ภายในตำหนักอันชิ่งแห่งราชวงศ์หนานหยาง สว่างไสวเรืองรองไปด้วยแสงสีทองอร่าม บรรยากาศคึกคักอย่างยิ่ง
วันนี้เป็วันคล้ายวันพระราชสมภพของไทเฮา ฮ่องเต้แห่งหนานหยางคุกเข่าอยู่เบื้องพระบาทของพระนาง ด้านหลังของพระองค์มีองค์ชายแปดคุกเข่าอยู่ ถัดจากเหล่าองค์ชายคือพระราชนัดดา ส่วนด้านนอกออกไปคือเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ที่คุกเข่าหมอบกราบกันมืดฟ้ามัวดิน
"ลูกขอถวายพระพรเสด็จแม่ ขอให้พระบารมีกว้างไกลดุจตงไห่ พระชนมายุยืนนานเทียมฟ้าพ่ะย่ะค่ะ!" ฮ่องเต้แห่งหนานหยางตรัสเสียงดังกังวาน
"ขอไทเฮาทรงพระเกษมสำราญพ่ะย่ะค่ะ!" เหล่าขุนนางที่อยู่เื้ัต่างพากันโขกศีรษะโดยพร้อมเพรียง
เบื้องหน้าของไทเฮาเต็มไปด้วยกองทองคำ เงิน อัญมณี และของวิเศษล้ำค่ามากมาย เบื้องล่างคือบุคคลที่สูงศักดิ์ที่สุดแห่งหนานหยางที่กำลังคุกเข่าทำความเคารพพระนาง ทว่าหญิงชราที่ประทับบนเบื้องสูงกลับไม่รู้สึกยินดีเลยแม้แต่น้อย
พระนางประทับนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์ที่ทรงเกียรติที่สุดในตำหนักอันชิ่ง พระหัตถ์กุมแส้หนังเสือ ทอดพระเนตรมองลงไปยังเหล่าเด็กชาย ลูกชาย หลานชาย ที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง พลางส่ายพระพักตร์อย่างจนใจ
ราชวงศ์นี้จะไม่มีหลานสาวตัวน้อยที่แสนรู้ใจมาคอยออดอ้อนเลยหรืออย่างไร? หรือว่าพระนางจะไม่มีดวงได้อุ้มหลานสาวจริง ๆ
นับั้แ่หลานชายคนที่แปดประสูติ ราชวงศ์นี้ก็ไม่มีทายาทถือกำเนิดขึ้นมาอีกเลยถึงห้าปีเต็ม
พระนางอายุมากขึ้นทุกวัน อีกไม่กี่ปีก็คงต้องไป้ข้าเฝ้าพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ที่ยมโลกแล้ว ไม่รู้ว่าใน่ชีวิตที่เหลืออยู่ จะมีวาสนาได้อุ้มทารกหญิงตัวน้อย ๆ นุ่มฟูบ้างหรือไม่
พระนางกุมแส้หนังเสือไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างกุมลูกประคำ ทรงหลับพระเนตรลงพลางทอดถอนพระทัย หากได้หลานสาวสักคนก็คงจะดีไม่น้อย
"ช่างเถิด" พระนางพึมพำกับพระองค์เอง
"ข้าเหนื่อยแล้ว แยกย้ายกันไปเถอะ" ไทเฮาทรงเพิ่มระดับเสียงขึ้นเล็กน้อย พลางโบกพระหัตถ์อย่างเหนื่อยล้า
ฮ่องเต้แห่งหนานหยางชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเสด็จแม่มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก จึงมีรับสั่งให้เหล่าขุนนางแยกย้ายกันกลับไป
ไทเฮาเสด็จออกจากตำหนักอันชิ่ง โดยมีแม่นมจางคอยประคองอยู่เคียงข้าง และมีเหล่านางกำนัลเดินตามอยู่เื้ั แม่นมจางที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกาย เห็นท่าทางอึดอัดพระทัยของพระนางแล้วก็อดรู้สึกปวดใจไม่ได้
"ไทเฮาเพคะ ให้หม่อมฉันประคองพระองค์ไปเดินเล่นรับลมที่สวนด้านหลังดีหรือไม่เพคะ?"
ไทเฮาทรงพยักหน้า และเสด็จไปยังสวนด้านหลังภายใต้การประคองของแม่นมจาง พระนางแหงนพระพักตร์มองท้องฟ้า พลางทอดถอนใจ วรยุทธ์อันยอดเยี่ยมที่พระนางมีติดตัวมา กลับไม่มีใครสืบทอดเจตนารมณ์เลยหรือนี่
วิชาแส้ัพยัคฆ์ที่ท่านอาจารย์ถ่ายทอดให้ จะต้องมาสูญสิ้นลงในมือของนางอย่างนั้นหรือ?
