บรรยากาศที่โถงทางเดินนอกห้องรับแขกยังคงอาบชโลมไปด้วยแสงสีเหลืองนวลจากโคมไฟคริสตัลระย้าบนเพดานสูงที่สาดส่องลงมากระทบผนังและพื้นกระเบื้องหินอ่อนด้านล่างแสงนวลตานั้นทำให้ภาพตรงหน้าดูนุ่มนวล สวนทางกับอุณหภูมิในตัวบ้านที่เย็นเฉียบ
กึก… กึก… กึก…. เสียงฝีเท้าของสองร่างในชุดทนักเรียนที่กระทบลงบนพื้นดังสะท้อนเบาๆแต่ก้องกังวานไปในโถงทางเดินจนกระทั่งประตูไม้สีน้ำตาลเข้มบานเดิมที่ริวเคยผ่านเข้ามาในตอนแรกปรากฏขึ้นต่อหน้าอีกไม่ไกล
ทว่า...ในขณะที่ริวกำลังก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างปกติ ทันใดนั้น แขนของเขาก็ถูกมือหนาของคนที่เดินตามหลังดึงรั้งเอาไว้ก่อนที่ร่างโปร่งบางของเด็กหนุ่มก็ถูกดันให้แผ่นหลังชิดติดกับผนังและในเสี้ยววินาทีที่ริวเงยหน้าขึ้น
.
.
.
.
จุ๊บ!
.
.
.
.

ริมฝีปากของเขาก็ชนเข้ากับริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างจังธันวาจงใจโน้มใบหน้าเข้ามาประชิดจนไร้ช่องว่างจากสัมผัสแผ่วเบา ทว่าเนิ่นนานบนริมฝีปาก
ริวหนุ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นหวานละมุนของไวน์แดงที่ปนเปลอมากับลมหายใจอุ่นๆของรุ่นพี่ตรงหน้าและมันทำให้เขาตาค้างไปชั่วขณะ สมองขาวโพลน เขาไม่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไรแต่ไม่รู้ทำไม… หัวใจที่เคยเต้นปกติตอนนี้กลับกระหน่ำเต้นรัวๆขึ้นมา
เพียงไม่กี่วินาทีร่างสูงกว่าก็ค่อยๆผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่งปลายนิ้วยาวหนาๆของธันวายื่นมาเขี่ยปอยผมที่ปรกดวงตาของเด็กหนุ่มตรงหน้า บังคับให้ดวงตาคู่นั้นของเด็กหนุ่มประสานเข้ากันกับสายตาของเขาตรงๆแล้วจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา แต่ฟังดูนุ่มนวลในเวลาเดียวกัน
“กลับห้องดีๆล่ะ...อย่าบอกคนขับรถให้จอดแวะที่อื่นเด็ดขาดนะ”
ริวหน้าร้อนผ่าวรีบเบนสายตาหลบสายตาคมคู่นั้นทันที “ครับ...” เขารีบตอบรับเสียงแผ่วในลำคอ
จากนั้นเด็กหนุ่มก็รีบหันกายกลับแล้วก้าวฉับๆเดินออกจากประตูคฤหาสน์ไปทันทีท่ามกลางความสับสนในใจริวพยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะฤทธิ์ของไวน์ก็เท่านั้น และสลัดความคิดที่ฟุ้งซ่านออกจากหัวขณะที่เดินตรงไปยังรถที่จอดรออยู่
ทางฝั่งของธันวา... เขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหนสายตาคมทอดมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มหน้าซื่อที่ก้าวเดินจากไปจนกระทั่งร่างนั้นหายวับออกไปนอกประตูบานใหญ่
