“ท่านหัวหน้าจ้าว! เมื่อไม่กี่วันนี้เ้า อู่ อวี้ มันยังพิการอยู่เลย แต่เวลานี้มันกลับสามารถใช้มือเปล่า กับ พลังเถื่อนของมัน ทำลายต้นไม้ต้นใหญ่ขนาดนั้นได้ มันต้องโชคดีจนได้รับอะไรบางอย่างมาจากเทือกเขาหยานหลี่ของเราเป็แน่ มิเช่นนั้นแล้วมันคงไม่อาจแสดงเื่ปาฏิหาริย์เช่นนี้ได้แน่!” ผู้รับใช้ที่มีไฝเม็ดโตติดอยู่บนริมฝีปากของมันจนดูน่าขนลุก กำลังพูดยุแยงจ้าวชวนอยู่
“เ้าพูดถูก ข้าเองก็คิดเช่นนั้น!” จ้าวชวนตอบด้วยสายตาที่เปล่งประกายแห่งความยินดี และ ความตื่นเต้นออกมาจากดวงตาทั้งคู่ของมัน ผู้รับใช้รีบหันกลับไปหา อู่ อวี้ ทันที พร้อมกับล้อมตัวของเขาเอาไว้
“พวกท่าน้าสิ่งใด” อู่ อวี้ กวาดสายตาไปมามองพวกที่ล้อมตัวเขาอยู่ โดยเฉพาะจ้าวชวน ผู้ที่ทำให้เขากลายเป็แพะรับบาป เขาไม่มีวันลืมเหตุการณ์เมื่อ 10 วันก่อน มันทำให้เขาเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด!
“พวกข้าแค่อยากรู้เท่านั้น เ้าไม่พิการแล้วอย่างนั้นหรือ? เพราะเหตุใดเ้าถึงแข็งแกร่ง มีพลังเช่นนี้ได้? เ้าลอบเข้าไปในพื้นที่ของพวกข้า แล้วแอบขโมยเคล็ดการบ่มเพาะของเรามาใช่หรือไม่?”
จ้าวชวน นั่นเดิมนิสัยของเขาก็เป็คนต่ำช้าอยู่แล้ว เขาจึงกล้าที่จะกล่าวออกมาอย่างผ่าเผยเช่นนี้ ซึ่ง อู่ อวี้ รู้ดีว่าเ้าพวกนี้ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงอันมหาศาลของเขาภายในตัว พวกมันจึงอยากรู้ว่าเขาเปลี่ยนแปลงเช่นไรบ้าง หากสิ่งนั้นเป็ประโยชน์ต่อพวกมัน คนอย่างพวกมันจะไม่รีรอ ที่จะฉกฉวยมาเป็ของตนเอง
“อู่ อวี้ ไอ้เ้าหัวขโมยไร้ยางอาย! เ้าย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ รีบส่งของที่เ้าขโมยไปคืนกลับมาให้พวกข้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะไม่โต้เถียงกับเ้าให้มากความ เ้าควรจะรู้ว่าควรทำสิ่งใด” ดวงตาของจ้าวชวนหรี่เล็กลง แสดงถึงความโลภภายในตัวของมัน ๆ อยู่ในนิกายกระบี่์มาเป็เวลานานแล้ว หากมีโอกาสมันย่อมไม่ลังเลคว้าสิ่งนั้นมา ต่อให้ต้องฉกฉวย หรือ แย่งชิงก็ตาม มันจะต้องได้สิ่งนั้นมาให้จงได้
“ประการแรกข้าไม่เคยขโมยอะไรมา และประการที่สองข้าไม่มีอะไรต้องมอบให้แก่เ้า” อู่ อวี้ รู้ว่าพลังของจ้าวชวนอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 4 ซึ่งต่างจากตัวเขา 2 ขั้น นั่นหมายความว่าจ้าวชวนย่อมมีพลังมากกว่าเขาถึง 2 เท่า มีพลังเทียบเท่าอาชากับศึก 20 ตัว
“หัวหน้าจ้าวฆ่ามันเสียเลยจะได้จบๆ!” ผู้รับใช้ที่อยู่ข้างกายมันพูดขึ้น
“เอาอย่างที่เ้าว่า ข้าจะให้โอกาสเ้าสังหารมัน จัดการซะ!” จ้าว ชวนได้โบกมือออกไป เพื่อจะทำให้เห็นว่าเขาไม่ได้มีความอดทนมากนัก หากว่าอีกฝ่ายมีสมบัติอะไรบางอย่างจริง เขาจะต้องได้มันมาอยู่ในกำมือของตนให้จงได้
“ขอขอบคุณ ท่านหัวหน้าจ้าว!” ฉับพลัน ผู้รับใช้ร่างกำยำก็ม้วนตัวกระโจนเข้าใส่ อู่ อวี้ อย่างรวดเร็ว พลังรุนแรง และ ดุเดือดของพวกมันถาโถมเข้าหา อู่ อวี้ อย่างหนักหน่วง เห็นได้ชัดว่าพลังของพวกมัน เทียบเท่าอาชาศึกเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น ทว่ามันก็มากเพียงพอที่จะบดขยี้ต้นไม้ให้แหลกเป็เสี่ยง ๆ ลงได้!