ไทเฮา 'หนานกงรุ่ย' เป็อดีตบุตรีภรรยาเอกของจวนแม่ทัพในราชวงศ์ก่อน นางมีอารมณ์ร้อน พูดคำไหนคำนั้น ในวังแห่งนี้ไม่มีใครเลยที่ไม่หวาดกลัวนาง แม้แต่ฮ่องเต้เองก็ยังต้องโอนอ่อนผ่อนตามเสด็จแม่ทุกอย่าง
สมัยที่ยังไม่ออกเรือน หนานกงรุ่ยเคยตามบิดาออกรบ นางเชี่ยวชาญการใช้แส้ยาว โดยเฉพาะวิชาแส้ัพยัคฆ์ที่ทำให้ผู้คนต่างหวาดผวาเมื่อได้ยินชื่อ นางมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ ชื่อเสียงเลื่องลือ และมีความไวต่อกลิ่นคาวเืเป็อย่างมาก
บริเวณใกล้สวนด้านหลัง มีตำหนักตั้งอยู่หลายหลัง แต่ละตำหนักตั้งชื่อตามชนิดของดอกไม้ เนื่องจากสวนแห่งนี้อยู่ห่างไกลจากตำหนักจื่อเฉินซึ่งเป็ตำหนักที่ฮ่องเต้ทรงงานเป็ประจำ ดังนั้นผู้ที่อาศัยอยู่ที่นี่จึงล้วนเป็พระสนมที่ไม่เป็ที่โปรดปรานทั้งสิ้น
เมื่อไทเฮาเสด็จมาถึงบริเวณใกล้เคียงกับตำหนักมู่จิ่น พระนางก็ได้กลิ่นคาวเืคละคลุ้งรุนแรง และดูเหมือนจะได้ยินเสียงร้องไห้ของทารกด้วย
ไทเฮาทรงหยุดฝีเท้า ขมวดคิ้วมุ่น "มั่วโฉว เ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่?"
นางเอียงหูตั้งใจฟัง พลางเอ่ยถามจางมั่วโฉว หรือแม่นมจางที่อยู่ข้างกายด้วยสีหน้าจริงจัง
แม่นมจางส่ายหน้า "ไม่มีเพคะ ไทเฮาทรงเหน็ดเหนื่อยเกินไปหรือไม่เพคะ ให้หม่อมฉันประคองเสด็จกลับตำหนักดีหรือไม่เพคะ?"
ไทเฮาขมวดคิ้วแน่น นางนวดคลึงขมับด้วยความเหนื่อยล้าและผิดหวัง หรือว่านางจะหูแว่วไปเอง?
ขบวนเสด็จเดินหน้าต่อไป เมื่อมาถึงบริเวณหน้าตำหนักมู่จิ่น ประสาทััของไทเฮาก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที "กลิ่นอะไรกัน? ทำไมกลิ่นคาวเืถึงได้รุนแรงขนาดนี้?"
หน้าประตูตำหนักมีกลิ่นคาวเืลอยคลุ้ง แต่ภายนอกตำหนักกลับเงียบสงัดไร้ความเคลื่อนไหวใด ๆ จู่ ๆ นางก็ตระหนักอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
แม่นมจางเองก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติเช่นกัน
"พระสนมไป๋พักอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?"
"เพคะ ตำหนักมู่จิ่นเป็ที่ประทับของพระสนมไป๋เพคะ"
หลายเดือนก่อน ไทเฮาทรงเสด็จไปถือศีลภาวนาที่วัดไท่ฉาง เพิ่งเสด็จกลับวังมาได้ไม่นาน พระนางจึงนึกขึ้นได้ว่าเคยมีข่าวแว่วมาว่าพระสนมไป๋ในวังกำลังตั้งครรภ์
หรือว่าจะประสูติในวันนี้?
ใจของไทเฮากระตุกวูบ หันไปสั่งนางกำนัล "เ้า รีบไปตามหมอหลวงมา ส่วนเ้า ไปทูลเชิญฝ่าามาที่นี่! รีบไป!"
