ตอนที่ 9 ก่อนงานคัดเลือก
“ท่านพ่อข้ากลับมาแล้ว!”
หลินเฟยยิ้มกว้างะโอย่างเคยชินเขาใช้เวลาที่ป่าร้อยอสูรไปเพียงครึ่งเดือนเท่านั้นและหลังจากที่วิชาตัวเบาพัฒนาไปอย่างก้าวะโทำให้เวลาที่ใช้ในการเดินทางกลับเหลือเพียงแค่สองวันเท่านั้น
ยามรุ่งอรุณวันนี้หลินเฟยก็อยู่ที่หน้าบ้านตระกูลหลินแล้วหลินเฟยคิดว่าเขาจะใช้เวลาที่เหลือปิดด่านฝึกตนอีกสักครั้งก่อนจะกลับไปยังสำนักโลหิตั
“เฟยเอ๋อร์ ฮ่าๆ ดีๆ พ่อคิดถึงเ้าเหลือเกิน” หลินกวงเย่ว์ที่กำลังง่วนอยู่กับการคัดเลือกสมุนไพรเอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดี
“ท่านพ่อข้ามีของมาฝาก” หลินเฟยยิ้มกว้างเดินอาดๆเข้าไปหาบิดาพร้อมกับตบหน้าอกตัวเองผั่วใหญ่
“โอ้ว! ไหนดูสิเ้าจะมีอะไรมาฝากพ่อแต่ไม่ว่าจะเป็อะไรพ่อก็คงไม่ใเท่ากับดอกแสงจันทร์สี่ดอกนั้นอีกแล้ว ฮ่าๆ”
หลินกวงเย่ว์หัวเราะอย่างอารมณ์ดีเขาคิดไปถึงดอกแสงจันทร์ที่บุตรชายเขานำมาให้ครั้งที่แล้วมันทำให้ตระกูลหลินลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งเลยทีเดียว
“ฮี่ๆ เดี๋ยวก็รู้” หลินเฟยยิ้มกว้างยิ้มอย่างมีเลศในเขาล้วงเข้าไปในถุงสมบัติก้มมองหาอยู่ชั่วครู่ก่อนจะนำของฝากชิ้นใหญ่ออกมา
ฟึ่บ!
“แท่แด้!...”
“นะ นี่มัน! ซากาาอสูรขั้นปราณกำเนิดขั้นที่เจ็ด!”
หลินกวงเย่ว์เหมือนตกอยู่ในภวังค์ซากอสูรระดับาาขั้นปราณกำเนิดระดับเจ็ดแม้ตัวเขาเองจะมีตบะอยู่ที่ขั้นปราณยุทธขาวระดับสี่ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในระดับกลางของขั้นปราณยุทธขาวแล้ว
แต่ก็ไม่มั่นใจว่าจะสังหารสัตว์อสูรระดับาาได้หรือไม่เพราะตัวเขาเองก็ไม่ได้มีวิชาโจมตีที่แข็งแกร่งนักแม้ตบะจะห่างกันหลายขั้นก็ตาม แต่ไม่รู้ด้วยกลวิธีใดบุตรชายของเขาถึงได้นำซากของสัตว์อสูรที่มีระดับห่างกับตัวเองหลายขั้นมาได้และที่สำคัญมูลค่าของมันนับว่ามากมายมหาศาลเลยทีเดียว
สัตว์อสูรระดับาาหากนำซากของมันไปขายให้กับสมาคมนักล่าที่รับซื้อชิ้นส่วนสัตว์อสูรโดยเฉพาะจะได้ราคาที่สูงมากยิ่งสัตว์อสูรมีความแข็งแกร่งมากเท่าใดราคาก็จะยิ่งสูงตาม
าาอสูรหมาป่าคลั่งตัวนี้ตัวใหญ่กว่าสามเมตรทุกส่วนของมันล้วนแข็งแกร่งอย่างต่ำๆราคาของมันจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งพันเหรียญทองเป็อย่างน้อยแต่หากระดับพลังอสูรของมันมากกว่านี้ราคาก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก
“อะไรก๋าน! ท่านพ่อไหนบอกข้าว่าจะไม่ใยังไงเล่าทำไมถึงทำหน้าเช่นนั้น คิกๆ” หลินเฟยอดจะหัวเราะกับท่าทางของบิดาเขาไม่ได้แต่เพียงครู่เดียวเขาก็ต้องหุบยิ้มลง
“เฟยเอ๋อร์! รู้ไหมว่ามันอันตรายแค่ไหนหากเ้าเป็อะไรไปพ่อจะอยู่ได้อย่างไรแม่เ้าก็ด่วนจากไปแล้วเ้ายังจะทำตัวประมาทเช่นนี้ได้อีกหรือ!”
