ท่ามกลางพายุพิรุณสีหมึกที่สาดซัดลงมาจากฟากฟ้าอันมืดมิดกลิ่นอายแห่งความตายแผ่ซ่านปกคลุมทั่วบริเวณลานกว้างของหมู่บ้านอีกาดำหยาดน้ำฝนแต่ละหยดที่กระทบผืนดินราวกับเสียงกระซิบของภูตผีที่กำลังร่ำไห้บรรยากาศหนักอึ้งจนแทบจะบดขยี้กระดูกของมนุษย์ให้แหลกละเอียด แรงกดดันไร้รูปที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของหญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวซีดนั้นเปรียบดั่งขุนเขาไท่ซานที่ถล่มทับลงมากลางอก
หลินจิ่วเซิงยืนหยัดอยู่ท่ามกลางวงล้อมของซากศพนับร้อยที่กำลังคุกเข่าโขกศีรษะสองเท้าของเขาฝังลึกลงไปในโคลนตม พลั่วเหล็กดำในมือสั่นสะท้านไม่หยุดหย่อนมิใช่เพราะความหวาดกลัวทว่ามันกำลังสะท้อนรับกับคลื่นปราณมรณะที่รุนแรงจนห้วงมิติรอบด้านเกิดรอยปริแตกบางๆคล้ายกระจกที่ถูกทุบ เืสีสดหยดทะลักจากาแที่หัวไหล่ซ้ายทว่าเมื่อหยาดโลหิตัักับไอเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากร่างไร้หน้ามันกลับแข็งตัวกลายเป็ผลึกเกล็ดน้ำแข็งสีแดงฉานในชั่วพริบตา
“วิถีแห่ง์แปรเปลี่ยนวัฏสงสารพังทลาย...” หลินจิ่วเซิงพึมพำผ่านริมฝีปากที่แห้งผากดวงตาของเขาจดจ้องไปยังร่างที่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศแสงสีแดงที่เปล่งประกายจากรอยเย็บปริแตกบนใบหน้าของนางสาดส่องให้เห็นความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้งภายใน
ร่างของหญิงไร้หน้าค่อยๆขยับเคลื่อนไหว ชายกระโปรงสีขาวซีดสะบัดพลิ้วราวกับมีชีวิต แม้นางจะไร้ซึ่งดวงตาทว่าหลินจิ่วเซิงกลับััได้ถึงสายตาอันเย็นเยียบที่กำลังจ้องมองทะลุลงไปถึงส่วนลึกของจิติญญาเขาสายตานั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น ความโศกเศร้า และความปรารถนาอันแรงกล้าที่ถูกสะสมมาเนิ่นนานนับพันปี
ทันใดนั้นเสียงกระซิบที่เคยดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็เสียงสะท้อนที่ดังก้องไปทั่วทั้งฟ้าดินราวกับสรรพสิ่งกำลังเอื้อนเอ่ยแทนถ้อยคำของนาง
‘สายเืแห่งผู้ฝัง์...กลิ่นอายที่น่าชิงชัง...’
เสียงนั้นมิได้ผ่านเข้ามาทางหูแต่มันแทรกซึมเข้าไปในห้วงจิตโดยตรง ทุกถ้อยคำราวกับคมมีดที่กรีดเฉือนลงบนิญญาหลินจิ่วเซิงกัดฟันกรอด ข่มกลั้นความเ็ปที่แล่นปราดไปทั่วร่างเขาตระหนักดีว่าตัวตนของหญิงไร้หน้าเบื้องหน้านี้ มิใช่เพียงิญญาอาฆาตธรรมดาแต่นางคือตัวตนที่หลุดพ้นจากกฎเกณฑ์แห่งวัฏสงสารเป็ความผิดปกติที่์มิอาจทนรับได้
“เ้าเป็ใคร!เหตุใดจึงต้องสังเวยชีวิตผู้บริสุทธิ์ทั้งหมู่บ้านเพียงเพื่อลืมตาตื่น!”หลินจิ่วเซิงตวาดกร้าว เสียงของเขาแหบพร่าทว่าดุดันทรงพลังดั่งพยัคฆ์คำรามต้านพายุ
ร่างสีขาวซีดหยุดชะงักกลางอากาศรอยเย็บสีแดงบนใบหน้าที่ปริแตกเริ่มขยับกว้างขึ้น คล้ายกับรอยยิ้มอันวิปลาสเสียงหัวเราะแ่เบาดังแว่วมาตามสายลม เป็เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความยินดีมีเพียงความเย้ยหยันต่อสรรพสิ่ง
‘ผู้บริสุทธิ์? ฮ่าๆๆ...ในใต้หล้านี้ มีผู้ใดบ้างที่บริสุทธิ์? ์เบื้องบนทอดทิ้งมวลมนุษย์ผืนดินเบื้องล่างกลายเป็สุสานไร้ชื่อ สรรพชีวิตเกิดมาเพื่อรอวันดับสูญ...ข้าเพียงแต่มอบความหลุดพ้นให้แก่พวกมัน... ก่อนเวลาอันควรเท่านั้น’
คลื่นปราณมรณะระลอกใหม่ปะทุขึ้นจากร่างของนางห้วงอากาศรอบกายหลินจิ่วเซิงบิดเบี้ยวอย่างรุนแรงหยาดฝนสีดำที่ร่วงหล่นลงมาพลันหยุดนิ่งกลางอากาศก่อนจะแปรสภาพเป็หอกน้ำแข็งสีดำนับพันเล่มปลายแหลมคมพุ่งเป้ามายังร่างของเด็กหนุ่มผู้โดดเดี่ยว
‘และสำหรับเ้า...ทายาทสายเืผู้ฝัง์... การคงอยู่ของเ้าคือการหยามเกียรติแห่งอเวจี!จงมอบิญญาของเ้าให้แก่ข้า... เพื่อเติมเต็มความปรารถนาอันเป็นิรันดร์!’