“เหอะ!”
แม้ผู้รับใช้เหล่านี้จะมีพลังมากเพียงใดก็ตาม แต่ทุกการโจมตีของพวกมันกลับเต็มไปด้วยช่องโหว่ อู่ อวี้ วิ่งพุ่งตัวไปข้างหน้า กล้ามเนื้อของเขาโป่งพอง เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังมหาศาลทันใดนั้น! เขาก็เตะเข้าไปบนหน้าอกของผู้รับใช้คนหนึ่ง
* โครมมม!!! * ผลกระทบจากพลังมหาศาลนั้นได้สร้างรอยร้าว และ การแตกหักของกระดูกซี่โครง กระดูกซี่โครงยุบตัวลงในทันที ร่างของมันลอยกระเด็นไปตามพลังเตะ มันส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความเ็ปจวนเจียนใกล้ตาย อั่ก อั่ก โอ๊ยยยย 〜 〜
“แข็งแกร่ง!” จ้าวชวนรีบเข้าไปตรวจสอบคนที่ได้รับาเ็
“แค่มันได้สิ่งนั้นมา ก็ทำให้มันแข็งแกร่งมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ขณะที่มันกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ยังเหลือลูกน้องของมันอีก 4 คนที่ยังคงโจมตี อู่ อวี้ อยู่ แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในขั้นเดียวกันกับ อู่ อวี้ แต่เป็เพราะ อู่ อวี้ ได้ฝึกฝน ‘กายาเพชระ’ เขาจึงยืนหยัดรับหมัดได้อย่างไร้ปัญหา ผู้รับใช้ทุกคนถูกเขาโต้กลับได้ทุกกระบวนท่า จนในที่สุดพวกมันต้องถอยร่นกลับไป และ กระอักเืออกมาพร้อม ๆ กัน อั่ก พรวดดด!!! บางคนแขนขาหัก และ ไม่อาจลุกขึ้นยืนกลับมาได้อีกครั้ง บัดนี้เรี่ยวแรงของพวกมันไม่หลงเหลืออีกแม้แต่น้อย
“ถึงตาเ้าแล้ว!”
เพียงชั่วพริบตา เหล่าลูกน้องของ จ้าวชวนต่างพากันไปนอนกองบนพื้นกันหมด เหลือเพียงแค่จ้าว ชวน คนเดียวเท่านั้น ซึ่งในตอนนี้แววตาของ อู่ อวี้ ก็กำลังร้อนผ่าวไปด้วยไฟแผดเผาอันรุนแรง
การแก้แค้น ... อ๊ากกกกกก! มันช่างรู้สึกน่ายินดีอะไรเช่นนี้!
นับั้แ่์เมตตา ให้โอกาสข้าผู้นี้ได้เกิดใหม่อีกครั้ง ใยเขาต้องปราณี แล้วละเว้นความแค้น แก่ผู้กระทำชั่วช้าต่อเขาเมื่อครั้งอดีตด้วยเล่า? จ้าวชวนผู้นี้ไม่เพียงแต่จะทำให้เขาเกือบตาย แต่มันยังคิดชั่ว คิดจะแย่งชิงมรดกล้ำค่าที่เขาได้รับมา แล้วเหตุใดเขาต้องอ่อนข้อ ให้กับไอ้คนชั่วช้าเลวทรามพวกนี้ด้วย?
เหงื่อแสนเย็นเฉียบไหลลงมาจากใบหน้าของจ้าวชวน ไม่ใช่ว่าเขารู้สึกว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของ อู่ อวี้ แต่กระบวนท่าที่ อู่ อวี้ ใช้ออกมาในแต่ละครั้งนั้น มันดุดันและดูรุนแรงอย่างมากนั่นเอง จึงทำให้ จ้าวชวน ค่อนข้างจะที่เกิดความกลัวขึ้นมาเล็กน้อย
“หมัดัพยัคฆ์คำราม!”