หลินกวงเย่ว์ที่หายจากอาการตะลึงต่อว่าบุตรชายของเขาทันทีไม่ว่าสิ่งที่ได้มาจะล้ำค่ามากเพียงใดแน่นอนว่าอันตรายย่อมมีมากเป็เท่าตัวเขาไม่ได้อยากให้บุตรชายของเขาต้องสิ้นชีพลงเพราะมัวแต่หาของล้ำค่ามามอบให้กับเขา
ยังไงบุตรชายของเขาก็อายุเพียงสิบหกปีเท่านั้นแม้จะถือว่าเป็หนุ่มเต็มตัวแล้วแต่สำหรับเขายังไงหลินเฟยก็ยังคงเป็เด็กเฉกเช่นวันวาน
“ท่านพ่อใจเย็นๆก่อนฟังข้าอธิบายก่อนขอรับ” หลินเฟยยิ้มน้อยๆกล่าวออกมา
“ตัวข้านั้นรับภารกิจของสำนักเพื่อไปกำจัดสัตว์อสูรหมาป่าคลั่งเมื่อข้าไปถึงข้าจึงขอรวมกลุ่มกับคนของสมาคมนักล่าอีกกว่ายี่สิบคน! แต่ละคนต่างมีพลังตบะสูงล้ำ
ตัวข้าทำแค่เพียงคอยเก็บร่างของสัตว์อสูรมาให้พวกเขาได้แบ่งกันข้านั้นได้ประโยชน์หลายอย่างเลยทีเดียวทั้งยังได้ผลึกอสูรระดับต่ำจำนวนมากทำให้ตบะของข้าตอนนี้เลื่อนขึ้นไปอยู่ในขั้นผู้ฝึกตนขั้นที่เจ็ดแล้ว”
หลินเฟยพูดพร้อมกับทำท่าเบ่งกล้ามเขาเว้น่เล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ
“แต่ว่าสัตว์อสูรระดับาานั้นข้าได้ไปเจอมันขณะตายไปแล้วไม่รู้ว่าโดยสัตว์อสูรหรือผู้ฝึกยุทธแต่หากให้ข้าเดาน่าจะเป็สัตว์อสูรเพราะถ้าเป็ผู้ฝึกยุทธหรือผู้ฝึกตน[1]แล้วล่ะก็ต้องเก็บซากของมันไปแล้วแน่ๆ”
หลินเฟยอธิบายอย่างตั้งใจเหลือบมองหลินกวงเย่ว์ที่ทำหน้าเขียวอยู่เป็ระยะเมื่อเห็นว่าบิดาของเขาเริ่มเย็นลงเขาจึงแอบพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ
“เป็เช่นนั้นก็ดีแล้วแต่ต่อไปเ้าต้องระวังตัวให้มากหากพ่อเสียเ้าไปอีกคนพ่อคงไม่อาจทำใจได้...”
หลินกวงเย่ว์ยิ้มน้อยๆออกมาก่อนจะหันไปสนใจร่างที่ไร้ชีวิตของาาอสูรหมาป่าคลั่งพ่อบ้านแม่บ้านตระกูลหลินต่างก็มาดูด้วยความสนอกสนใจหลินเฟยเลือกที่จะโกหกออกไปแม้จะรู้ว่าเป็สิ่งไม่ดีแต่หากนั่นทำให้บิดาของเขาสบายใจเขาก็ยินดี
หลินเฟยรู้สึกมีความสุขอย่างมากเมื่ออยู่ที่บ้านตระกูลหลินแห่งนี้เขาไม่จำเป็ต้องพึ่งพาความแข็งแกร่งหรือโชควาสนาแต่อย่างใดเขายังคงเป็เพียงเด็กน้อยในสายตาของบิดาของเขาเสมอ
“พรุ่งนี้พ่อจะเข้าไปที่เมืองเอาซากอสูรตัวนี้ไปขายเ้าอยากได้อะไรบ้างไหม?”
