ณ ห้วงเวลาอันเงียบสงบที่สุดของวัน ภายใต้ผืนพรมปิดฟ้าสีดำสนิทที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับราวกับมีใครบางคนโปรยผงกากเพชรลงบนนั้นท่ามกลางบรรดาแสงสีขาวของดวงดาว ดวงจันทร์กลมโตสีเหลืองนวลตากำลังส่องแสงตกกระทบที่ได้รับมาจากดวงอาทิตย์อีกฟากฝั่งมายังบ้านไม้สองชั้นสีขาวที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมเชิงเขา ล้อมรอบด้วยเพื่อนบ้านที่มีลำต้นสีน้ำตาลและใบหนาแน่นสีเขียว
ภายในห้องนอนบนชั้นสองของบ้านหลังนั้นหลอดไฟดวงกลมสีเหลืองอุ่นที่ได้รับพลังงานจากหม้อแปลงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กำลังถูกเปิดไว้เพียงดวงเดียวในบ้าน แสงสีนวลทำให้มองเห็นภาพวาดสีน้ำมันนับสิบภาพที่เ้าของบ้านถ่ายทอดความงดงามของป่าหิมพานต์และบรรดาสัตว์ในตำนานน้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในป่าลึกลับแห่งนั้นได้อย่างครบถ้วนทุกรายละเอียดบ้างก็ถูกแขวนอยู่บนผนัง บ้างก็วางตั้งอยู่ที่พื้นหน้าตู้โชว์มุมห้องหรือแม้แต่ข้างเตียงนอน
พื้นที่ภายในตู้โชว์ไม้ฉลุสไตล์โบราณริมผนังข้างประตูห้องถูกใช้เป็ที่จัดวางโล่ประกาศเกียรติคุณและใบประกาศนียบัตรภายใต้กรอบไม้สีธรรมชาติ ซึ่งทุกชิ้นต่างระบุข้อความแสดงความขอบคุณจากมูลนิธิรักษ์ป่าและนกหายากสำหรับการเป็ผู้บริจาคเงินทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิในแต่ละปีหากดูจากความแออัดภายในตู้แล้ว อีกหนึ่งปีข้างหน้าเ้าของบ้านอาจต้องตัดสินใจซื้อตู้ไม้หลังใหม่มาใส่เพิ่มเป็แน่เพราะบนโต๊ะทำงานนั้น ยังมีจดหมายขอทุนดำเนินงานจากมูลนิธิส่งเสริมงานศิลป์วางกองรวมอยู่กับการ์ดอวยพรวันเกิดวัยสามสิบสองปีของเขาอีกจำนวนหนึ่ง
ผ้าม่านสีขาวโปร่งแสงที่หน้าต่างของห้องถูกเ้าของบ้านรูดไปรวบแน่นไว้ที่ด้านข้าง หมายใจให้สามารถมองเห็นผืนฟ้าดวงดาวและพระจันทร์วันเพ็ญดวงกลมโตได้ชัดเจนพอเหมาะพอเจาะและบริเวณพื้นที่ด้านข้างของหน้าต่างบานนั้น ก็ถูกจัดให้เป็สถานที่ระบายจินตนาการของจิตรกรหนุ่มผู้เป็เ้าของทุกสิ่งในบ้านหลังนี้ไว้อย่างเป็สัดเป็ส่วน
นิ้วเรียวยาวดั่งลำเทียนของเขากอบประคองพู่กันที่เพิ่งผ่านการตวัดสีน้ำมันบนแผ่นไม้ซึ่งบุด้วยผืนพลาสติกที่เต็มไปด้วยสีน้ำมันผสม ลินสิดออยล์[1]หลากสีสันที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งแผ่นขึ้นมาจรดลงบนผืนผ้าใบที่ถูกร่างแบบด้วยดินสอเอาไว้อย่างบางเบาจิตรกรหนุ่มที่กำลังสาละวนอยู่กับการแต่งแต้มสีสันลงบนผ้าใบผืนนั้น มีชื่อว่า ศกุนต์ เ้าของใบหน้าคมเข้มสันจมูกพุ่งโด่งได้รูป คิ้วสีดำตรงทั้งสองข้างที่รับกันพอดีราวกับจับวางดวงตาพราวระยับที่อิ่มอัดไปด้วยความอ่อนโยนและริมฝีปากหยักหนาสมส่วนที่ช่วยขับให้จิตรกรหนุ่มคนนี้ดูมีเสน่ห์น่าหลงใหลไม่ต่างจากเทพบุตรในนิยาย