อู่ อวี้ วิ่งพุ่งตัวไปข้างหน้า 3 ก้าว แต่ละก้าวเปี่ยมล้นไปด้วยพลัง ซึ่งเห็นได้ชัดจากร่องรอยที่ปรากฏอยู่บนพื้นดิน และ เมื่อก้าวที่ 3 มาถึง ทันใดนั้นพลังมหาศาลของพยัคฆ์ก็ปรากฏออกมาให้เห็น พลังของพยัคฆ์ถูกะเิออก พร้อมกับเสียงร้องคำรามดังกึกก้องกัมปนาท เสียงนั้นอัดกระแทกเข้าใส่หูของจ้าวชวนอย่างรุนแรง โฮกกกกกก!!!!!
เพียงแค่ชั่วพริบตา หมัดพยัคฆ์ก็มาถึงใบหน้าของจ้าวชวน บัดนี้ชะตาชีวิตของจ้าวชวนเสมือนกับตะเกียงที่ขาดน้ำมัน จ้าวชวนรีบชักกระบี่ของตนเองขึ้นมา เพื่อผลักให้ อู่ อวี่ ถอยร่นกลับไป
“เ้าคิดว่า จ้าวชวนผู้นี้ ซึ่ง...เป็ถึงผู้พิทักษ์ประตูของสวนสัตว์์ จะอ่อนแอเช่นนั้นหรือ?”
ในจิตใจของจ้าวชวน มีมากมายหลายวิธีที่จะสังหาร อู่ อวี้
“สังหารมันนนน!” เหล่าผู้รับใช้ที่นอนาเ็อยู่บนพื้นดินร้องะโขึ้นมาพร้อมกัน ด้วยความเกลียดชังต่อ อู่ อวี้ ที่อัดแน่นอยู่เต็มหัวใจของพวกมัน
“เ้ากล้าทำร้ายสหายร่วมงานของข้า จนพวกมันได้รับาเ็สาหัสเช่นนี้ ถือว่าสมควรตาย! วันนี้ข้าจะลงโทษเ้าแทนท่านซู ซ่างเซียนเอง เ้าจงชดใช้ด้วยชีวิต” จ้าวชวนกล่าวด้วยน้ำเสียงโเี้ กระบี่โลหะในมือของมัน เปล่งแสงเจิดจ้าท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรี สิ่งที่ปรากฏมันทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกเย็นเยือกเข้าไปจนถึงกระดูก
จ้าวชวนอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 4 แสดงว่ามันย่อมอยู่ขั้น 4 ของการสละร่างด้วย “ภายในแข็งแกร่ง” เท่ากับว่าอวัยวะภายในของมันจะแข็งแกร่งขึ้น หลังจากหลอมรวมกล้ามเนื้อไปแล้ว ลมหายใจขอมันยังคงสงบ และ ผ่อนคลาย เสียงที่เปล่งออกมาราวกับพยัคฆ์คำราม ราวกับว่ามันเป็าาอันยิ่งใหญ่แห่งพงไพร คู่ดวงตาที่คมกริบเย็นะเืกำลังจับจ้องเหยื่อ กระบี่โลหะแทนเขี้ยวอันแหลมคมของมัน
“แข็งแกร่ง” หากต่อสู้ด้วยวรยุทธเดิมที่เขามีอยู่ เขาคงเอาชนะจ้าวชวนได้ไม่ยากเย็นนัก แต่เวลานี้พลังของเขาไม่ได้เหมือนในอดีตแล้ว เท่ากับว่าจ้าวชวนแข็งแกร่งกว่าเขาถึง 20 อาชาศึก!
“ในเมื่อเ้าเป็ลูกกะจ๊อกของไอ้แก่ เสิ่น อู๋เต้า แสดงว่ามันย่อมรู้เห็นเื่ของเ้า ฉะนั้นหลังจากที่ฆ่าได้ปลิดชีพเ้าแล้ว ข้าจะไปถลกหนังดำ ๆ ของมัน ข้าจะบดกระดูกแล้วควักไส้ของมันออกมาให้แร้งกากิน!”
“คิดไม่ถึงว่าเ้าคนพิการอย่างมันจะเปลี่ยนแปลงได้มากขนาดนี้ แต่การที่มันได้มาพบเจอกับท่านหัวหน้าจ้าว ก็ถือว่าเป็โชคชะตาที่เลวร้ายยิ่งสำหรับมันแล้ว! หัวหน้าจ้าวอย่าด่วนสังหารมันเร็วเกินไปนัก พวกเราอยากเห็นมันทุรนทุรายจนอยากจะตายแต่ไม่สามารถตายได้!”