ชายหนุ่มยกปลายนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆพลางคลี่ยิ้มบางๆ... มันไม่ใช่ความเมา แต่ทว่าเขารู้ตัวดี ในใจของชายหนุ่มรู้สึกเอ็นดูและถูกชะตาเด็กคนนี้มากเป็นพิเศษเสมือนว่าริวคือคนเดียวที่ก้าวเข้ามาในโลกมืดๆของเขาแล้วทำให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้จริงๆ
จากนั้นชายหนุ่มละสายตาจากบานประตูด้วยความรู้สึกอบอุ่นหัวใจที่ไม่ได้สัมผัสมานานแล้วหมุนตัวเดินแยกจากตรงนั้นกลับขึ้นห้องน้ำ เพื่ออาบน้ำเตรียมตัวเข้านอน
ภายในห้องน้ำกว้างขวางธันวาทิ้งตัวนอนแช่กายอยู่ในอ่างอาบน้ำหินอ่อนปล่อยให้ความอุ่นร้อนของน้ำช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดฤทธิ์ไวน์แดงในสายเลือดเริ่มเจือจางลง
นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเหม่อมองเพดานห้องน้ำก่อนจะหลับตาลงช้าๆ ทว่าสมองกลับไม่รักดี... มันเอาแต่ฉายภาพดวงตากลมโตที่สั่นไหวและความนุ่มหยุ่นจากสัมผัสแผ่วเบาที่ริมฝีปากตรงโถงทางเดินซ้ำไปซ้ำมาจนก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายแอบกระตุกเต้นผิดจังหวะ
แต่แล้ว... จู่ๆคำพูดสุดท้ายของริวเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมของครอบครัวก็แล่นวาบเข้ามาในหัว
ในวันที่พ่อแม่ของผมตายทุกอย่างเกิดความผิดพลาดจากการแสดงมายากล... และถูกสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ...
คิ้วเข้มของประธานหนุ่มขมวดเข้าหากันฉับพลันนัยน์ตาคมเบิกขึ้นท่ามกลางความเงียบ บรรยากาศรอบตัวดูเหมือนจะเย็นเยียบขึ้นมาดื้อๆชายหนุ่มรู้สึกคุ้นเคยกับเรื่องราวนี้อย่างบอกไม่ถูก
ธันวาพยายามขุดลึกลงไปในความทรงจำวัยเด็กอันเลือนราง...มีอยู่ครั้งหนึ่งในตอนที่เขายังเด็ก ปู่พาเขาไปสถานที่จัดงานรื่นเริงเพื่อทำการค้าธันวาที่ไม่มีอะไรทำจึงไปนั่งดูการแสดงมายากลเพื่อฆ่าเวลารอปู่
และในวันนั้นเอง...มันก็เกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นในโรงละครจนสถานการณ์โกลาหลวุ่นวายไปหมด
ตัวของธันวาในวัยเด็กไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรมากนักเขารู้เพียงแค่ว่าหลังจากเกิดเรื่อง ปู่ของเขาก็จัดการเคลียร์ทุกอย่างจนเรียบร้อยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืนนั้นมีใครบาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือเปล่า แต่สำหรับธันวาทุกอย่างก็ดูเหมือนจะถูกทำให้กลับมาเป็นปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แล้ว…ปมไฟไหม้คดีมายากลที่ริวพูด... มันจะเป็นเรื่องเดียวกันกับวันนั้นไหมนะ...