ปลายพู่กันถูกปาดลงไปบนผืนผ้าใบด้วยความชำนิชำนาญ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าและทุกครั้งที่เขาแต่งเติมสีสันให้กับบรรยากาศโดยรอบของ สระอโนดาต[2]เขาก็อดที่จะเหลือบสายตาไปมองภาพร่างของหญิงสาวผู้งดงามในชุดไทยที่เื้ัมีปีกอันอ่อนช้อยสองข้างนางหนึ่ง ที่นั่งพับเพียบพรายยิ้มอยู่บนชะง่อนหินผาริมสระอโนดาต ในภาพนั้นอยู่ตลอดเวลาพลางระบายลมหายใจยาวออกมาอยู่หลายครั้ง
...หากว่าผลบุญในชาตินี้มีอานิสงค์มากเพียงพอที่จะทำให้เรามีโอกาสได้พบรักกับ นางอัปสรปักษี[3]ก็คงจะดีไม่น้อยเลย... ศกุนต์นึกขึ้นในใจ พลันหันมองออกไปที่นอกหน้าต่างส่งสายตาเว้าวอน ต่อจันทร์เพ็ญบนฟากฟ้าที่อาจจะเมตตาดลบันดาลคำขอของเขาให้เป็จริง
สิ้นเสียงคำขอในห้วงแห่งความคิด จิตแห่งรักที่เต็มไปด้วยความหลงใหลที่เขาใคร่คอยเฝ้าคิดถึงหญิงสาวที่อาจเป็เพียงแค่เื่เล่าในนิทานมานานนับสิบปีก็ดูเหมือนจะถูกสื่อความรู้สึกไปยังดวงจันทร์ดวงนั้นพลันปรากฏวงแสงสีรุ้งสว่างจ้าขึ้นโดยรอบ เกิดเป็ ‘พระจันทร์ทรงกลด’ ซึ่งเขาไม่เคยได้เห็นมานานมากแล้วในขณะเดียวกัน ดวงดาวที่เปล่งแสงสุกสกาวอยู่เคียงจันทร์ก็พุ่งลงสู่พื้นพสุธากลายเป็ ‘ดาวตก’ที่มาช่วยสร้างความมหัศจรรย์ในค่ำคืนนี้
ศกุนต์เปรยยิ้มอย่างพึงใจ หลังได้เห็นทั้งพระจันทร์ทรงกลดและดวงดาวที่เพิ่งจะร่วงหล่นจากฟากฟ้าเขาหันหน้ากลับมาจ้องมองภาพวาดของนางอัปสรปักษีอีกครั้ง จ้องอยู่นานครู่หนึ่งก็ถอนหายใจออกมาอีกรอบ พร้อมกับส่ายศีรษะและหัวเราะแ่เบาในลำคอด้วยความขบขันในความไร้สาระที่เผลอเอ่ยคำขอที่แทบจะไม่มีทางเป็ไปได้นี้ขึ้นมา
เนิ่นนานเท่าใดแล้วหนอ ที่เขาเฝ้ารอเพียงรัก ปักษีนารีงามตามตำนาน หวังเพียงพานพบสักครั้งให้สมหวังดังใจสักครา
[1] น้ำมันที่ได้จากเมล็ดของต้นแฟลกซ์มีลักษณะข้น เหนียว เมื่อถูกอากาศจะแข็งตัว ใช้ประโยชน์ในการผสมสีน้ำมัน
[2] สระที่ไม่ถูกแสงส่องให้ร้อนเป็ 1 ใน 7 สระในป่าหิมพานต์ที่ถูกล้อมรอบด้วยูเาสูงใหญ่ทั้ง 5 คือ เขาสุทัสสนกูฏเขาจิตรกูฏ เขากาฬกูฏ เขาคันธมาทนกูฏ และเขาไกรลาสโน้มเข้าหากันคล้ายกับปากของนกกา ปิดคลุม้าของสระไว้ ทำให้น้ำในสระแห่งนี้เย็นสบายตลอดเวลาเพราะไม่โดนแสงเดือนหรือแสงตะวัน
[3] นางฟ้ามีปีกเหมือนนก อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์