เมืองสุพรรณบุรี... ดินแดนแห่งตำนาน
สายลมร้อนระอุแห่งที่ราบลุ่มภาคกลางพัดปะทะใบหน้า หอบเอาฝุ่นทรายละเอียดและกลิ่นไอดินแห้งแล้งที่คุ้นเคยมาแตะจมูก การเดินทางจากชายแดนอันไกลโพ้นกลับสู่บ้านเกิดกินเวลาหลายวันจนร่างกายแทบแหลกเหลว แสงแดดแผดเผาจนิัแสบร้อน แต่ด้วยความเร่งรีบของ ขุนแผน ผู้ใจร้อนดั่งไฟ ม้าสีหมอกจึงต้องควบทะยานฝ่าเปลวแดดและสายฝนแทบไม่ได้หยุดพัก
กันต์ ในร่างเด็กชายผอมแห้งนั่งซ้อนท้าย กอดเอวหนาของอาจารย์แน่นจนนิ้วแทบจิกเข้าไปในเนื้อ กล้ามเนื้อขาของเขาระบมจนชาด้านจากการเสียดสีกับหลังม้าเป็เวลานาน ก้นกระแทกอานม้าจนแทบจะไร้ความรู้สึก แต่ความเ็ปทางกายเ่าั้ เทียบไม่ได้เลยกับความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่นที่กำลังก่อตัวขึ้นในอก เมื่อภาพของกำแพงเมืองเก่าแก่ที่ก่อด้วยอิฐมอญสีส้มแดงและยอดสถูปเจดีย์ทรงระฆังคว่ำปรากฏขึ้นรางๆ ท่ามกลางหมอกจางๆ ยามเช้า
"ถึงแล้ว..."
เสียงทุ้มต่ำของขุนแผนดังฝ่าสายลม เขาค่อยๆ กระตุกบังเหียนม้าสีหมอกเบาๆ ให้ชะลอความเร็วลงจากควบตะบึงเป็เดินเหยาะๆ อย่างสง่างาม เมื่อมาถึงหน้าซุ้มประตูวัดแห่งหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่นอกกำแพงเมือง
บรรยากาศที่นี่ร่มรื่นและเงียบสงบผิดหูผิดตาจากโลกภายนอกที่วุ่นวาย ราวกับหลุดเข้ามาในอีกมิติหนึ่ง ต้นไม้ใหญ่น้อยยืนต้นตระหง่านแผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วบริเวณ กรองแสงแดดอันร้อนแรงให้เหลือเพียงลำแสงสีทองอ่อนๆ ที่ส่องลอดใบไม้ลงมากระทบพื้นดินเป็ลวดลายวิจิตร
โดยเฉพาะ ต้นมะขามั์ ขนาดมหึมาที่ตั้งเด่นเป็สง่าอยู่กลางลานวัด ลำต้นของมันใหญ่โตมโหฬารชนิดที่ว่าเอาคนเจ็ดแปดคนมาโอบก็ยังไม่รอบ เปลือกไม้หนาแตกเป็ร่องลึกสีดำขลับบ่งบอกอายุขัยนับร้อยปี กิ่งก้านสาขาแผ่ขยายออกไปกว้างไกลดุจร่มคันใหญ่ของเทวดาที่กางกั้นคุ้มครองสถานศักดิ์สิทธิ์ ใบมะขามสีเขียวสดร่วงหล่นปกคลุมพื้นดินราวกับพรมกำมะหยี่ธรรมชาติที่ปูต้อนรับผู้มาเยือน
"วัดแค..."
กันต์อ่านป้ายชื่อวัดเก่าๆ ที่เลือนรางในใจด้วยความตื่นเต้นจนหัวใจเต้นโครมคราม
'เชี่ย... นี่มันสถานที่เราโดนดูดมานี่หว่า ในตำนานเป็ของจริง! ที่นี่คือจุดเช็กอินประวัติศาสตร์ระดับ S-Class ที่เราเคยอ่านในหนังสือเรียน! ต้นมะขามั์ต้นนี้ไงที่ขุนแผนเสกใบไม้เป็ตัวต่อตัวแตนไปสู้กับข้าศึก! นี่เราวาปมาถึงจุดกำเนิด (Origin) ของตำนานเลยเหรอเนี่ย!'
"ลงมา"
เสียงสั่งของขุนแผนปลุกกันต์จากภวังค์ความคิด แม่ทัพหนุ่มเหวี่ยงขาข้ามหลังม้าแล้วะโลงสู่พื้นดินอย่างคล่องแคล่วว่องไวราวกับไร้น้ำหนัก ก่อนจะหันมามองลูกศิษย์จำเป็ที่กำลังตะเกียกตะกายลงจากม้าอย่างทุลักทุเล
"ข้าจะพาไปกราบอาจารย์... ท่านคือผู้มีพระคุณสูงสุดของข้า ถ้าไม่มีท่าน ก็ไม่มีขุนแผนในวันนี้ และไม่มีทางที่ข้าจะรอดกลับมาจากสนามรบได้"
"ครับผม!"
