17 1-2
บทที่33 จับจ่ายที่ร้านสหกรณ์รัฐ
รุ่งเช้า ณ ประตูทางเข้าหน้าหมู่บ้านหงซิง
จางอวิ๋นม่านพร้อมกับลูกสาวทั้งสามรีบตื่นตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้ไปจับจองที่นั่งบนเกวียนวัวลาก เพราะเกรงจะไม่มีที่นั่งทำให้ต้องเดินหอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรังไปตลอดทาง แม้การเดินทางโดยใช้เกวียนจะค่อนข้างเหนื่อยเพราะต้องนั่งโยกเยกไปตลอดเส้นทาง แต่ก็ยังดีกว่าเดินเท้าเปล่าไปพร้อมกับสัมภาระที่หนักอึ้งเป็นไหนๆ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา สี่แม่ลูกก็เดินทางมาถึงถนนเหอตง...
จางอวิ๋นม่านหยิบกุญแจที่เสี่ยวซวี่ให้ไว้ตั้งแต่เมื่อวานออกมา ทำการเปิดประตูสู่บ้านหลังใหม่
เริ่มตั้งแต่หน้าลานบ้าน ทั่วทั้งบริเวณล้วนถูกเก็บกวาดทำความสะอาดเป็นอย่างดีโดยเสี่ยวซวี่ มิหนำซ้ำเขายังใจดีทิ้งเครื่องเรือนอย่างโต๊ะเก้าอี้ใต้ต้นไม้ไว้ให้ด้วย แต่นอกจากนั้น ก็มีเพียงหญ้าสีเขียวซึ่งยังไม่ได้รับการตัดแต่งใดๆเพิ่มเติม
สามพี่น้องวิ่งปรี่เข้ามากระโดดโหยงๆที่ลานกว้างหน้าบ้านด้วยความตื่นตาตื่นใจ กวาดสายตาสำรวจมองรอบๆด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่มีอยู่เต็มเปี่ยม แม้หลินเสี่ยวอวี่จะเคยมาที่นี่ก่อนแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้เธอมาในฐานะเจ้าของบ้าน ความรู้สึกจึงแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหลินเสี่ยวจือและหลินเสี่ยวเย่ซึ่งไม่เคยมาที่นี่เลยสักครั้ง ความประทับใจแรกจึงเป็นอะไรที่ตราตรึงเกินพรรณนา ดวงตาของสองสาวเปล่งประกายสดใสอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“พี่ใหญ่ พี่รอง! เข้ามาดูข้างในเร็วเข้า! ที่มีมีห้องน้ำส่วนตัวด้วยนะ!”
“ต่อไปเราก็ไม่ต้องใช้ผ้าเปียกเช็ดตัวอยู่ในห้องอีกแล้วล่ะ!”
“ว้าว! ห้องครัวที่นี่ใหญ่มากเลย!”
“สุดยอด! แต่ละห้องกว้างขวางขนาดนี้เชียวเหรอ!? นี่เป็นบ้านของพวกเราจริงๆใช่มั้ยเนี่ย?!”
จางอวิ๋นม่านเฝ้ามองลูกสาวทั้งสามที่วิ่งพล่านไปรอบบ้านอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ตัดสลับกับเสียงร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้นดีใจ เห็นเด็กๆมีความสุขกันมากขนาดนี้ เธอเองก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
หลังจากเดินสำรวจบ้านจนหนำใจแล้ว จางอวิ๋นม่านก็นำของขวัญที่เตรียมไว้ไปส่งให้กับพ่อแม่ของเธอ เพราะวันนี้ยังมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องจัดการให้เสร็จ จะปล่อยเวลาให้เสียไปโดยเปล่าย่อมไม่ได้
หลังออกจากสถานที่ทำการไปรษณีย์มาแล้ว จางอวิ๋นม่านก็ถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ประหนึ่งว่าความทุกข์ระทมหนักอกหนักใจในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา ในที่สุดก็ได้รับการคลี่คลายแก้ไขแล้ว ‘ในอดีตเธอโง่เอง ที่มองข้ามคุณค่าของคนที่รักเธออย่างแท้จริง แต่เวลานี้ เธอยังมีโอกาสแก้ไข! ทุกอย่างยังไม่สายเกินไป!’
[เฮ้อ! เสร็จไปอีกหนึ่งเรื่องแล้วสินะ!]
[ชาตินี้คุณตากับคุณยายจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บป่วยแล้ว เพราะในเมื่อไม่ได้ป่วย ก็ไม่มีอะไรให้ต้องรักษา!]
[ในเมื่อชาตินี้มีฉันอยู่ด้วยทั้งคน ทุกคนในครอบครัวจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น!]
หลินเสี่ยวอวี่เริ่มรำพึงรำพันกับตัวเองในใจ ในขณะที่ภายนอกเธอเพียงระบายยิ้มผ่านใบหน้าน้อยๆอย่างโล่งอกเท่านั้น
“เอาล่ะ พวกเราไปเดินตลาดกันดีกว่านะจ๊ะ เดี๋ยวแม่จะพาพวกเราสามคนไปซื้อของกินของใช้เข้าบ้าน วันนี้ใครอยากได้อะไร แม่จะตามใจยอมซื้อให้หมดทุกอย่างเลยล่ะ!”