ทว่าด้วยความเหนื่อยล้าสะสมบวกกับสมองที่ยังตื้อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ธันวาจึงยังไม่อยากตีความหรือโยงเรื่องราวใดๆ ให้ลึกซึ้งในตอนนี้เขาเพียงแค่เก็บงำความบังเอิญอันน่าประหลาดนี้ไว้ในใจเงียบๆก่อนจะพ่นลมหายใจออกมายาวๆ
คงไม่ใช่หรอกมั้ง…
ชายหนุ่มบอกปัดความคิดฟุ้งซ่านก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นจากอ่าง หยิบผ้าเช็ดตัวมาสวมใส่เพื่อเตรียมตัวเข้านอน
ทางฝั่งของริวหลังจากรถหรูของคฤหาสน์ขับมาส่งเขาลงที่หน้าโรงเรียนตามเดิมเด็กหนุ่มก็เดินข้ามถนนไปยังฟุตบาทอีกฝั่งแสงไฟสีขาวสลัวจากเสาไฟริมทางสาดส่องลงมากระทบพื้นคอนกรีตนำทางให้ก้าวเดิน สายลมหนาวยามดึกพัดโชยมาปะทะร่างเบาๆบรรยากาศเงียบสงัดนี้ช่วยให้สมองที่หนักอึ้งผ่อนคลายลงได้บ้างเขาก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงจุดหมาย
ณหอพัก
อาคารสองชั้นสีขาวหม่นหมองปรากฏขึ้นเบื้องหน้าริวผลักประตูเข้าไปด้านในอย่างเงียบเชียบสายตาเหลือบมองซ้ายขวาเห็นผู้ดูแลหอพักนอนฟุบหลับคาโต๊ะเคาน์เตอร์ไปแล้วเด็กหนุ่มไม่ได้ใส่ใจอะไร เขาก้าวเท้าเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองตรงไปยังห้องพักส่วนตัวของตนเอง
ทันทีที่เปิดประตูเข้ามาในห้องริววางกระเป๋านักเรียนลงข้างหัวเตียงอย่างลวกๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนหงายบนฟูกเตียงขนาดพอดีตัวพลางถอนหายใจยาว
“เฮ้อ…”
นัยน์ตาสีเข้มใต้กรอบผมหน้ามองตรงไปยังเพดานสีขาวที่ว่างเปล่าทว่าความเงียบงันภายในห้องแคบๆช่วยดึงสติที่เคยกระเจิดกระเจิงจากสัมผัสอุ่นร้อนที่ริมฝีปากให้กลับคืนมา
เขานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์เมื่อครู่และประเมินสถานการณ์ในหัวอยู่ครู่หนึ่ง การที่เขาให้ธันวาเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในแผนการล้างแค้นครั้งนี้หากมองในมุมของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์...
มันถือว่าคุ้มค่ามากเพราะอำนาจของประธานสภานักเรียนจะกลายเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดีที่ทำให้ผมปลอดภัยจากออร์แกนและพวกลูกสมุนของเขา…
ทว่า... มีสิ่งหนึ่งที่ริวรู้ดีอยู่แก่ใจ
แต่… พี่ธันวาคงคุ้มกันผมจากยูริไม่ได้แน่ๆ
เมื่อนึกถึงชื่อของเด็กสาวโบว์แดงขึ้นมาหัวใจของเขาก็หล่นวูบด้วยความกังวลลึกๆ
หากผมเจอเข้ากับยูริทางเดียวที่เขาจะรอดได้คือต้องวิ่งไปหาแนนโน๊ะเหมือนครั้งก่อนๆ
แต่ก็… ใช่ว่าผมจะโชคดีแบบนั้นซะทุกครั้ง
แล้วทำไมต้องเป็นแนนโน๊ะด้วยล่ะ...
ริวขมวดคิ้วแน่น คำถามนั้นยังคงถูกถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจจนถึงตอนนี้เขาก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมเด็กสาวปริศนาคนนั้นถึงเป็นเพียงคนเดียวที่ยูริไม่กล้าฆ่าเขาต่อหน้า ทว่าเวลานี้...ไม่มีที่ว่างให้เขามานั่งหาคำตอบเรื่องนั้นอีกแล้ว
สิ่งที่เขาต้องโฟกัสคือแผนการล้างแค้นที่สั่งปิดคดีการตายของพ่อแม่เท่านั้น
เมื่อคิดได้แบบนั้นแล้วเด็กหนุ่มก็ตัดสินใจแล้วว่าหลังจากนี้เขาจะบอกข้อมูลให้รุ่นพี่ธันวารับรู้ด้วย...แต่เขาจะเลือกบอกแค่บางส่วนที่จำเป็นเท่านั้น เท่าที่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์ก็พอ
จากนั้นริวขยับตัวลุกจากเตียงนอนก่อนจะก้าวเดินไปหยิบผ้าขนหนูที่พาดวางไว้อยู่บนราวตากผ้าด้านนอกแล้วจึงปลีกตัวเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำและเข้านอน