กันต์รีบะโลงตาม แต่ด้วยความเหนื่อยล้าสะสม ขาที่อ่อนเปลี้ยเลยพับลงจนเกือบหน้าคะมำจูบพื้น เขาหัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ รีบปัดฝุ่นออกจากกางเกงและจัดเสื้อผ้าหน้าผมที่มอมแมมให้ดูเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามดึงเศษใบไม้แห้งออกจากผมยุ่งๆ
"อาจารย์ท่านดุไหมจ๊ะ?" กันต์กระซิบถามเสียงอ่อย เริ่มรู้สึกเกร็งๆ เหมือนนักเรียนที่ถูกเรียกเข้าห้องปกครอง
"ดุไหมเหรอ?"
ขุนแผนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากยกยิ้มเ้าเล่ห์ที่ดูไม่น่าไว้ใจ "เสือสมิงในป่าที่ว่าดุ... ภูตผีปีศาจที่ว่าร้าย... มาเจอหลวงปู่ยังต้องหมอบกราบตัวสั่นงันงก แล้วเด็กกะโปโลปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเอ็ง คิดว่าไงล่ะ?"
กันต์กลืนน้ำลายเอือกใหญ่ลงคอที่แห้งผาก รู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าห้องสอบสัมภาษณ์สุดโหด เขาเดินตัวลีบตามหลังขุนแผนเข้าไปในเขตสังฆาวาส ความเงียบสงบของวัดทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นจากการสู้รบมาหลายวันเริ่มสงบลงอย่างน่าประหลาด เสียงนกกาเหว่าร้องแว่วมาตามลมให้ความรู้สึกวังเวงแต่ก็อบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
ที่กุฏิไม้สักทองเก่าแก่ยกใต้ถุนสูง... พื้นไม้ขัดมันจนเงาวับสะท้อนเงาใบไม้ บนแคร่ไม้ไผ่หน้ากุฏิ พระภิกษุชราภาพ รูปหนึ่งกำลังนั่งสานตะกร้าไม้ไผ่อยู่อย่างใจเย็น นิ้วมือที่เหี่ยวย่นขยับตอกไม้ไผ่ด้วยความชำนาญและลื่นไหลราวกับร่ายรำ
ท่านดูแก่ชรามาก ิัเหี่ยวย่นตกกระตามกาลเวลา แต่ทว่าผิวพรรณนั้นกลับดูผ่องใสราวกับมีแสงสว่างเรืองรองออกมาจากภายใน จีวรสีกลัด (สีแก่นขนุนเข้ม) ที่ครองอยู่นั้นเก่าคร่ำคร่าแต่สะอาดสะอ้าน แววตาที่มองลอดแว่นสายตากลมๆ เก่าๆ ออกมานั้น ดูเมตตาเปี่ยมล้น แต่ลึกลงไปกลับแฝงพลังอำนาจที่ยากจะหยั่งถึง... อำนาจที่ทำให้คนมองต้องก้มหัวลงโดยไม่รู้ตัว
นี่คือ หลวงปู่คง... ปรมาจารย์แห่งวัดแค ผู้ถ่ายทอดวิชาอาคมให้ขุนแผนจนเก่งกล้าสามารถสะท้านแผ่นดิน
ขุนแผนทรุดตัวลงกราบที่พื้นดินสามครั้งอย่างนอบน้อมและงดงามที่สุดเท่าที่กันต์เคยเห็น กันต์รีบทำตามทันที ก้มกราบเบญจางคประดิษฐ์จนหน้าผากแตะความเย็นชื้นของพื้นดิน
"กราบมนัสการขอรับหลวงปู่" ขุนแผนเอ่ยเสียงนุ่มนวลและอ่อนน้อม ผิดกับเวลาตะคอกทหารเลวลิบลับ
หลวงปู่วางมือจากงานสาน ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองศิษย์เอก รอยยิ้มบางๆ ที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูปรากฏขึ้นที่มุมปากที่เคี้ยวหมากอยู่
"ไอ้แก้วรึ..." ท่านทักด้วยชื่อเดิมก่อนที่จะได้รับยศขุนแผน น้ำเสียงแหบพร่าแต่กังวาน "หายหน้าหายตาไปนาน... นึกว่าไปหลงแสงสี ความยิ่งใหญ่ในกรุงจนลืมคนแก่ที่วัดแคเสียแล้ว"
"ไม่ลืมขอรับ... ผมระลึกถึงคำสอนหลวงปู่อยู่เสมอ ไม่ว่าจะในสนามรบหรือในมุ้งสาวๆ" ขุนแผนพนมมือตอบติดตลกตามนิสัยเ้าชู้ "แต่วันนี้ผมมีเื่มารบกวน... ผมพาศิษย์คนหนึ่งมาฝากตัวขอรับ"
ขุนแผนหันมาคว้าไหล่กันต์ ดันหลังให้ขยับเข้าไปใกล้ "เข้าไปกราบท่านสิไอ้จุก"
