หากความเงียบก่อนหน้านี้คือความตึงเครียดของสายพิณที่ขึงไว้จนสุด การปรากฏตัวของอิซาเบลล่าก็เปรียบเสมือนการดีดสายพิณนั้นจนขาดสะบั้น เสียงหัวเราะคิกคักของนางยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของเอลาร่า มันเสียดแทงและเย็นเยียบยิ่งกว่าลมหนาวในคืนเดือนมืด ร่างที่ก้าวออกมาจากเงามืดนั้นไม่ใช่ภาพวาด แต่เป็ตัวตนที่จับต้องได้ งดงามจนน่าพรั่นพรึง และอันตรายราวกับอสรพิษในสวน์
เอลาร่านั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนม้านั่งเปียโน ความอบอุ่นที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจเมื่อครู่สลายไปในพริบตา เหลือเพียงความเย็นเยียบที่แล่นจับขั้วหัวใจ เธอรู้สึกเหมือนหนูตัวเล็กๆ ที่บังเอิญไปเหยียบย่างเข้าสู่อาณาเขตของนางพญาเหยี่ยวโดยไม่รู้ตัว ดวงตาสีไวน์แดงของอิซาเบลล่ากวาดมองเธอั้แ่หัวจรดเท้า เป็สายตาที่ผสมปนเปกันระหว่างความดูแคลน ความขบขัน และการประเมินค่าอย่างไม่ปิดบัง
ความงดงามของอิซาเบลล่าเป็สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่มันเป็ความงดงามที่อันตราย เหมือนดอกกุหลาบที่มีหนามแหลมคม หรือเพชรที่ซ่อนพิษร้ายไว้ภายใน ผิวของนางขาวซีดราวกับหิมะบริสุทธิ์ แต่กลับเย็นเยียบจนน่าสะพรึงกลัว ผมยาวสีดำขลับของนางพลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหว ราวกับมีชีวิตของมันเอง ริมฝีปากสีแดงสดนั้นโค้งเป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือดวงตาสีไวน์แดงคู่นั้น มันลึกล้ำและเต็มไปด้วยความรู้ที่สั่งสมมานานหลายศตวรรษ เป็ดวงตาของผู้ที่เห็นอาณาจักรผุพังและเกิดใหม่ ที่เห็นมนุษย์นับพันนับหมื่นล้มตายและเกิดมา
"ดูเหมือนว่า...ข้าจะมาขัดจังหวะ่เวลาอันแสนอบอุ่นของครอบครัวเสียแล้วสิ" อิซาเบลล่าเอ่ยขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของนางหวานหยดย้อยแต่แฝงไปด้วยยาพิษ นางเดินเยื้องย่างเข้ามาในแสงเทียนอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความมั่นใจและสง่างามของนักล่าผู้เป็ต่อ ชุดราตรีผ้าไหมสีดำขลับแนบสนิทไปกับเรือนร่างโค้งเว้าอย่างไร้ที่ติ มันพลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหวของนางราวกับเป็ส่วนหนึ่งของผิวเนื้อ
เสียงฝีเท้าของนางบนพื้นหินอ่อนดังเป็จังหวะ เหมือนเสียงนาฬิกาที่นับถอยหลังสู่ชะตากรรม แต่ละก้าวของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจที่มาจากการรู้ว่าตนเองเป็ผู้อำนาจ เป็ผู้ที่ไม่เคยต้องกลัวสิ่งใดในโลก เอลาร่าสังเกตเห็นว่าเทียนไขบนผนังสั่นไหวเมื่อนางเดินผ่าน ราวกับแม้แต่แสงไฟก็ต้องยอมจำนนต่ออำนาจของนาง