“อืมม...” หลินเฟยหยุดคิดไปเล็กน้อยก่อนจะนึกขึ้นได้
“หากท่านพ่อนำไปขายแล้วช่วยซื้อดาบมาให้ข้าสักเล่มนะขอรับไม่ต้องเอาของดีมากนะท่านพ่อเอาแค่กลางๆก็พอข้าจะนำไปฝึกฝนวิชาเฉยๆหากท่านนำเงินทั้งหมดไปซื้อดาบดีๆมาล่ะก็ข้าก็จะไม่ใช้มันอย่างแน่นอน!”
หลินเฟยทำหน้าตาจริงจังกล่าวดักไว้ก่อนเพราะเขารู้นิสัยของพ่อเขาดีหากไม่พูดไปเช่นนั้นดาบที่เขาจะได้มานั้นย่อมต้องมีราคาหลายร้อยเหรียญทองแน่นอนแม้ว่ามันจะดีกับเขาแต่มันไม่ดีสำหรับตระกูลเขาเลย ตอนนี้ตระกูลเขาอยู่ใน่ตกต่ำหากสิ่งใดช่วยแบ่งเบาภาระของตระกูลได้เขาก็พร้อมจะทำ
“อ่ะ! เข้าใจแล้วๆ พ่อจะซื้อดาบธรรมดาๆมาให้ลูกแล้วกัน” หลินกวงเย่ว์ที่รับรู้ความคิดของบุตรชายอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้เขาลูบหัวหลินเฟยด้วยความเอ็นดูก่อนจะหันไปจัดการงานที่ค้างอยู่ต่อ
หลังจากช่วยพ่อของเขาจัดการคัดแยกสมุนไพรเสร็จเรียบร้อยหลินเฟยจึงเข้าไปที่ห้องของตนเองเพื่อฝึกบำเพ็ญตบะนอกจากร่างของาาอสูรหมาป่าคลั่งแน่นอนว่าร่างของมันนั้นย่อมมีผลึกอสูรอยู่และด้วยความโชคดีของเขาผลึกอสูรก้อนนี้เป็ผลึกอสูรระดับกลางที่มีความบริสุทธ์อย่างมาก
ผลึกอสูรระดับกลางนั้นนับว่าเป็ของล้ำค่าเช่นกันเพราะมันมีคุณสมบัติที่ดีมากกว่าผลึกอสูรระดับต่ำหลายสิบเท่าเพียงแค่ก้อนเดียวก็มีราคาหลายพันทองแล้วความจริงเขาก็อยากให้ผลึกอสูรนี้กับทางตระกูลแต่ติดตรงที่เขายังมีงานสำคัญรออยู่
อีกทั้งร่างของาาอสูรหมาป่าก็มีราคามากมายแล้วเขาจึงเลือกที่จะเก็บผลึกอสูรระดับกลางก้อนนี้ไว้ฝึกฝนเองอีกทั้งเมื่อเขามีพลังที่แข็งแกร่งมากเพียงพอสัตวอสูรนั้นเขาจะล่าเมื่อไหร่ก็ได้เขายังลอบสาบานกับตัวเองอีกว่าเมื่อเขามีพลังมากเพียงพอเขาจะกลับไปที่ป่าร้อยอสูรอีกครั้ง...
วู้ม!
หลินเฟยนั่งขัดสมาธิโคจรพลังลมปราณลมหวนท้า์เพื่อดูดซับพลังงานฟ้าดินที่อัดแน่นอยู่ในผลึกอสูรระดับกลางพลังตบะของเขาล้วนได้รับการเติมเต็มอย่างรวดเร็วเกินกว่าความคาดหมายของเขามากมายนัก
บู้ม!