กันต์รีบคลานเข่าเข้าไปอย่างทุลักทุเล ก้มหน้าไม่กล้าสบตา "มันชื่อ ไอ้จุก... มันเป็เด็กฉลาดแกมโกง แต่จิตใจกล้าหาญกตัญญู เคยเสี่ยงตายบุกป่าฝ่าดงงูเห่าไปเอายามารักษาชีวิตผม... แต่ในวังหลวงอันตรายเกินไปสำหรับเด็ก และจิตของมันก็... พิเศษเกินกว่าคนทั่วไป"
ขุนแผนเว้นจังหวะ สีหน้าเคร่งขรึมขึ้น "ผมเกรงว่าถ้าปล่อยไว้โดยไม่มีครูบาอาจารย์คอยชี้แนะ มันอาจจะหลงทางหรือเป็อันตรายจากสิ่งที่มันมองไม่เห็นได้ขอรับ... ผมจึงอยากฝากมันไว้ให้หลวงปู่ช่วยขัดเกลา สั่งสอนวิชาป้องกันตัว และธรรมะให้มันหน่อยขอรับ"
หลวงปู่คงขยับแว่นสายตา จ้องมองกันต์เขม็ง
วินาทีนั้น... กันต์รู้สึกเกร็งไปทั้งตัว ขนลุกซู่ั้แ่ท้ายทอยลามไปถึงตาตุ่ม เหมือนกำลังถูกเครื่องสแกนกรรม MRI ตรวจเช็คประวัติอาชญากรรมทางจิต ท่านมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ไม่ใช่แค่มองตา... แต่มองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของิญญา ผ่านเปลือกนอกที่เป็เด็กชายไอ้จุก เข้าไปถึงจิติญญาของ 'กันต์' วิศวกรหนุ่มจากโลกอนาคต
ท่านนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
"จิตมันแปลก..." หลวงปู่พึมพำกับตัวเองเบาๆ "กระแสจิตมันหมุนติ้ว... เหมือนคนหลงยุคหลงสมัย... วุ่นวายสับสน ร้อนรนเหมือนไฟ แต่ลึกๆ มีความดีงามซ่อนอยู่... แถมยังมี 'ของเก่า' ติดตัวมาเยอะนี่หว่า ไอ้เด็กคนนี้"
"เข้ามาใกล้ๆ สิไอ้หนู" ท่านกวักมือเรียก
กันต์ค่อยๆ คลานเข้าไปจนชิดตักหลวงปู่ กลิ่นหอมจางๆ ของชานหมาก ยานัตถุ์ และกลิ่นจีวรเก่าๆ ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด เหมือนได้กลับไปหาปู่ที่บ้านนอก หลวงปู่ล้วงมือเข้าไปในอังสะ หยิบ 'ลูกอมชานหมาก' ก้อนกลมๆ ที่ปั้นจนแข็งโป๊กออกมาวางบนมือกันต์
"เอานี่ไป... ของรับขวัญศิษย์ใหม่ เก็บไว้ให้ดี อย่าให้หาย มันจะช่วยเตือนสติเอ็ง"
"กราบขอบพระคุณจ้ะหลวงปู่!" กันต์ก้มกราบด้วยความซาบซึ้ง รับรู้ได้ถึงความเมตตาที่แผ่ออกมาจากมือเหี่ยวๆ คู่นั้น
"เออ... อยู่ที่นี่ก็ทำตัวให้มันดีๆ" หลวงปู่หันไปบอกขุนแผน "ข้ารับมันไว้... เอ็งวางใจเถอะ ส่วนเอ็ง... รีบไปทำธุระของเอ็งเถอะ ไอ้แก้ว... แผ่นดินกำลัง้าคนอย่างเอ็ง ศึกทางเหนือยังไม่จบสิ้นใช่ไหม?"
"ขอรับหลวงปู่"
ขุนแผนกราบลาอาจารย์เป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะลุกขึ้นเต็มความสูง แล้วหันมาหากันต์ แววตาคมเข้มฉายแววห่วงใยลึกซึ้งอย่างที่หาได้ยาก
"ข้าไปล่ะไอ้จุก..." ขุนแผนวางมือหนาบนหัวกันต์ ตบเบาๆ สองสามทีแต่หนักแน่น "ตั้งใจฝึก... วิชาที่ข้าเคยเรียน เอ็งต้องเรียนให้หมด... ข้าให้เวลาเอ็ง ๑ ปี ถ้าข้าเสร็จธุระราชการเมื่อไหร่ จะกลับมาทดสอบเอ็งด้วยตัวเอง"
"หมดเลยเหรอจ๊ะท่านขุน?" กันต์หน้าซีดเผือด "รวมถึงวิชา... เอ่อ... ย่างกุมาร ผ่าท้อง... พวกนั้นด้วยไหมจ๊ะ?"
"ทุกอย่าง!" ขุนแผนยิ้มเหี้ยมเกรียมแววตาวาวโรจน์ "เตรียมใจไว้เถอะ เป็ศิษย์ขุนแผน มันต้องเก่งให้ได้ครึ่งหนึ่งของข้า! อย่าให้เสียชื่อกู!"
ขุนแผนจากไปแล้ว... เสียงกีบม้าสีหมอกค่อยๆ แ่จางหายไป ทิ้งกันต์ไว้กับหลวงปู่คง และกองใบมะขามมหาศาลที่ปลิวว่อนตามลม
"เอาล่ะ..." หลวงปู่ยิ้มตาหยี แต่เป็รอยยิ้มที่กันต์รู้สึกหนาวสันหลังวาบ "เริ่มจากกวาดลานวัดให้สะอาดทุกซอกทุกมุมก่อน แล้วค่อยมาคุยเื่วิชา... ปฏิบัติ!"
...