สิ้นเสียงกระซิบอันเยียบเย็นหอกน้ำแข็งสีดำนับพันเล่มก็พุ่งทะยานเข้าใส่หลินจิ่วเซิงดั่งห่าฝนดาวตกเสียงแหวกอากาศดังกึกก้องราวกับัคำรามมิติรอบด้านถูกฉีกทึ้งจนเกิดเสียงหวีดหร้องแหลมเล็ก
“ความปรารถนาอันวิปลาสเช่นนี้ข้ามิอาจยอมรับ!”
หลินจิ่วเซิงคำรามลั่นในลำคอเขาตอกด้ามพลั่วลงบนผืนดินอย่างแรงพลังใจอันมุ่งมั่นทะลวงผ่านขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ สองมือล้วงเข้าไปในอกเสื้อดึงเอายันต์สีเืออกมาห้าแผ่น นี่คือ 'ยันต์เบญจธาตุสยบิญญา'ซึ่งเป็มรดกตกทอดจากบรรพบุรุษตระกูลสัปเหร่อ เป็ยันต์ที่ต้องใช้เืแก่นแท้ของผู้ใช้วาดขึ้น
เขากัดริมฝีปากจนเืไหลซึมพ่นโลหิตสีแดงสดลงบนยันต์ทั้งห้าแผ่น
“เบญจธาตุหมุนเวียน ฟ้าดินเป็พยานหยินหยางสลับขั้ว สยบมารร้าย!”
ยันต์ทั้งห้าแผ่นพุ่งทะยานขึ้นสู่กลางอากาศเปล่งแสงสว่างเจิดจ้าห้าสีก่อนจะก่อตัวเป็ม่านพลังรูปครึ่งวงกลมครอบร่างของเขาเอาไว้
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
หอกน้ำแข็งสีดำนับพันพุ่งกระหน่ำชนม่านพลังอย่างบ้าคลั่งเสียงปะทะดังกัมปนาทะเืเลื่อนลั่นไปทั่วสารทิศม่านพลังเบญจธาตุสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แสงสว่างเริ่มหม่นหมองลงตามจำนวนการโจมตีหลินจิ่วเซิงกระอักเืออกมาคำโต ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับกระดาษ แม้ว่าวิชาสัปเหร่อจะทรงพลังแต่มันก็ต้องแลกมาด้วยพลังชีวิตของผู้ใช้ เมื่อต้องเผชิญกับพลังระดับตำนานเช่นนี้การป้องกันย่อมเป็เพียงการยื้อเวลา
‘ต่อต้านไปก็ไร้ประโยชน์...ดิ้นรนไปก็สูญเปล่า...’
เสียงกระซิบของหญิงไร้หน้าดังก้องขึ้นอีกครั้งพร้อมกับร่างของนางที่พุ่งทะยานลงมาจากกลางอากาศ รวดเร็วดั่งสายฟ้าสีดำนางยื่นมือที่เรียวยาวและขาวซีดราวกับศพออกมาปลายนิ้วทั้งห้าแปรเปลี่ยนเป็กรงเล็บสีดำสนิทที่แหลมคมดั่งดาบวิเศษหมายจะทะลวงเจาะหัวใจของเด็กหนุ่ม
วินาทีแห่งความเป็ความตายหลินจิ่วเซิงเบิกตากว้าง สัญชาตญาณเอาตัวรอดผลักดันให้เขาเคลื่อนไหวเขาดึงพลั่วเหล็กดำขึ้นจากพื้น หมุนตัวเบี่ยงหลบกรงเล็บมฤตยูไปได้อย่างฉิวเฉียดทว่าความเร็วของหญิงไร้หน้านั้นเหนือล้ำเกินจินตนาการกรงเล็บของนางเฉือนผ่านเสื้อผ้าและิับริเวณหน้าอกของเขา ทิ้งรอยแผลลึกห้าสายเืสีแดงสดพุ่งทะลักออกมา
ความเ็ปแสนสาหัสแล่นปราดเข้าสู่สมองทว่าหลินจิ่วเซิงกลับกัดฟันข่มมันไว้ เขาใช้จังหวะที่นางพุ่งผ่านร่างพลิกแพลงกระบวนท่า ใช้ด้ามพลั่วฟาดเข้าที่กลางหลังของร่างสีขาวซีดอย่างสุดแรง
เปรี้ยง!