คาอินลุกขึ้นยืนทันทีที่อิซาเบลล่าปรากฏตัว ร่างสูงใหญ่ของเขาขยับมาบังเอลาร่าไว้เล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ เป็การกระทำที่เกิดขึ้นเร็วมากจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น แต่ไม่ใช่สำหรับอิซาเบลล่า การเคลื่อนไหวของเขาเผยให้เห็นความตึงเครียดที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวเหิน เหมือนสัตว์ป่าที่เตรียมพร้อมจะปกป้องลูกของมัน แม้ว่าเขาจะพยายามปกปิดมันด้วยท่าทางเฉยเมย
"โอ้?" นางเลิกคิ้วขึ้นอย่างแสร้งประหลาดใจ เสียงของนางเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน "ปกป้องมันด้วยหรือนี่ คาอิน? ไม่น่าเชื่อเลยนะ ชายผู้ไม่เคยแยแสสิ่งใดในโลก กลับมาทำตัวเป็ผู้พิทักษ์ให้กับ...สิ่งนี้" นางปรายตามองเอลาร่าอีกครั้ง สายตาของนางเหมือนมีดที่กำลังชำแหละเนื้อหนัง "ลูกครึ่ง...เืผสมที่น่ารังเกียจ"
คำว่า "ลูกครึ่ง" ออกมาจากปากของนางราวกับคำสาปแช่ง เต็มไปด้วยความเกลียดชังและการดูิ่ เอลาร่ารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าด้วยคำพูดนั้น มันเป็คำที่เธอเคยได้ยินมาตลอดชีวิต คำที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนไม่เป็ที่้าของโลกใด ไม่ใช่แวมไพร์ ไม่ใช่เอลฟ์ แต่เป็สิ่งที่อยู่ระหว่างกลางที่ไม่มีที่ยืน
"อิซาเบลล่า" คาอินเอ่ยชื่อนางเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยคำเตือนที่ชัดเจน เสียงของเขาต่ำและเย็นเยียบ เหมือนเสียงคำรามของสิงโตที่กำลังเตือนผู้บุกรุก "ข้าคิดว่าเราตกลงกันแล้ว"
"ตกลงกันเื่อะไรหรือ ที่รัก?" นางเดินเข้ามาใกล้คาอินมากขึ้น ยื่นปลายนิ้วที่เรียวยาวพร้อมเล็บสีแดงสดลูบไล้ไปตามแผงอกของเขาอย่างยั่วยวน การััของนางดูอ่อนโยน แต่เอลาร่าเห็นได้ว่าเล็บของนางแหลมคมพอที่จะฉีกเนื้อหนังได้ง่ายๆ "เื่ที่ท่านจะเก็บของเล่นชิ้นใหม่ไว้ในบ้านโดยไม่บอกข้าสักคำน่ะหรือ? หรือเื่ที่ท่านจะปล่อยให้เด็กนี่มาเพ่นพ่านอยู่ในอาณาเขตของข้า?"
คำว่า "ของเล่น" ทำให้เอลาร่าขนลุกซู่ นางไม่ได้มองเธอเป็คน แต่เป็สิ่งของที่สามารถใช้เล่นแล้วทิ้งได้เมื่อเบื่อ เป็การดูิ่ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าคำด่าทอใดๆ เอลาร่ารู้สึกถึงความโกรธที่เริ่มเดือดพล่านขึ้นมาในอก แต่เธอก็รู้ว่าตัวเองไม่มีอำนาจที่จะต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตที่มีอายุหลายร้อยปีและมีพลังเหนือธรรมชาติ
"นี่คืออาณาเขตของข้า" คาอินตอบกลับ ปัดมือนางออกอย่างไม่ไยดีนัก แต่ก็ไม่ได้รุนแรงจนเกินไป การกระทำของเขาเผยให้เห็นความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างทั้งคู่ มันไม่ใช่ความรักธรรมดา แต่เป็การผูกพันที่เต็มไปด้วยอำนาจ การ และประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน "และนางคือหลานของข้า นางจะอยู่ที่นี่ในฐานะแขกของข้า"