หลักสูตรนรกฉบับวัดแค... ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง
หลังจากขุนแผนควบม้าจากไป ชีวิตของ 'ไอ้จุก' หรือกันต์ วิศวกรหนุ่มจากโลกอนาคต ก็เข้าสู่โหมด Boot Camp ฝึกทหารเกณฑ์ผสมโรงเรียนไสยเวทย์ฮอกวอตส์ (ฉบับ Hardcore) อย่างเต็มรูปแบบ
หลวงปู่คง ท่านไม่ได้ใจดีเหมือนหน้าตาเลยสักนิด ท่านคือครูฝึกโหดที่ซ่อนอยู่ในคราบนักบุญ ท่านประกาศกร้าวั้แ่วันแรกว่า...
"เอ็งมีเวลาแค่ ๑ ปี... ข้าจะอัดวิชาที่ขุนแผนมันใช้เวลาเรียน ๑๐ ปี ให้เอ็งรู้แจ้งภายในปีเดียว ถ้าทำไม่ได้ ก็อย่าเรียกข้าว่าครู! และอย่าหวังจะได้ก้าวขาออกจากวัดนี้!"
[เดือนที่ ๑ - ๓ : นรกบนดิน]
สามเดือนแรก คือ่เวลาที่กันต์อยากจะกัดลิ้นตัวเองตายวันละสามรอบ กิจวัตรประจำวันเริ่มั้แ่ไก่ยังไม่ทันโห่ (ตี ๔) ขณะที่คนอื่นยังนอนหลับฝันดี กันต์ต้องตื่นมานั่งสมาธิหน้ากุฏิ ยุงตัวเท่าแมลงวันรุมกัดห้ามตบ คันยิบๆ ห้ามเกา ขาเหน็บกินจนไร้ความรู้สึกเหมือนขาขาดไปแล้วก็ห้ามขยับ
ถ้าขยับเพียงนิดเดียว...
เพี๊ยะ!
ไม้เรียวหวายลงอาคมของหลวงปู่จะฟาดลงที่แผ่นหลังทันที แม่นยำราวกับจับวาง แสบซ่านไปถึงทรวงใน
"จิตเอ็งมันวอกแวก! เหมือนลิงหลอกเ้า!" หลวงปู่ดุเสียงดังลั่น "รวมสมาธิไว้ที่ลมหายใจ! ตามดูลมเข้า... ลมออก... อย่าคิดเื่อื่น! อย่าคิดถึงข้าวเช้า! อย่าคิดถึงบ้าน!"
่สายคือการฝึก "คงกระพันชาตรี" และ "ฟันดาบ" กันต์ต้องท่องคาถาปลุกเสกตัวเองซ้ำๆ เป็พันจบ ท่ามกลางแดดเปรี้ยงๆ ของเมืองสุพรรณ
"นะโมพุทธายะ... มะอะอุ... นะมะพะทะ..."
ท่องผิดคำเดียว... โป๊ก! มะเหงกเขกกลางกบาลจนหัวปูด ท่องถูกแต่จิตไม่นิ่ง... ปึก! ไม้เท้าเคาะหัวไหล่จนทรุด
"หลวงปู่จ๋า... ผมเจ็บจนจะตรัสรู้ได้แล้วนะจ๊ะ" กันต์โอดครวญ ร่างกายระบมไปหมดทั้งตัว มีแต่รอยฟกช้ำดำเขียว มือไม้แตกยับย่นจากการกำดาบไม้ฟันต้นกล้วยวันละห้าร้อยต้น
"เจ็บกายให้มันจำ! พอเจ็บจนชิน จิตมันจะแยกออกจากกายเอง!" หลวงปู่สอนเสียงเข้ม "ถ้าเอ็งยังยึดติดว่าเจ็บ เอ็งก็ไม่มีวันหนังเหนียว!"
่นี้กันต์ท้อแท้ทุกวัน ตกกลางคืนเขาแอบไปนั่งกอดดาบเก่า (ลุงมั่น) ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ใต้ถุนกุฏิ
"ลุง... ผมไม่ไหวแล้วว่ะ กลับบ้านก็ไม่ได้ ฝึกก็โหดฉิบหาย ผมมันคนธรรมดานะเว้ย ไม่ใช่ยอดมนุษย์ ไม่ใช่ The Chosen One ที่ไหน มาฝึกอะไรบ้าบอแบบนี้"
"อดทนไอ้หนู..." เสียงลุงมั่นดังขึ้นในหัว ปลอบโยนอย่างเข้าใจ "เหล็กกล้ามันต้องผ่านไฟร้อนๆ ต้องผ่านการทุบตีด้วยค้อนหนักๆ ถึงจะเป็ดาบคมที่แข็งแกร่ง... เอ็งกำลังถูกทุบอยู่ อดทนรอวันที่เอ็งจะเป็ดาบชั้นยอด"
[เดือนที่ ๔ - ๖ : คลื่นความถี่แห่งเวทมนตร์]
เข้าสู่เดือนที่สี่ ร่างกายของกันต์เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด... พุงกะทิจากการกินชาไข่มุกและหมูกระทะหายไป กล้ามเนื้อเริ่มขึ้นมัดเล็กๆ แน่นเปรี๊ยะ ิัที่เคยขาวซีดแบบคนยุคใหม่ที่อยู่แต่ห้องแอร์ เริ่มคล้ำแดดเป็สีน้ำผึ้งและกร้านขึ้น
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือ "จิต"
วันหนึ่ง ขณะกำลังนั่งสมาธิท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก จู่ๆ กันต์ก็รู้สึกถึงความ "นิ่ง" ท่ามกลางความวุ่นวาย
เสียงฝนที่เคยหนวกหู กลายเป็จังหวะดนตรีธรรมชาติ... ความหนาวเย็นที่เคยทรมานร่างกาย กลายเป็แค่ความรู้สึกทางกายภาพที่จิตเขาถอยออกมา "มองดู" อยู่เฉยๆ ไม่ได้ะโลงไปเล่นกับความเ็ปนั้น
'อ๋อ... มันเหมือนการจูนคลื่นวิทยุนี่หว่า'
กันต์คิดในใจอย่างตื่นเต้น สมองวิศวกรทำงานประสานกับไสยเวทย์ 'คาถาอาคมก็คือชุดคำสั่ง (Code) ... จิตคือตัวส่งสัญญาณ (Transmitter) ... เราไม่ต้องไปบังคับลมหายใจ แต่แค่ปรับจูนความถี่จิต (Frequency) ให้ตรงกับธรรมชาติ... เหมือน Resonance... พอความถี่ตรงกัน พลังงานก็จะไหลเข้ามาเอง!'