อู่ อวี้ ยังคงสงบเงียบ และ สุขุม นั่นก็เพราะว่าเขาตระหนักได้ว่าตนเองเป็ฝ่ายเสียเปรียบต่อ จ้าวชวนอยู่ แต่กระนั้น ด้วยสถานการณ์เช่นนี้เขาก็ไม่สามารถที่จะตายลงได้เด็ดขาด
* ชิ้ง ชิ้ง! *
กระบี่ยาวของจ้าวชวน กวัดแกว่งไปมาท่ามกลางความมืด ทุกการเคลื่อนไหวล้วนโเี้ กระหายโลหิต!
“เพลงกระบี่ยอดเยี่ยมของจ้าวชวนนี้ จัดอยู่ในขั้นกลาง ‘เพลงกระบี่ดอกแพร์พิรุณคลั่ง’ ผู้ที่สามารถฝึกฝนกระบวนท่านี้ได้ จำต้องเป็ผู้รับใช้ของศิษย์ชั้นสูงเท่านั้น ซึ่งภายในอาณาจักรบูรพาเย่ว อู่ กระบวนท่าขั้นกลางเช่นนี้อาจเป็สมบัติล้ำค่าของอาณาจักร แต่สำหรับนิกายกระบี่์แล้ว มันเป็เพียงแค่เศษขยะที่พวกเขาแสดงความเมตตาแก่ผู้รับใช้
“ความแข็งแกร่งของจ้าวชวน มีมากกว่าข้าสองเท่า อีกทั้งมันยังมีกระบวนท่าชั้นกลางอีกด้วย!”
อู่ อวี้ ไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยว่าการต่อสู้นี้มันจะอันตรายถึงขั้นวิกฤตเช่นนี้ ซึ่งการต่อสู้นี้สามารถชี้เป็ชี้ตายได้เลยว่าจะอยู่หรือจะไป
“ตายยยยซะ!”
ทันใดนั้นเอง จ้าวชวนก็พุ่งตัวใส่ อู่ อวี้ ยามเมื่อมันกวัดแกว่งกระบี่ เงากระบี่พลิ้วไหวอยู่ทั่วอากาศ พร้อมกับเจตนาฆ่ารุนแรงแผ่ออกมาอย่างน่าเหลือเชื่อ
“รุนแรงยิ่งนัก!”
กระบี่ของจ้าวชวนพุ่งตรงไปยังกลางหน้าผากของ อู่ อวี้
“หลบหลีก!”
ในมือของอู่ อวี้ ไร้ซึ่งอาวุธโต้กลับได้ หนทางเดียวที่มีอยู่นั่นก็คือการหลบหลีก เขารีบเข้าสู่กระบวนท่า ‘ก้าวปีศาจวานร’ เขาหลบหลีกได้อย่างรวดเร็ว แล้วพุ่งตัวเข้าไปในป่า แม้ตัวของเขาเองก็แทบไม่อยากจะเชื่อว่า กระบวนท่าก้าวปีศาจวานร จะมีประสิทธิภาพมากถึงเพียงนี้ ซึ่งมันได้ช่วยเขาหลบหลีก จากเพลงกระบี่ของจ้าวชวนได้หลายต่อหลายกระบวนท่า
“ไอคนพิการอย่างแกมันไม่มีฝีมืออะไรหรอก แกมันก็มีดีแค่หนีเท่านั้นแหละ!” จ้าวชวนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกอย่างที่สุด “ในเมื่อเป็สวะมาช้านาน เ้าก็จงเป็ต่อไปซะ”
* ฉัวะ ฉัวะ! *
กิ่งก้านสาขาของต้นไม้ถูกตัดด้วยคมกระบี่ของจ้าวชวน ใบไม้ และ กิ่งก้านปลิวว่อนตามสายลม ในที่สุดมันก็ร่วงลงสู่พื้น และ กระจัดกระจายไปทั่วพื้นดิน ร่องรอยของคมกระบี่ปรากฏอยู่บนกิ่งไม้ทุกกิ่งก้านเรียบเนียนไร้ที่ติ ซึ่งบ่งบอกถึงความชำนาญในเพลงกระบี่ของคนผู้นั้น
“ดอกแพร์ร่ายรำ!”