"แขก?" อิซาเบลล่าหัวเราะออกมาอีกครั้ง เป็เสียงหัวเราะที่ทำให้เอลาร่าขนลุกซู่ มันเป็เสียงหัวเราะที่ไม่มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย เต็มไปด้วยความเ็าและการเยาะเย้ย "ท่านเรียก 'ภาระ' ที่น้องชายโง่ๆ ของท่านโยนมาให้ว่าแขกอย่างนั้นรึ? ช่างใจกว้างเสียจริงนะ"
การที่นางรู้เื่ราวของเอลาร่าทำให้เธอใ นางรู้เกี่ยวกับพ่อของเธอ รู้เกี่ยวกับสถานการณ์ที่ทำให้เธอต้องมาอยู่ที่นี่ นั่นหมายความว่านางได้สอดแนมและติดตามเื่ราวทุกอย่างอย่างใกล้ชิด เอลาร่ารู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตส่วนตัวของเธอถูกเปิดเผย
นางละความสนใจจากคาอินและหันมาเผชิญหน้ากับเอลาร่าโดยตรง นางเดินเข้ามาใกล้จนเอลาร่าได้กลิ่นหอมเย็นๆ ที่ลอยออกมาจากตัวนาง เป็กลิ่นของดอกลิลลี่ยามค่ำคืนผสมกับกลิ่นไวน์ชั้นเลิศ มันเป็กลิ่นที่น่าหลงใหลและอันตรายในเวลาเดียวกัน กลิ่นนั้นหอมหวานจนเกือบจะทำให้หลงลืม แต่ก็มีอะไรบางอย่างที่เย็นเยียบและน่าสะพรึงกลัวแฝงอยู่ เหมือนกลิ่นของความตายที่ถูกปกปิดด้วยน้ำหอมราคาแพง
เอลาร่าสังเกตเห็นรายละเอียดของอิซาเบลล่าอย่างใกล้ชิดเป็ครั้งแรก ผิวของนางไม่เพียงแต่ขาวซีด แต่ยังมีประกายระยิบระยับเล็กน้อย ราวกับฝุ่นเพชรที่โรยอยู่บนหิมะ ขนตาของนางยาวและหนาดกดำ ทำให้ดวงตาสีไวน์แดงนั้นดูลึกลับและน่าหลงใหลยิ่งขึ้น ริมฝีปากสีแดงสดของนางโค้งเป็รอยยิ้มที่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อนางยิ้ม เอลาร่าก็เห็นเขี้ยวแหลมคมที่โผล่ออกมาเล็กน้อย เป็การเตือนว่าความงดงามนี้มาพร้อมกับอันตราย
"บอกชื่อของเ้ามาสิ...ลูกครึ่ง" อิซาเบลล่าออกคำสั่ง เสียงของนางเปลี่ยนจากความหวานหยดย้อยเป็ความเ็าและมีอำนาจ มันเป็เสียงของผู้ที่เคยและสั่งการคนอื่นมานานหลายศตวรรษ เสียงที่ไม่เคยได้รับการปฏิเสธ
เอลาร่าเม้มปากแน่น ความกลัวกำลังต่อสู้กับความดื้อรั้นในใจ เธอไม่้าตอบ ไม่้ายอมรับอำนาจของผู้หญิงคนนี้ ไม่้าให้นางรู้สึกว่าเธอสามารถสั่งการเธอได้ แต่สายตาของคาอินที่มองมาทางเธอแฝงไปด้วยคำสั่งให้เธอทำตาม เป็สายตาที่บอกว่าการต่อต้านในตอนนี้จะนำมาซึ่งผลร้ายที่เลวร้ายกว่า เอลาร่าจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตอบกลับไป "เอลาร่าค่ะ"
เสียงของเธอออกมาเบาและสั่นเครือเล็กน้อย แม้ว่าเธอจะพยายามทำให้มันฟังดูมั่นคง แต่ความกลัวและความไม่แน่ใจก็แทรกซึมออกมาได้ เธอรู้สึกเหมือนเด็กเล็กที่ถูกบังคับให้แนะนำตัวกับผู้ใหญ่ที่น่ากลัว