เสียงปะทะดังสนั่นราวกับฟ้าผ่าร่างของหญิงไร้หน้ากระเด็นออกไปหลายจั้งทว่านางกลับชะงักฝีเท้าและพลิกตัวกลางอากาศ ร่อนลงแตะพื้นอย่างนิ่มนวลราวกับขนนกที่ร่วงหล่น การโจมตีที่รุนแรงของเขาไม่อาจสร้างาแใดๆให้แก่นางได้เลยแม้แต่น้อย
‘น่าประทับใจ...ทักษะการต่อสู้ของเ้ามิเลว... ทว่าต่อหน้าพลังแห่งอเวจีมันเป็เพียงการละเล่นของเด็กอมมือ’
นางยกมือขึ้นลูบรอยเย็บที่ปริแตกบนใบหน้าของตนเองช้าๆ เืสีดำไหลซึมออกมาจากรอยแยกนั้น ส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
‘เ้าไม่เคยสงสัยบ้างหรือ...ว่าเหตุใดสายเืของเ้าจึงถูกขนานนามว่า ผู้ฝัง์?เหตุใดตระกูลของเ้าจึงต้องแบกรับภาระหน้าที่อันหนักอึ้งในการส่งิญญาคนตายและสยบมารร้าย?’
คำถามของนางราวกับลิ่มที่ตอกลึกลงไปในจิตใจของหลินจิ่วเซิงเขามองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน
‘เพราะบรรพบุรุษของพวกเ้า...คือผู้ที่ทรยศต่อกฎแห่ง์! พวกมันขโมยความลับแห่งความเป็และความตายนำพาสรรพสิ่งไปสู่ความโกลาหล... และข้า... คือผลพวงแห่งความผิดพลาดนั้น!’
คลื่นความโกรธเกรี้ยวอันมหาศาลปะทุขึ้นจากร่างของหญิงไร้หน้าห้วงมิติรอบด้านบิดเบี้ยวจนมองเห็นภาพซ้อนทับกันซากศพของชาวบ้านที่คุกเข่าอยู่รอบๆ เริ่มลุกขึ้นยืนอีกครั้งดวงตาสีเขียวเรืองรองของพวกมันจ้องมองมาที่หลินจิ่วเซิงด้วยความอาฆาตแค้น
‘ความปรารถนาของข้า...คือการทำลายล้างสายเืของพวกเ้าให้สิ้นซาก!ลบเลือนตัวตนของผู้ฝัง์ออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์! และเ้า... จะเป็ศพแรก!’
สิ้นคำรามกองทัพซากศพนับร้อยก็พุ่งทะยานเข้าใส่หลินจิ่วเซิงดั่งคลื่นั์สึนามิที่บ้าคลั่งหญิงไร้หน้าทะยานขึ้นสู่กลางอากาศอีกครั้งรวบรวมพลังปราณมรณะไว้ที่ฝ่ามือทั้งสองข้างก่อตัวเป็ลูกทรงกลมสีดำสนิทที่แผ่รังสีทำลายล้างออกมาอย่างรุนแรง
หลินจิ่วเซิงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของความตายเืจากาแไหลอาบร่าง ทว่าดวงตาของเขากลับปราศจากความหวาดกลัวมีเพียงความเด็ดเดี่ยวและแน่วแน่ที่เปล่งประกายเจิดจ้า
"หาก์ตาบอด...หากผืนดินคือสุสาน... ข้าก็จะขอเป็ผู้ฝังความอยุติธรรมนี้ด้วยมือของข้าเอง!"
เขาปักพลั่วลงดินอีกครั้งล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ดึงเอายันต์สีทองแผ่นหนึ่งออกมา มันคือ'ยันต์เทวะ์า' ซึ่งเป็ไพ่ตายชิ้นสุดท้ายของตระกูลยันต์ที่ต้องแลกมาด้วยอายุขัยของผู้ใช้
หลินจิ่วเซิงกัดปลายนิ้วจนเืไหลซึมวาดลวดลายสัญลักษณ์โบราณลงบนยันต์อย่างรวดเร็วแสงสีทองสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิดราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังจะทอแสงในยามรุ่งอรุณ
การต่อสู้ระหว่างผู้ฝัง์คนสุดท้ายและหญิงไร้หน้าผู้แบกรับความแค้นนับพันปี... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น!