ผ่านไปหลายชั่วยามเสียงะเิก็ดังกึกก้องอยู่ภายในหัวของหลินเฟยคราบของเหลวสีดำไหลออกมาตามรูขุมขนแม้เขาจะทะลวงขั้นแล้วแต่ถึงกระนั้นพลังฟ้าดินในผลึกอสูรระดับกลางก็ยังคงเหลือพอที่จะทำให้ตบะของเขาเข้าสู่ขั้นสูงของขั้นปราณกำเนิดขั้นที่เจ็ด
“อืม ผลึกอสูรระดับกลางนี้ในเื่ของคุณภาพนั้นดียิ่งนักหากข้ามีมันมากกว่านี้ตบะของข้าคงจะก้าวหน้าไปได้อีกอย่างแน่นอน”
หลินเฟยพึงพอใจกับประสิทธิภาพของผลึกอสูรระดับกลางมากแต่เขาไม่รู้เลยว่าหากผลึกอสูรระดับกลางถูกดูดซับโดยผู้ฝึกตนคนอื่นใน่ขั้นเดียวกันตบะของพวกมันคงจะแตะชายขอบของขั้นปราณกำเนิดเลยทีเดียวไหนเลยจะเพียงแค่ทะลวงขั้นได้เพียงขั้นเดียวแบบเขา
ยามเช้ามาเยือนอีกครั้งหลินเฟยออกจากห้องไปหาอะไรทานก่อนจะกลับเข้าไปนั่งบำเพ็ญตบะปรับสมดุลของพลังอย่างต่อเนื่องเวลาหมุนผ่านไปเรื่อยๆในที่สุดหลินกวงเย่ว์จึงได้กลับมาจากการนำซากาาอสูรไปขายในเมืองทิวารุ่ง
“เฟยเอ๋อร์เ้าออกมาหาพ่อสักครู่” หลินกวงเย่ว์เรียกหาบุตรชายพร้อมกับวางสัมภาระที่ซื้อมาหลายอย่างลงบนโต๊ะ
“ข้ามาแล้วขอรับ” ไม่นานหลินเฟยก็ออกมาจากห้องของเขาพร้อมด้วยรอยยิ้ม
“เ้าลองดูดาบในกล่องไม้นั่นเถิดพอจะใช้ได้หรือไม่” หลินกวงเย่ว์ผายมือไปที่กล่องไม้สีแดงสดมีเชือกเส้นเล็กพันรอบกล่องอีกครั้ง
“ขอรับ” หลินเฟยตอบรับอย่างดีใจยังไงนี่ก็เป็ดาบเล่มแรกของเขาจึงรู้สึกคาดหวังอยู่เล็กน้อย
“โอ้ว! ดาบดี!” หลินเฟยมองดาบยาวคมเดียวในกล่องด้วยความยินดีใบดาบส่องประกายความคมกริบแวววาวด้ามจับเป็สีดำสนิทตัวกั้นเป็สีทองมีลวดลายพยัคฆ์กำลังคำรามประดับอยู่ส่องประกายสวยงามเพียงมองก็รู้ว่าเป็ของดีอย่างแน่นอน
“นั่นคือดาบปราบพยัคฆ์เป็ดาบระดับกลางราคาของมันคือสามร้อยเหรียญทอง” หลินกวงเย่ว์เอ่ยยิ้มๆ
“สามร้อยเหรียญทอง! นั่นไม่น้อยเลยนะท่านพ่อข้าบอกท่านแล้ว...” ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยคหลินกวงเย่ว์ก็เอ่ยขึ้นมาทันที
“เ้าไม่ต้องกังวลซากของาาอสูรหมาป่าคลั่งทำเงินได้มากกว่าที่คาดไว้เมื่อหักกับที่ซื้อดาบให้กับเ้าแล้วยังมีเหลืออีกพันกว่าเหรียญทอง” หลินกวงเย่ว์เอ่ยขัดหลินเฟยทันที
“ขอบคุณมากขอรับท่านพ่อ” หลินเฟยประสานมือคารวะหลินกวงเย่ว์อีกครั้งก่อนจะเก็บดาบปราบพยัคฆ์เข้าไปในถุงสมบัติ