"เอลาร่า..." อิซาเบลล่าทวนชื่อนั้นช้าๆ ราวกับกำลังลิ้มรสชาติของมัน ลิ้นของนางเลียริมฝีปากอย่างช่ำชอง เหมือนกับว่าชื่อของเอลาร่ามีรสชาติที่น่าสนใจ "ชื่อของพวกเอลฟ์...น่าสะอิดสะเอียน" นางยื่นมือออกมาเชยคางของเอลาร่าขึ้น บังคับให้สบตากับนางโดยตรง
การััของนางทำให้เอลาร่าสั่นะเื ปลายนิ้วของนางเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง มันััผิวของเอลาร่าอย่างแ่เบา แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนถูกเหล็กแหลมจ่ออยู่ เล็บของนางแหลมคมและยาว มันกดลงบนิัของเอลาร่าเพียงเล็กน้อย แต่ก็พอที่จะทำให้เธอรู้สึกถึงอันตรายที่แฝงอยู่ เอลาร่าพยายามเบือนหน้าหนี แต่ก็ถูกจับไว้แน่น
"ดวงตาสีเขียวมรกต...เหمือนแม่ของเ้าไม่มีผิด แต่ก็มีประกายสีแดงจางๆ ซ่อนอยู่...เืของพ่อเ้าสินะ ช่างเป็การผสมผสานที่น่าสมเพชเสียจริง" อิซาเบลล่ากล่าวพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเอลาร่า ราวกับกำลังอ่านเื่ราวทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ในนั้น
การที่นางสามารถมองเห็นประกายสีแดงในดวงตาของเธอทำให้เอลาร่าใ เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมีลักษณะเช่นนั้น ไม่เคยมีใครบอกเธอว่าเธอมีร่องรอยของเืแวมไพร์ปรากฏอยู่ในดวงตา มันเป็การเปิดเผยที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกเปลือยเปล่าต่อหน้าคนแปลกหน้า เหมือนความลับที่เธอเก็บซ่อนไว้โดยไม่รู้ตัวกำลังถูกเปิดออกมา
นางศึกษาใบหน้าของเอลาร่าอย่างละเอียด มองจากหน้าผากไปยังแก้ม จากจมูกไปยังคาง ราวกับกำลังประเมินค่าของสิ่งของชิ้นหนึ่ง "โครงหน้าของพวกเอลฟ์...ละเอียดอ่อนและสง่างาม แต่ก็มีความแข็งแกร่งของแวมไพร์แฝงอยู่ในกรามและคาง" นางวิเคราะห์ "ิัยังคงมีความอบอุ่นของสิ่งมีชีวิต แต่ก็เริ่มมีความซีดขาวเล็กน้อย...น่าสนใจ เืผสมที่สมดุลขนาดนี้หาได้ยากนะ"
คำพูดของนางทำให้เอลาร่ารู้สึกเหมือนกำลังถูกตรวจสอบโดยนักวิทยาศาสตร์ เหมือนเธอเป็ตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับการศึกษา ไม่ใช่คนที่มีความรู้สึกและศักดิ์ศรี มันเป็การดูิ่ที่ลึกซึ้งและทำให้เธอรู้สึกโกรธขึ้นมา
"พอได้แล้ว อิซาเบลล่า" คาอินกล่าวแทรกขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาเริ่มแข็งขึ้น มีความเตือนที่ชัดเจนแฝงอยู่ "นางไม่ใช่ของเล่นของเ้า"
"งั้นหรือ?" อิซาเบลล่าหันไปยิ้มให้คาอิน รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและการท้าทาย "แล้วนางเป็ของเล่นของใครกันล่ะ? ของท่านหรือ?" นางหันกลับมามองเอลาร่าอีกครั้ง ดวงตาสีไวน์แดงของนางหรี่ลง เป็สายตาที่เต็มไปด้วยความระแคะใจและความหึงหวง "ข้าได้ยินเสียงเปียโน...บทเพลงแสนเศร้าของท่านแม่ของท่าน ท่านไม่เคยเล่นมันให้ใครฟังนอกจากข้า แล้วทำไมคืนนี้ถึงเล่นให้ 'เด็กนี่' ฟังล่ะ?"
