิ้งค์ก็คงเข้าใจว่าเป็เพื่อนและเขาก็ไม่รู้ว่าพิ้งค์แต่งงานแล้วเลยไม่ได้ระวัง”
“เพราะเธอไม่ได้บอกไง ว่าเธอมีสามีอยู่แล้ว”
“ก็คุณเป็คนบอกพิ้งค์เอง ว่าห้ามบอกเื่นี้กับคนอื่น สรุปจะเอายังไงกันแน่คะ” คราวนี้เขาเงียบเพราะเถียงไม่สู้เธอ จึงพยายามเบี่ยงเบนประเด็น
“ฉันว่าเธอโตพอที่จะรู้ว่าต้องปฏิบัติตัวยังไง เอาเป็ว่าครั้งต่อไปก็ระวังให้มากขึ้น แล้วสรุปพ่อเธอเป็ไงบ้างคงยังไม่ต้องเข้าวัดหรอกมั้ง”
“เพราะคุณเอาแต่พูดจาไม่เป็มงคลแบบนี้ไง พิ้งค์ถึงไม่อยากพูดกับคุณ ตอนนี้คุณพ่อยังอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็ห่วงค่ะ นับั้แ่วันนี้พิ้งค์อยากขออนุญาตคุณ ให้พิ้งค์มาเยี่ยมคุณพ่อเถอะนะคะ อาการท่านไม่คงที่ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยๆ ให้พิ้งค์ได้ทำหน้าที่ลูกก็ยังดี”
“ได้ แต่ฉันมีความจำเป็ต้องตั้งการติดตามในโทรศัพท์เธอไว้ เผื่อวันไหนเธอออกนอกลู่นอกทาง”
“นี่อย่าบอกนะว่าคุณยังคิดว่าพิ้งค์กับคุณหมอภาคินทร์...”
“ฉันไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น ฉันดูจากแววตาไอ้หมอนั่นที่มันมองเธอก่อนหน้านี้ ฉันก็พอรู้ว่ามันไม่ได้ใสซื่ออย่างที่เธอคิด”
“เฮ้อ...”
“หนักใจอะไร”
“เปล่าค่ะ แต่พิ้งค์แค่รู้สึกว่าคุณไม่ใช่แค่อยากบังคับพิ้งค์ แต่...” เขามองหน้าเธอนิ่งเพื่อรอฟังคำตอบ
“แต่อะไร?”
“คุณหึงพิ้งค์กับคุณหมอเหรอคะ”
“ให้ตายเถอะ! ทำไมเธอถึงเป็คนหลงตัวเองได้ขนาดนี้ ฉันมีอะไรต้องหึงเธอกับไอ้หมอหน้าจืดนั่น ที่ฉันเตือนแค่กลัวจะดูไม่ดี ยังไงเธอก็เป็ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของฉัน ต่อให้จะเป็แค่ภรรยาในความลับแต่ฉันก็ไม่ชอบที่ใครต้องมายุ่งกับเธอ”
“ความหมายก็เท่าเดิม คุณหวงพิ้งค์”
“พิชญ์สินี!”
“เอาเถอะค่ะ ยังไงเื่นี้คุณก็วางใจได้พิ้งค์ไม่ทำเื่แบบนั้นอยู่แล้ว ต่อไปถ้ามาโรงพยาบาลอีกพิ้งค์จะระวังตัวให้มากกว่านี้ค่ะ”
“ดี”
“แล้วนี่คุณไม่ต้องไปทำงานเหรอคะ พิ้งค์ยังไม่กลับตอนนี้รอดูอาการคุณพ่ออีกสักหน่อย น่าจะกลับเย็นๆ ค่ะ”
“ฉันไม่ได้จะรอเธอ แค่แวะมาดูว่าคนขี้โกงอย่างพ่อเธออาการเป็ยังไงบ้าง สงสัยดวงยังแข็งอยู่เลยไม่เป็อะไร” เธอพ่นลมหายใจออกช้าๆ อย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะเอ่ย
“คุณมีอะไรจะพูดอีกมั้ยคะ พิ้งค์จะกลับเข้าไปหาคุณแม่แล้ว”
“ไม่มี งั้นก็กลับให้ตรงเวลาตามที่บอกด้วยล่ะ”
“เข้าใจแล้วค่ะ พิ้งค์ขอตัวนะคะ” พูดจบเธอก็เดินผ่านเขาไป เหลือเพียงเขาที่ยังยืนมองเธอจากด้านหลังจนสุดสายตา แต่ทว่าจู่ๆ ก็มีเสียงจากใครบางคนเอ่ยทักทายเขา
“อ้าว พิ้งค์ล่ะครับเธอกลับไปแล้วเหรอ” หมอภาคินทร์เดินผ่านมาจึงเอ่ยทักเขาอีกรอบตามมารยาท
“ยัง ภรรยาผมเดินกลับไปหาคุณแม่ของเธอ ว่าแต่คุณรับผิดชอบเควสของพ่อเธอเหรอ”
“ใช่ครับ ผมเป็คนดูแลเควสนี้ บังเอิญมากๆ ที่ได้เจอคุณพิ้งค์”
“หึ คุณดูดีใจนะที่ได้เจอภรรยาผม”
“แน่นอนครับ พิ้งค์คือเพื่อนผมสมัยมัธยมเราเรียนอยู่กลุ่มเดียวกัน ทั้งดีใจและใในเวลาเดียวกันเลยล่ะครับ ยังไงก็แสดงความยินดีอีกรอบนะครับ เจอกันครั้งนี้เพื่อนผมเป็ฝั่งเป็ฝาแล้ว”
“ครับ ยังไงผมฝากคุณหมอเต็มที่กับคุณพ่อภรรยาผมด้วยนะครับ” ภาคินทร์กระตุกยิ้มพร้อมกับพยักหน้าตอบ แต่ภายในใจเขาก็แอบคิดอะไรบางอย่าง
“คุณดูรักพิ้งค์มากเลยนะครับ ผมสังเกตเวลาคุณพูดจะมีคำภรรยาอยู่ด้วยตลอดเลย”
“ก็...เธอคือภรรยาของผม”
แม้ว่าจะเป็การพูดที่ไม่ได้มีน้ำเสียงสอดแทรกอารมณ์ แต่แววตาของทั้งคู่ที่มองกันกลับไม่ได้ดูเป็มิตรเท่าไหร่ เหมือนต่างคนต่างรู้ใจกันด้วยสัญชาตญาณของผู้ชาย หมอภาคินทร์กระตุกยิ้มก่อนจะเดินผ่านเขาไป ส่วนศรัณย์ก็ยืดตัวตรงขยับเนกไทเล็กน้อย แล้วก้าวเท้าเดินออกจากโรงพยาบาลอย่างไม่หันกลับไปมองเช่นกัน