หลินเฟยใช้เวลาที่เหลืออีกหลายวันอยู่กับบิดาที่บ้านตระกูลหลินก่อนจะจากไปเมื่อใกล้กำหนดเวลาของภารกิจเขาใช้เวลาไม่นานก็มาถึงสำนักก่อนจะตรงไปที่ตำหนักภารกิจทันที
ภารกิจในการกำจัดอสูรนั้นไม่จำเป็ต้องนำซากหรือสิ่งใดมายืนยันเพียงแค่พกม้วนตำราไว้กับตัวเท่านั้นเมื่อสังหารศัตรูได้ในระไม่เกินสิบห้าเมตรค่ายกลในม้วนตำราก็จะทำงานจะปรากฏตัวเลขขึ้นว่ากำจัดไปได้กี่ตัวแล้ว
ด้วยความที่ไม่จำเป็ต้องสังหารด้วยตนเองทั้งหมดหากอยู่ในระยะก็สามารถเสร็จสิ้นภารกิจได้จึงมีคนจำนวนไม่น้อยอาศัยไปเป็กลุ่มหากคิดจะรับภารกิจประเภทนี้
“ได้ป้ายยืมตำรามาแล้ว” หลินเฟยยิ้มก่อนจะเดินไปยังหอตำราทันที
ไม่นานเขาก็มาถึงหอตำราขนาดใหญ่มีถึงสี่ชั้นด้วยกันชั้นแรกจะคล้ายๆกับห้องสมุดสามารถเพิ่มเติมความรู้ได้ที่นี่สองปีที่ผ่านมาหลินเฟยมักจะอยู่ที่นี่เสียเป็ส่วนใหญ่เลยทีเดียวทำให้เขามีความรอบรู้มากกว่าคนทั่วไปไม่น้อย
ชั้นสองสามสี่จะเป็ตำราของขั้นต่ำกลางสูงตามลำดับในตอนนี้หลินเฟยสามารถขึ้นไปที่ชั้นสามได้เลยและยังมีเื่เล่าว่ายังมีตำราในขั้นที่สูงกว่านั้นอีกเพียงแต่ผู้ที่จะฝึกได้มีเพียงศิษย์หลักเท่านั้นที่จะสามารถเข้าไปยังห้องลับในชั้นที่สี่ได้
“หืมป้ายยืมตำราระดับกลาง” ผู้คุมหอตำราเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะรับป้ายของหลินเฟยไป
“ชั้นสามมีเวลาเลือกวิชาสองชั่วยามยืมได้หนึ่งวิชาเป็เวลาสามเดือน” ผู้คมหอตำราเอ่ยขึ้นก่อนจะพาหลินเฟยเดินขึ้นไปยังชั้นที่สาม
“นี่มัน! อะไรมันจะเยอะขนาดนี้เนี่ย” หลินเฟยตาโตมองไปยังตำรารอบๆที่ถูกจัดเป็แถวกว่าร้อยแถวยังดีที่ยังมีป้ายเขียนบอกหมวดหมู่วิชาต่างๆไว้ไม่เช่นนั้นเวลาเพียงสองชั่วยามคงไม่อาจหาวิชาที่้าเจอได้อย่างแน่นอน
“หึหึ เ้าคงพึ่งจะเคยขึ้นมาบนนี้ครั้งแรกตำราวิชาระดับกลางทางสำนักมีมากมายแต่หากเ้าได้ขึ้นไปชั้นที่สี่ร้อยแถวที่เ้าเห็นจะเหลือเพียงสิบแถวเท่านั้น”
หลินเฟยนิ่งอึ้งเมื่อได้รับรู้ว่าตำราระดับสูงนั้นแม้ทางสำนักเองก็ยังมีไม่มากนักแล้ววิชาที่เขามีอยู่นั้นแน่นอนว่าต้องเหนือกว่าระดับสูงอยู่แล้วไม่ต้องพูดถึงความล้ำค่ามันไม่มีสิ่งใดจะวัดได้อยู่แล้วกับวิชาระดับเซียนของเขา
“เอาล่ะทีนี้ก็เลือกวิชากันได้แล้ว!”
.
.
.
.