ทันทีที่ "จับทาง" (Catch the feeling) ได้ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
เมื่อหลวงปู่เดินมาหยุดข้างหลังและฟาดไม้หวายลงมาเต็มแรงเพื่อทดสอบ
ปึก!
ไม้หวายเด้งดึ๋งออกจากิักันต์ ราวกับตีลงบนยางรถยนต์ตันๆ! ไม่เจ็บ! ไม่แดง! ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน!
"เฮ้ย! ได้ผลว่ะ! ฟิสิกส์ควอนตัมแห่งไสยเวทย์!"
กันต์ลืมตาโพลงด้วยความตื่นเต้น หลวงปู่ยิ้มมุมปาก พยักหน้าเบาๆ ด้วยความพอใจ
"เออ... เริ่มเป็งานแล้วนี่หว่า ไอ้มนุษย์อนาคต"
[เดือนที่ ๗ - ๑๒ : ภารกิจรักข้ามสายพันธุ์]
เมื่อเรียนรู้วิชาคงกระพัน มหาอุด และอาคมสายบู๊จนชำนาญ กันต์ก็เริ่มรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ทางของเขา เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นักฆ่า คืนหนึ่ง หลังจากนวดขาให้หลวงปู่เสร็จ กันต์ตัดสินใจพูดสิ่งที่อยู่ในใจ
"หลวงปู่จ๋า... ผมเรียนวิชาหนังเหนียว วิชาไล่ผีมาเยอะแล้ว แต่มันเจ็บตัวทั้งนั้นเลย... ผมไม่อยากเจ็บตัวแล้วจ้ะ"
"แล้วเอ็งจะเอาอะไร?" หลวงปู่ถามพลางเคี้ยวหมากหยับๆ
"ผมอยากได้วิชาที่แบบ... เดินไปไหนใครก็รัก ศัตรูกลายเป็มิตร ไม่ต้องรบราฆ่าฟัน... สาย Peace & Love น่ะจ้ะ หลวงปู่สอนวิชา 'เมตตามหานิยม' ขั้นสูงให้ผมหน่อยได้ไหมจ๊ะ?"
หลวงปู่นิ่งไปครู่หนึ่ง ท่านมองลึกเข้าไปในดวงตาของกันต์ แล้วยิ้มมุมปาก
"เอ็งนี่มันฉลาดแกมโกงจริงๆ ... ไอ้แก้วมันเน้นรบพุ่ง แต่มันก็เ้าชู้... ส่วนเอ็งไม่อยากสู้ แต่อยากให้คนรัก... เอ้า! ได้! ข้าจะสอนให้ แต่มีข้อแม้..."
หลวงปู่ชี้มือไปที่กรงไม้ไผ่ที่มุมห้อง ในนั้นมี 'หนูนา' ตัวหนึ่งวิ่งพล่านด้วยความกลัว
"วิชาเมตตาของข้า ไม่ใช่แค่ท่องคาถาเป่ามนต์แล้วสาวหลง..." ท่านเอ่ยเสียงขรึม "แต่มันคือการเปลี่ยน 'ศัตรู' ให้เป็ 'มิตร' เปลี่ยน 'เกลียด' ให้เป็ 'รัก' เปลี่ยนไฟให้เป็น้ำ"
"เอ็งจะสำเร็จวิชานี้ได้ ก็ต่อเมื่อ..."
หลวงปู่เว้นจังหวะ ผิวปากเรียกสัตว์เลี้ยงตัวโปรด วี๊ดวิ้ววว...
"เมี๊ยววว..."