คำถามนั้นตรงประเด็นและทำให้บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เอลาร่าเห็นแววตาของคาอินวูบไหวไปชั่วขณะ มีความประหลาดใจและความไม่สบายใจแว่บผ่าน ก่อนที่เขาจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบดังเดิม "ข้าจะเล่นให้ใครฟังมันก็เป็สิทธิ์ของข้า"
การตอบของเขาฟังดูเฉยเมย แต่เอลาร่าสังเกตเห็นว่ามือของเขาที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวกำเป็กำมือแน่น และมีเส้นเืเด่นขึ้นมาที่ขมับ เป็สัญญาณว่าเขาไม่ได้สงบใจเหมือนที่แสดงออก
"แน่นอน มันเป็สิทธิ์ของท่าน" อิซาเบลล่ายอมรับอย่างง่ายดาย นางปล่อยคางของเอลาร่าและถอยห่างออกมาหนึ่งก้าว แต่สายตาของนางยังคงจับจ้องอยู่ที่เธอ "แต่จงจำไว้เถอะคาอิน ทุกสิ่งที่อยู่ในบ้านหลังนี้...เป็ของข้า" นางประกาศกร้าว เสียงของนางดังก้องไปทั่วห้องโถง ก่อนจะหันมาทางเอลาร่า "รวมถึงเ้าด้วย...เอลาร่า"
การที่นางเรียกชื่อเธอทำให้เอลาร่าสั่นะเื มันไม่ใช่การเรียกชื่อด้วยความเป็มิตร แต่เป็การประกาศความเป็เ้าของ เหมือนกับว่านางกำลังตีตราเธอเป็ทรัพย์สินของนาง
นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเอลาร่า ดวงตาสีไวน์แดงคู่นั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจและอำนาจที่สั่งสมมานานหลายศตวรรษ "กฎของบ้านหลังนี้ที่คาอินบอกเ้าไปน่ะ มันยังขาดไปข้อหนึ่งที่สำคัญที่สุด...กฎข้อที่ศูนย์"
เอลาร่ารอฟังด้วยใจจดจ่อ แม้ว่าเธอจะกลัว แต่เธอก็รู้ว่าสิ่งที่อิซาเบลล่าจะพูดต่อไปนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง มันอาจจะเป็กุญแจสำคัญในการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคาอินกับนาง และตำแหน่งของเธอเองในบ้านหลังนี้
"กฎข้อนั้นก็คือ...ห้ามแตะต้องของๆ อิซาเบลล่า" นางแสยะยิ้ม รอยยิ้มนั้นเย็นเยียบและเต็มไปด้วยการขู่เข็ญ "และคาอิน...ก็เป็ของของข้ามานานหลายร้อยปีแล้ว"
คำประกาศนั้นตกลงมาในห้องโถงเหมือนฟ้าร้อง เอลาร่ารู้สึกเหมือนถูกตบหน้า นางไม่ได้แค่ประกาศความเป็เ้าของคาอิน แต่ยังเป็การเตือนเธอให้รู้จักที่ตั้ง รู้ว่าเธอเป็เพียงผู้บุกรุกในความสัมพันธ์ที่มีมานานกว่าที่เธอจะเกิด
คาอินไม่ได้โต้แย้งคำพูดของอิซาเบลล่า เขายืนนิ่งอยู่ที่เดิม ใบหน้าของเขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่เอลาร่าเห็นความตึงเครียดในท่าทางของเขา เห็นวิธีที่เขาเม้มปากแน่น และวิธีที่เขาหลีกสายตาจากทั้งเธอและอิซาเบลล่า
สิ้นคำพูดนั้น นางก็หันหลังกลับและเดินหายเข้าไปในเงามืดอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมเย็นๆ และคำขู่ที่ยังคงก้องอยู่ในความเงียบ การจากไปของนางไม่ได้ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง แต่กลับทำให้ความตึงเครียดหนักอึ้งยิ่งขึ้น เหมือนกับว่านางยังคงอยู่ที่นั่น ยังคงเฝ้าดูและรอคอยโอกาสที่จะกลับมา
เอลาร่ารู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบออกไปจากร่าง เธอทรุดตัวลงบนม้านั่งอย่างหมดแรง ขาของเธอสั่นและไม่สามารถพยุงน้ำหนักตัวเองได้อีกต่อไป การเผชิญหน้ากับอิซาเบลล่าเป็ประสบการณ์ที่หมดแรงกว่าที่เธอคิด มันเหมือนกับการต่อสู้กับพายุที่ไม่มีทางชนะ
คาอินยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง มองไปทางที่อิซาเบลล่าหายไป ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน มีความเหนื่อยล้า ความผิดหวัง และอะไรบางอย่างที่อาจจะเป็ความเสียใจ ก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย "นางก็เป็แบบนี้เสมอ...ชอบแสดงความเป็เ้าของ"
เสียงของเขาเหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยความท้อแท้ เหมือนคนที่ต้องแบกรับภาระหนักมานานจนเกือบจะทนไม่ไหว เอลาร่าเห็นด้านของเขาที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ด้านที่อ่อนแอและเปราะบาง ซ่อนอยู่ใต้ความเ็าและความแข็งแกร่ง
"นาง...เป็ใครกันแน่คะ?" เอลาร่าถามขึ้นเสียงแ่ เธอ้าคำตอบ ้าเข้าใจสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ้ารู้ว่าเธอเข้าไปพัวพันกับอะไร
คาอินหันมามองเธอ สายตาของเขาดูอ่อนลงเล็กน้อย มีความเห็นใจและความเข้าใจในสิ่งที่เธอเพิ่งผ่านมา "นางคือ...ความผิดพลาดในอดีตของข้า" เขากล่าว เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและความเสียใจ "ความผิดพลาดที่ข้าต้องชดใช้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด"
เขาเดินกลับมานั่งลงข้างๆ เธออีกครั้ง แต่คราวนี้เขานั่งใกล้กว่าเดิมเล็กน้อย ราวกับ้าให้ความอบอุ่นและการปลอบใจ แม้ว่าเขาจะไม่สามารถแสดงออกได้อย่างชัดเจน "อิซาเบลล่าคือแวมไพร์ที่เปลี่ยนข้า นางคือผู้สร้างของข้า ตามกฎโบราณของแวมไพร์ ผู้สร้างมีอำนาจเหนือผู้ที่ถูกสร้างเสมอ"
เอลาร่าเบิกตากว้าง ความจริงนั้นทำให้เธอเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่มากขึ้น "หมายความว่า...นางควบคุมท่านได้หรือคะ?"
"ไม่ถึงขนาดนั้น" คาอินส่ายหน้า มือของเขาขยับไปลูบไล้คีย์เปียโนอย่างไม่รู้ตัว "ข้าแข็งแกร่งกว่านางมากนัก แต่พันธะสายเืระหว่างเรายังคงอยู่ มันคือโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น นางไม่สามารถบังคับข้าได้โดยตรง แต่สามารถสร้างความเ็ปให้ข้าได้...ทั้งทางร่างกายและจิตใจ"
เขาหยุดพักแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง ที่ซึ่งความมืดครอบงำอยู่ "และที่สำคัญกว่านั้น นางรู้จุดอ่อนของข้า รู้ว่าอะไรจะทำให้ข้าเ็ปที่สุด"
"แล้วทำไมนางถึงอยู่ที่นี่?"
"เพราะนางไม่มีที่ไป" คาอินตอบ เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าและความเหงา "ตระกูลของนางถูกทำลายไปนานแล้ว นางเหลือตัวคนเดียว...เหมือนกับข้า เราต่างก็เป็สิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยวซึ่งถูกกาลเวลาทอดทิ้ง"
คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยที่ลึกซึ้ง เอลาร่าเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างคนทั้งสอง มันไม่ใช่ความรัก แต่เป็ความผูกพันที่เกิดจากโศกนาฏกรรมและความโดดเดี่ยวที่ยาวนาน เป็ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความเ็ป การพึ่งพาอาศัย และความไม่สามารถปล่อยวางได้
"นางเกลียดเ้า" คาอินกล่าวต่อ หันมามองเอลาร่าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล "เพราะเ้าคือสิ่งแปลกใหม่ที่เข้ามาในโลกอันหยุดนิ่งของเรา นางมองว่าเ้าเป็ภัยคุกคาม...ภัยคุกคามต่อความสัมพันธ์ระหว่างนางกับข้า"
"หนูไม่ได้้าจะ..."