นางกำนัลพยักหน้ารับคำสั่งและรีบวิ่งออกไป
สิ้นเสียงรับสั่ง ไทเฮาที่กุมแส้ยาวไว้ในมือก็ใช้ฝ่าเท้าถีบประตูตำหนักมู่จิ่นจนเปิดออก นางได้ยินเสียงตวาดอย่างร้อนรนดังมาจากทางหลังห้องบรรทม เป็เสียงของขันที
"แง แง!" เสียงร้องไห้อย่างเจียนจะขาดใจของทารก
ทุกคนเดินตามทิศทางของเสียง และรีบมุ่งหน้าไปยังลานด้านหลังของตำหนักมู่จิ่น
"พวกเ้ากำลังทำอะไร?!" แม่นมจางเห็นนางกำนัลและขันทีคนหนึ่งยืนอยู่ริมบ่อน้ำร้าง ในมืออุ้มทารกเอาไว้ นางเบิกตากว้างด้วยความโกรธจัด พุ่งตัวเข้าไปกระชากตัวนางกำนัลผู้นั้น และแย่งทารกในอ้อมแขนมาได้สำเร็จ
"แง แง!" อวิ๋นตั๋วตั๋วเอาแต่ร้องไห้ะโสุดเสียง ในตอนนี้เธอรู้สึกเพียงว่าสมองอื้ออึงไปหมด โลกหมุนคว้าง
ทว่าจู่ ๆ เธอก็ััได้ถึงความอบอุ่น จึงฝืนลืมตาอันเหนื่อยล้าขึ้นมองคนที่อุ้มเธออยู่ เป็แม่นมาุโท่านหนึ่ง นางกำลังโอบกอดเธอไว้ในอ้อมอกอย่างทะนุถนอม
อวิ๋นตั๋วตั๋วรู้สึกอุ่นใจขึ้นมา เธอหยุดร้องไห้ เพราะรู้ดีว่าแม่นมผู้นี้จะสามารถปกป้องเธอได้
"ไทเฮา..." ขันทีและนางกำนัลใจนทรุดลงไปกองกับพื้น ตัวสั่นเทาจนไม่กล้าเอ่ยปาก
"เป็พระธิดาเพคะ" แม่นมจางกระซิบที่ข้างพระกรรณของไทเฮา สีพระพักตร์ของไทเฮาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเป็ปกติอย่างรวดเร็ว
แม่นมจางมองดูทารกหญิงในอ้อมแขนที่หนาวสั่นจนตัวโยน ใบหน้าเล็ก ๆ เขียวคล้ำ ริมฝีปากม่วงซีด ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำมูกน้ำตา นางรู้สึกปวดใจราวกับถูกมีดกรีด
นางช้อนตามองไทเฮา ไทเฮาพยักหน้า แม่นมจางจึงอุ้มอวิ๋นตั๋วตั๋วไว้แน่น และรีบเดินเข้าไปในห้องบรรทม
เมื่อเข้ามาในห้องบรรทม อวิ๋นตั๋วตั๋วก็ััได้ถึงไออุ่นจากเตาถ่านในทันที เธอหลับตาลงอย่างสบายตัว และซุกตัวเข้าหาอ้อมอกของแม่นมจาง
ภายในห้อง หมอหลวงกำลังจับชีพจรตรวจอาการของพระสนมไป๋ ครู่ต่อมา หมอหลวงก็ถอนหายใจยาวและส่ายหน้าอย่างเสียดาย
"พระสนมของพวกเราเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ?" อาเซียงเอ่ยถามหมอหลวงอย่างร้อนรน แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
"อาการป่วยของพระสนมพวกเ้าเรื้อรังมานานเกินไปแล้ว ประกอบกับการคลอดบุตรในวันนี้ ทำให้พลังปราณสูญสิ้นไปจนหมด! ชายชราเช่นข้าก็หมดปัญญาที่จะยื้อชีวิตแล้วล่ะ" หมอหลวงเก็บเข็มเงินและกล่องยา
"ท่านหมายความว่าอย่างไร? ร่างกายของพระสนมพวกเราแข็งแรงมาตลอดนะเ้าคะ!" อาเซียงใมาก นางดึงแขนหมอหลวงไว้ไม่ยอมให้ไป แม้ว่าพระสนมไป๋จะอยู่ในตำหนักเย็นและไม่เป็ที่โปรดปราน แต่นางก็ไม่เคยเจ็บป่วยด้วยโรคใด ๆ เลย
"เตรียมจัดการเื่งานศพเถอะ" หมอหลวงไม่พูดอะไรอีก เขาปัดมือของอาเซียงที่ดึงแขนเขาอยู่ออก
อวิ๋นตั๋วตั๋วที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคน หัวใจก็เย็นเฉียบไปครึ่งดวง นี่เธอเพิ่งเกิดมาก็ต้องกำพร้าแม่เลยงั้นหรือ? ทำไมมันถึงได้รันทดขนาดนี้?
จู่ ๆ เธอก็อยากจะร้องไห้ แต่เมื่อครู่ร้องะโมานานเกินไป ตอนนี้กลับร้องไม่ออกเสียแล้ว ได้แต่รู้สึกปวดร้าวและอึดอัดในใจอย่างบอกไม่ถูก
เธอจ้องมองหมอหลวง แววตาเต็มไปด้วยการอ้อนวอน เธออ้าปากส่งเสียงอ้อแอ้ หวังเพียงให้หมอหลวงช่วยรักษาท่านแม่ของเธออีกสักครั้ง
หมอหลวงที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว จึงสังเกตเห็นแม่นมจางและทารกหญิงในอ้อมแขน เขามองเห็นทารกหญิงที่แววตาเต็มไปด้วยการอ้อนวอนขอร้อง ในใจก็อดประหลาดใจไม่ได้ ทารกที่เพิ่งเกิดมา จะมีแววตาเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?