'เ้าสีหมอก' แมววัดตัวใหญ่ั์ลายสลิด (ลายเสือ) รูปร่างกำยำ สีหน้าดุดัน เดินนวยนาดเข้ามา มันจ้องหนูในกรงเขม็ง หางสะบัดไปมา น้ำลายสอเตรียมจะขย้ำเหยื่อตามสัญชาตญาณนักล่า
"เอ็งต้องทำให้แมวกับหนูคู่นี้... รักกัน เลิกคิดฆ่าแกงกัน และนอนกอดกันได้โดยไม่กัด... เมื่อนั้นแหละ เอ็งถึงจะบรรลุวิชา! ข้าบอกไว้ก่อน วิชานี้จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อภูมิธรรมคนที่เอ็งใช้ด้วย ต่ำกว่าหรือเสมอกับเอ็ง"
กันต์อ้าปากค้าง ตาถลน
"โห... หลวงปู่! นี่มัน Mission Impossible นะจ๊ะ! มันผิดกฎธรรมชาติ! Food Chain ชัดๆ! แมวที่ไหนจะไปรักหนู!"
"ถ้าทำไม่ได้ ก็ไปฝึกหนังเหนียวต่อ! หรือไม่ก็กลับไปเป็กระสอบทรายให้ไอ้แก้วมัน!" หลวงปู่ยื่นคำขาด
[ปาฏิหาริย์แห่งเมตตา]
กันต์ไม่มีทางเลือก เขาเริ่มภารกิจด้วยความทุลักทุเล อาทิตย์แรก... เขาปล่อยหนูออกจากกรง ท่องคาถาใส่เ้าสีหมอก ผลคือเ้าสีหมอกกระโจนใส่ทันที! กันต์ต้องพุ่งตัวไปรับหนูไว้แทน จนโดนแมวข่วนแขนลายพร้อยได้เืซิบๆ
อาทิตย์ที่สอง... แขนกันต์เต็มไปด้วยรอยเล็บแมวและรอยฟันหนู แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้
เขาเริ่มเปลี่ยนวิธี... ไม่ใช่แค่ท่องคาถาปาวๆ แต่เขาใช้ "ใจ" สื่อสาร กันต์นั่งสมาธิ แผ่ความรักความเมตตาออกจากกลางอก จินตนาการเป็แสงสีชมพูอ่อนๆ ส่งไปให้สัตว์ทั้งสองตัว
"เ้าสีหมอก... เอ็งอิ่มทิพย์จากความรักของข้าแล้ว ไม่ต้องกินหนูหรอกนะ... กินปลาทูดีกว่า อร่อยกว่าเยอะ"
"เ้าหนู... พี่แมวเขาใจดี เขาไม่กัดเอ็งหรอก... เขาเป็พี่ชายเอ็งนะ..."
กันต์ทำแบบนี้ทุกวัน พูดคุย ลูบหัว ป้อนข้าวป้อนน้ำด้วยความรักที่บริสุทธิ์ ไม่มีเจตนาบังคับ
จนกระทั่ง... คืนพระจันทร์เต็มดวง
กันต์นั่งสมาธิอยู่กลางลานวัดใต้ต้นมะขามั์ โดยมีเ้าสีหมอกนอนหมอบอยู่ข้างซ้าย และเ้าหนูนานั่งสั่นงันงกอยู่ข้างขวา จิตของกันต์นิ่งสนิท ดิ่งลึกเข้าสู่สมาธิขั้นสูง เขาเปล่งวาจาคาถาออกมาแ่เบา แต่หนักแน่นด้วยพลังจิตที่สั่นะเืไปในอากาศ
"นะ เมตตา... โม กรุณา... พุท ปรานี... ธา ยินดี... ยะ เอ็นดู... สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงเป็สุขเป็สุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย..."
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไป... ลมพัดเอื่อยๆ หยุดนิ่ง ใบไม้หยุดไหวติง ความเงียบสงบที่แสนอบอุ่นแผ่ขยายออกไป
เ้าสีหมอกที่เคยจ้องหนูตาเป็มัน ค่อยๆ หรี่ตาลง... หูที่เคยตั้งชันลู่ลงด้วยความผ่อนคลาย มันค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปหาเ้าหนูช้าๆ ... กันต์กลั้นหายใจ เตรียมพุ่งเข้าไปขวาง
แต่ทว่า...
แผล่บ... แผล่บ...
ลิ้นสากๆ ของเ้าแมวสลิด ค่อยๆ เลีย ที่หัวของเ้าหนูเบาๆ อย่างอ่อนโยน ราวกับแม่แมวเลียลูกน้อย!
เ้าหนูที่เคยกลัวสุดขีด ค่อยๆ หยุดสั่น... มันััได้ถึงความปลอดภัยและไออุ่น จึงค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปซุกที่พุงนุ่มๆ ของเ้าแมว แล้วหลับตาพริ้มไปด้วยกัน ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา
"สำเร็จ!"
กันต์ลืมตาขึ้นเห็นภาพนั้น ยิ้มกว้างทั้งน้ำตาแห่งความปิติ "หลวงปู่! หลวงปู่จ๋า! ผมทำได้แล้ว! Tom & Jerry รักกันแล้วจ้ะ!"
หลวงปู่คงเดินลงมาจากกุฏิ มองภาพปาฏิหาริย์นั้นด้วยความทึ่ง
"เก่งมากไอ้จุก... เอ็งทำในสิ่งที่ยากที่สุดได้แล้ว หัวใจของวิชาเมตตา คือการมองข้ามความเป็ศัตรู... เอ็งบรรลุแล้ว"
นับแต่นั้นมา กันต์ก็กลายเป็ศิษย์เอกสายเมตตา ความสัมพันธ์ของปู่หลานก็แน่นแฟ้นขึ้น กันต์คอยบีบนวด เล่าเื่ตลกจากโลกอนาคตให้ฟัง จนกุฏิไม้เก่าๆ ที่เคยเงียบเหงา เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของคนต่างวัย
...