จางอวิ๋นม่านเดินแกว่งมือฮัมเพลง สีหน้าท่าทางดูอารมณ์ดีไม่น้อย
“เย้ๆๆ วันนี้หนูอยากกินอะไรก็ได้ใช่มั้ยคะแม่! วันนี้แม่ใจป๋าสุดๆไปเลย!”
หลินเสี่ยวอวี่ประเดิมคนแรกด้วยการเดินปรบมือต่อเนื่องไม่หยุดเพราะตื่นเต้น ทำเอาฝ่ามือน้อยๆคู่นั้นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ
แม้หลินเสี่ยวจือและหลินเสี่ยวเย่จะไม่ค่อยเข้าใจศัพท์แปลกหูพิกลของอีกฝ่าย แต่ก็ยังพร้อมใจปรบมือตามน้องสาวอย่างสนุกสนาน
ตรงดิ่งเข้าไปในร้านสหกรณ์รัฐ สามพี่น้องถึงกับตื่นเต้น ดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับเมื่อพบเห็นสินค้ามากมายหลากหลายรอบตัว เมื่อเปรียบเทียบกับร้านค้าในหมู่บ้านที่โน่นก็หมดนี่ก็ไม่มีแล้วล่ะก็ ที่นี่ราวกับสวรรค์บนดินก็ไม่ปาน!
และแม้เมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเธอจะเพิ่งจัดหนักกินอาหารมื้อใหญ่ไปหยกๆ แต่ในยามนี้ที่ต้องเผชิญกับมนต์เสน่ห์ของเหล่าขนมหวานที่มีแรงดึงดูดสูง ทั้งสามสาวก็ถึงกับใจอ่อนเกินควบคุม
ทั้งขนมหม่าฮวาก็ดี ลูกกวาดหลากสีก็ดี หรือแม้กระทั่งเค้กผลไม้...
เห็นลูกๆทั้งสามยืนอ้าปากค้างน้ำลายสออยู่หน้าชั้นขนมหวานแบบนั้น จางอวิ๋นม่านก็อดส่ายหัวไปมาไม่ได้
“สหาย ขอขนมหม่าฮวาสี่แท่ง ลูกกวาดสองชั่ง แล้วก็เค้กผลไม้อีกหนึ่งชิ้นด้วยค่ะ”
“อ่อสหายคะ รบกวนถามหน่อยค่ะ แล้วกล่องลวดลายกระต่ายบนชั้นวางตรงนั้นคืออะไรเหรอคะ?”
จางอวิ๋นม่านเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย เหตุเพราะสังเกตเห็นว่า เด็กทั้งสามกำลังจ้องมองเจ้ากล่องลายกระต่ายน่ารักนั่นอย่างไม่วางตา
พนักงานขายคนนั้นสำรวจมองจางอวิ๋นม่านตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่หลายรอบ แม้แม่ลูกทั้งสี่นี้จะมีหน้าตาสะสวยสะอาดสะอ้านดีก็จริง แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่กลับเป็นเพียงการแต่งกายแบบชาวบ้านทั่วไป ซึ่งชุดที่ใส่ก็ดูเหมือนผ่านการซักมานับครั้งไม่ถ้วนจนสีซีดจางหมดแล้ว
พนักงานขายคนนั้นตอบผ่านน้ำเสียงเฉยชา
“ขนมหม่าฮวาแท่งละ 5 เฟิน ลูกกวาดหลากสีพวกนั้นราคา 1.58 หยวนต่อชั่ง ส่วนเค้กผลไม้นั่นก็ราคา 3 หยวน แล้วนั่นก็เป็นกล่องนมอัดเม็ดรูปกระต่ายขาวราคา 5 หยวนต่อกล่อง แล้วก็ต้องใช้ตั๋วน้ำตาลในการซื้อด้วย”
“ถ้าไม่มีปัญญาจะซื้อ วันหลังก็อย่าถาม”
ทันทีที่ได้ยินราคาสิ่งของทั้งหมด หลินเสี่ยวจือและหลินเสี่ยวเย่ก็ถึงกับตกใจสุดขีด ทั้งคู่สูดลมหายใจเข้าระงับความตื่นเต้น
ของพวกนี้ราคาแพงเกินไปจริงๆ!
“แม่คะ ไม่เอาดีกว่าค่ะ พวกเรากินอย่างอื่นได้”
ในฐานะที่เป็นพี่ใหญ่ หลินเสี่ยวจือย่อมตระหนักดีเป็นที่สุดว่า เงินจำนวน 5 หยวนนั้นมีค่ามากเพียงใด เพราะแม้แต่พ่อจอมปลอมของพวกเธอ ยังให้เงินสี่แม่ลูกใช้ทั้งเดือนแค่ 38 หยวนเท่านั้นเอง ดังนั้น การจะจ่ายเงิน 5 หยวนให้กับขนมกล่องเดียว จึงนับเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยเกินกว่าจะรับได้!
และแม้หลินเสี่ยวเย่อยากจะลิ้มลองนมอัดเม็ดรูปร่างสวยๆนั้นสักเพียงใด แต่เมื่อได้ยินพี่สาวเอ่ยออกมาแบบนั้น เธอก็จำใจต้องก้มหน้าลงด้วยความผิดหวัง
“แม่คะ หนูเองก็ไม่อยากกินแล้วเหมือนกัน”