"ข้ารู้" คาอินตัดบท เสียงของเขาอ่อนโยนลง "แต่จงระวังตัวไว้ให้ดี อิซาเบลล่าไม่ใช่คนที่จะยอมปล่อยสิ่งที่นางคิดว่าเป็ 'ของของนาง' ไปง่ายๆ นางจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อกำจัดเ้า"
คำเตือนนั้นทำให้เอลาร่ารู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง เธอหนีจากพวกเอลฟ์ที่้าตัวเธอ มาเพื่อเจอกับแวมไพร์อีกตนที่้ากำจัดเธอ ชะตากรรมช่างเล่นตลกกับเธอเสียจริง
"แล้ว...อาหารเช้ากับเสื้อผ้า..." เอลาร่าเอ่ยถามในสิ่งที่ยังคงค้างคาใจ เธอ้ารู้ความจริง ้าเข้าใจว่าใครเป็คนใส่ใจเธอ
คาอินนิ่งไปเล็กน้อย ใบหน้าของเขาแสดงความลังเลและความไม่สบายใจ ก่อนจะตอบเสียงเรียบ "เป็ฝีมือของข้าเอง"
คำตอบนั้นทำให้เอลาร่าประหลาดใจ หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นอย่างไม่คาดคิด "แต่ท่านบอกว่า..."
"ข้าโกหก" เขายอมรับ เสียงของเขาเต็มไปด้วยความอับอายและความไม่สบายใจ "ข้าไม่อยากให้นางรู้ว่าข้า...ใส่ใจเ้า" เขากล่าวคำสุดท้ายออกมาอย่างยากลำบาก ราวกับมันเป็คำที่เขาไม่เคยพูดมาก่อน "การแสดงความอ่อนแอต่อหน้าอิซาเบลล่า คือการยื่นอาวุธให้นางใช้ทำร้ายเรา"
ความจริงข้อนี้ทำให้หัวใจของเอลาร่าเต้นแรงขึ้นอย่างประหลาด ภายใต้เปลือกนอกที่เ็าและปากร้าย เขากำลังปกป้องเธอในแบบของเขา...เขาใส่ใจเธอ มันเป็การเปิดเผยที่ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและสับสนในเวลาเดียวกัน
"พักผ่อนเถอะ" คาอินกล่าว พลางลุกขึ้นยืน "พรุ่งนี้เราจะเริ่มบทเรียนแรกกันจริงๆ เสียที เ้าต้องเรียนรู้ที่จะแข็งแกร่งขึ้น...เพื่อตัวของเ้าเอง"
เขาเดินไปส่งเธอที่หน้าห้องนอน เมื่อเธอหันกลับมาเพื่อจะขอบคุณเขา เขาก็ชิงพูดขึ้นก่อน
"เอลาร่า" เขามองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ดวงตาสีแดงของเขาเต็มไปด้วยความจริงจังและความกังวล "ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...อย่าเชื่อคำพูดของอิซาเบลล่าเด็ดขาด"
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งให้เอลาร่ายืนอยู่กับความสับสนระลอกใหม่ คำเตือนสุดท้ายของเขาหมายความว่าอย่างไร? ความลับอะไรที่อิซาเบลล่าอาจจะนำมาใช้หลอกลวงเธอ?
เธอเข้าไปในห้องและล้มตัวลงนอนบนเตียง คืนนี้เธอคงนอนไม่หลับอีกเช่นเคย แต่ไม่ใช่เพราะความกลัวหรือความโดดเดี่ยว แต่เป็เพราะความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัวเกี่ยวกับชายสองคนที่เธอเพิ่งได้พบเจอ...แวมไพร์ผู้เ็าที่ซ่อนความห่วงใยไว้ภายใต้หน้ากาก และแวมไพร์สาวผู้อดีตของเขาไว้ทั้งหมด
ขณะที่เธอกำลังจะเคลิ้มหลับนั้นเอง เธอก็สังเกตเห็นบางอย่างวางอยู่บนหมอนของเธอ...มันคือดอกลิลลี่สีขาวบริสุทธิ์ดอกหนึ่ง
มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
เธอหยิบมันขึ้นมาดูอย่างงุนงง กลิ่นหอมเย็นๆ ของมันเหมือนกับกลิ่นกายของอิซาเบลล่าไม่มีผิด และเมื่อเธอพลิกดอกไม้นั้นดู เธอก็เห็นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ ที่ผูกติดอยู่กับก้านของมันด้วยริบบิ้นสีดำ
เธอค่อยๆ คลี่มันออกอ่าน ข้อความที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ แต่สวยงามนั้นมีเพียงประโยคเดียว...
"อยากรู้ไหม...ว่าคาอินทำ 'ความผิดพลาด' อะไรไว้กับข้า?"