ครบกำหนด ๑ ปี... วันแห่งการทดสอบ
วันหนึ่ง เสียงกีบม้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นหน้าวัด ขุนแผนขี่ม้าสีหมอกกลับมาที่วัดแคจริงๆ ตามสัญญา แม่ทัพหนุ่มดูภูมิฐานขึ้น รัศมีจับตายิ่งกว่าเดิม แต่แววตายังคงดุดันคมกริบเหมือนเดิม
"ครบปีแล้ว... ไหนขอดูน้ำยาหน่อยซิ ว่าอาจารย์ข้าสอนลิงกังอย่างเอ็งไปถึงไหนแล้ว"
ขุนแผนะโลงจากม้า ชัก ดาบฟ้าฟื้น ออกมา (แต่ยังไม่ถอดฝัก) ชี้หน้ากันต์
"เข้ามา! ใช้ทุกอย่างที่เอ็งเรียนมา... เล่นงานข้าให้โดนสักแผล! ถ้าทำไม่ได้ ข้าจะหวดให้ก้นลาย!"
กันต์ยิ้มกว้าง เดินออกมายืนประจันหน้า แววตาไม่มีความกลัวหงอเหมือนวันแรกที่เจอกัน แต่กลับเต็มไปด้วยความสงบ
"ได้จ้ะอาจารย์... แต่ผมบอกก่อนนะ ผมสาย 'เมตตา' นะจ๊ะ ไม่เน้นรุนแรง เน้นสันติวิธี"
"อย่ามาพูดมาก! ย้ากกก!"
ขุนแผนพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง ฟาดฝักดาบใส่ลำตัวกันต์!
กันต์ไม่ได้ะโหลบ ไม่ได้ยกดาบขึ้นรับ แต่เขา 'ยิ้ม' และจ้องตาขุนแผนเขม็ง ปากขมุบขมิบท่องคาถา 'นะจังงัง' ผสม 'เมตตาใหญ่' ส่งคลื่นความถี่จิตกระแทกใส่อีกฝ่าย
"นะระงับ... ดับโทสะ..."
วูบ!
จังหวะที่ฝักดาบจะฟาดโดนไหล่ ขุนแผนชะงักกึก! เหมือนโดนปุ่ม Pause หยุดเวลา! มือไม้แข็งเป็หิน จิตสังหารที่พุ่งพล่านหายวูบไปชั่วขณะ กลายเป็ความงุนงง
จังหวะนั้นเอง แทนที่กันต์จะสวนหมัดหรือเตะ... เขาฉวยโอกาสพุ่งเข้าไป...
หมับ!
กันต์เข้าไป 'กอดขา' ขุนแผนแน่นราวกับตุ๊กแก! เอาหน้าถูไถกับขาแม่ทัพใหญ่!
"อาจารย์จ๋า! คิดถึ๊งคิดถึง! ไม่เจอกันตั้งปี หล่อขึ้นเป็กองเลยนะจ๊ะ! ดูสิกล้ามแน่นปั้ก! ซื้อขนมมาฝากศิษย์รักไหมจ๊ะ!"
ขุนแผนที่กำลังงงกับมนต์สะกด เจอท่าไม้ตายลูกอ้อนผสมกวนประสาทเข้าไป ถึงกับไปไม่เป็ ความโกรธหายวับไปทันที
"เฮ้ย! ปล่อยเว้ย! ไอ้ลูกหมานี่! ข้าจะมาทดสอบวิชาต่อสู้ ไม่ใช่ให้มาอ้อนเหมือนแมว!" ขุนแผนพยายามสะบัดขา แต่กันต์เกาะแน่นหนึบ
"ก็วิชานี้แหละจ้ะ ที่จะกู้โลก!" กันต์เงยหน้ายิ้มแฉ่ง "สู้ไปก็เจ็บตัว... ทำให้รักดีกว่านะจ๊ะอาจารย์ ชนะโดยไม่ต้องรบ คือยอดขุนศึกไงจ๊ะ!"
หลวงปู่คงที่นั่งดูอยู่บนกุฏิ หัวเราะชอบใจจนตัวงอ น้ำหมากกระจาย
"ฮ่าๆๆๆ! ยอมมันเถอะไอ้แก้ว! เอ็งสู้มันไม่ได้หรอก... มันไม่ได้เก่งกว่าเอ็งที่ฝีมือดาบ แต่มันเก่งกว่าที่ 'หัวใจ' มันครองใจคนได้... นี่แหละ ศิษย์เอกของเอ็ง!"
ขุนแผนถอนหายใจพรืด เก็บดาบเข้าเอว ส่ายหน้าอย่างระอาใจ แล้วเอามือขยี้หัวกันต์แรงๆ ด้วยความหมั่นไส้ระคนเอ็นดู
"เออ! ยอมแพ้! เอ็งมันกะล่อนได้โล่จริงๆ ... เก็บของซะไอ้จุก! ได้เวลาลงจากเขาไปลุยของจริงแล้ว! ศึกครั้งหน้าใหญ่หลวงนัก ข้า้าคนอย่างเอ็งไปช่วย!"
...
วาระแห่งการจากลา... น้ำตาลูกผู้ชาย
เมื่อถึงเวลาต้องไป แสงแดดยามบ่ายเริ่มคล้อยต่ำลง กันต์เดินขึ้นไปบนกุฏิไม้เก่าๆ ที่เขาอาศัยหลับนอนและร่ำเรียนมาตลอดหนึ่งปีเต็ม ทุกตารางนิ้วมีความทรงจำ
หลวงปู่คงนั่งรออยู่แล้ว ท่านยิ้มให้ด้วยความเมตตาเหมือนทุกวัน แต่วันนี้รอยยิ้มนั้นดูเศร้าลงเล็กน้อย แววตาของคนแก่ที่ต้องส่งลูกหลานออกจากบ้านฉายชัด
กันต์ทรุดตัวลงกราบแทบเท้าหลวงปู่... ก้มหน้านิ่งอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน ไหล่สั่นเทา ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมา
"เป็อะไรไปไอ้ทิด? จะไปรบทัพจับศึกแล้ว อย่าทำท่าเหมือนไก่หงอยสิวะ" หลวงปู่เอ่ยล้อเลียนเสียงแหบพร่า พยายามทำบรรยากาศให้สดใส
กันต์เงยหน้าขึ้น... น้ำตาลูกผู้ชายไหลพรากอาบสองแก้มอย่างไม่อายใคร
"หลวงปู่จ๋า... ผมไม่อยากไปเลย"
เสียงของเขาสั่นเครือสะอึกสะอื้น "อยู่ที่นี่มีความสุขดีแล้ว... ได้กวาดลานวัด ได้นวดขาหลวงปู่ ได้เล่นกับไอ้ด่าง ได้นั่งสมาธิ... ผมกลัว... กลัวว่าออกไปแล้วจะไม่ได้กลับมาอีก กลัวว่าจะไม่ได้เจอหลวงปู่อีก"
หนึ่งปีที่ผ่านมา วัดแคไม่ใช่แค่ที่ฝึกวิชา แต่มันคือ "บ้าน" หลังแรกในยุคอดีตที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยท่ามกลางความโหดร้ายของา และหลวงปู่คงก็เปรียบเสมือน "ปู่แท้ๆ" ที่เขารักสุดหัวใจ
หลวงปู่คงยื่นมือเหี่ยวๆ ที่สั่นเทาเล็กน้อยมาเช็ดน้ำตาให้ศิษย์รัก ัันั้นสากแต่โคตรอบอุ่น
"อย่าร้องไห้... ลูกผู้ชายน้ำตาตกในได้ แต่อย่าให้ใครเห็น" ท่านเอ่ยเสียงนุ่มนวล "นกปีกกล้าขาแข็ง ก็ต้องบินออกจากรังไปหาอาหาร... เอ็งมีหน้าที่ต้องทำ มีกรรมที่ต้องชดใช้... อยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ได้หรอก โลกข้างนอก้าเอ็ง"
"แต่ผมจะกลับมานะจ๊ะ!"
กันต์โผเข้ากอดขาหลวงปู่แน่น "เสร็จศึกเมื่อไหร่ ผมจะรีบกลับมา! จะมานวดให้หลวงปู่ทุกวันเลย! จะหาขนมอร่อยๆ มาฝาก! หลวงปู่ต้องรอนะจ๊ะ!"
"เออ... ข้าจะรอ" หลวงปู่ลูบหัวกันต์เบาๆ กลั้นน้ำตาตัวเองไว้ "ดูแลตัวเองให้ดี... ใช้วิชาที่ข้าให้ช่วยเหลือคน อย่ารังแกใคร... และจำไว้ ไม่ว่าเอ็งจะไปอยู่ที่ไหน จิตของข้าจะคุ้มครองเอ็งเสมอ... พระคุ้มครองนะลูก"
กันต์ก้มลงกราบแทบเท้าหลวงปู่อีกครั้ง นานเท่านาน เพื่อซึมซับไออุ่นสุดท้าย ก่อนจะตัดใจลุกขึ้น ปาดน้ำตา แล้วเดินลงจากกุฏิไปหาขุนแผนที่รออยู่
เขาหันกลับมามองหลวงปู่เป็ครั้งสุดท้าย... ภาพพระภิกษุชราที่ยืนเกาะระเบียงไม้โบกมืออยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ ช่างดูอ้างว้างจับใจ
"ลาแล้วจ้ะปู่... หลานคนนี้สัญญา จะเป็คนดีให้ปู่ภูมิใจ"
กันต์สูดหายใจลึก ะโขึ้นซ้อนท้ายม้าสีหมอก ม้าศึกร้องก้องก่อนจะทะยานออกไป ทิ้งวัดแคและร่มเงาไม้ไว้เื้ั...
พร้อมกับหัวใจดวงน้อยๆ ที่เติบโตขึ้น... จากเด็กหลงยุคขี้กลัว สู่ จอมขมังเวทย์หนุ่มผู้เปี่ยมด้วยเมตตา ที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ยิ่งใหญ่เบื้องหน้าแล้ว