จ้าวชวนไล่ล่า อู่ อวี้ อย่างไม่ลดละ เงาของกระบี่กลายเป็ดอกแพร์เห็นได้อย่างเด่นชัด คลื่นกระบี่บดบังการมองเห็นของ อู่ อวี้ ยังคงใช้กระบวนท่าก้าวปีศาจวานรอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีบางกระบวนท่าของกระบี่ ที่หลุดรอดเข้ามาจนเกือบถึงตัวเขา ในระยะที่เรียกว่า แค่เส้นยาแดงผ่าแปด เวลานี้เขาไม่อาจทำสิ่งใดได้นอกจากหลบหลีก แล้วปล่อยให้จ้าวชวนไล่ล่าโจมตีตัวเขาต่อไป การหลบหลีกจากการโจมตีนี้แทบเป็ไปไม่ได้เลย หากเขาหลบหลีกไม่ทันท่วงที แขนของเขาคงถูกจ้าวชวนตัดจนขาดสะบั้น!
“เหอะ!”
จ้าวชวนผู้สงบนิ่ง บัดนี้มันไม่สงบนิ่งอีกต่อไป มันรีบพุ่งตัวไปข้างหน้า จากนั้นก็ใช้กระบี่เฉือนลงไปบนขาของ อู่ อวี้ ลึกเข้าไปจนถึงกระดูก จนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า * ฉัวะ!! *
หากสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่ากระดูกของ อู่ อวี้ มีแสงสีทองเปล่งประกายออกมา แท้จริงแล้วกระดูกของเขาได้กลายเป็ทองคำไปแล้ว ซึ่งในที่สุดกระดูกของเขาได้เปลี่ยนรูปแบบเป็เปลวเพลิงสีทอง หรือที่เรียกว่า ‘เพลิงสีทองผลาญกระดูก’ อย่างสมบูรณ์!
“วิเศษ เ้าอู่อวี้มันกำลังถอดใจแล้ว!” จ้าวชวนและคนอื่นๆ กำลังยิ้มขึ้นอย่างมีความสุข
“ตายซะ!”
จ้าวชวนพุ่งกระบี่ไปข้างหน้า โดยใช้กระบวนท่า ‘กระบี่ดอกแพร์พิรุณคลั่ง’ กระบี่มากมายพุ่งตกลงมาจากฟากฟ้า ราวกับหยาดพิรุณที่ร่วงหล่นลงมา เป้าหมายของมันคือศีรษะของ อู่ อวี้ เนื่องจากความรวดเร็ว กอปรกับการโจมตีแบบกะทันหัน ทำให้เขาไม่มีเวลามากพอที่จะชะลอความรุนแรง หรือ หลบหนีออกจากมัน เวลาการต่อสู้ผ่านไปได้ 2 ก้านธูปแล้ว ร่างของอู่ อวี้ เต็มไปด้วยาแ และ คราบเืเกรอะกรังทั่วกาย อาภรณ์ของเขาที่สวมใส่อยู่นั้น ราวกับว่ามันถูกย้อมด้วยสีแดงของโลหิต ทำให้จ้าวชวนเปล่งเสียงหัวเราะสุดอำมหิตออกมา
นับั้แ่ที่ อู่ อวี้ เริ่มถูกโจมตี สีหน้า และ ท่าทางของเขาไม่แสดงถึงความเ็ปแต่อย่างใด ราวกับว่าคนที่ได้รับาเ็นั้นไม่ใช่ตัวของเขา
แท้จริงแล้วจ้าวชวนไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า การต่อสู้ระหว่างมันกับ อู่ อวี้ จะยืดเยื้อมาถึง 2 ก้านธูป[1](#_ftn1)ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างประหลาดใจที่ยังเห็น อู่ อวี้ ยืนหยัดอยู่ได้
“ข้าคงต้องจบการต่อสู้ครั้งนี้เสียที.” จ้าวชวนแผ่รังสีกดดันออกมา เป็จังหวะเดียวกับที่เขาได้เพิ่มพลัง และ ความเร็วอัดเข้าไปในกระบี่ ซึ่งมันเกือบจะปลิดชีพของ อู่ อวี้ อีกครั้ง ระหว่างที่พวกเขาโจมตีเข้าใส่กันและกัน
สิ่งที่มันยังไม่ได้สังเกตเห็นนั่นก็คือ ภายในดวงตาของ อู่ อวี้ เปล่งประกายแสงสีทองออกมา
“เพลงกระบี่ทะลวงใจ!” จ้าวชวนพุ่งตัวไปข้างหน้า พร้อมกับกระบี่ที่ถืออยู่ในมือของมัน ท่าทางของมันราวกับอสรพิษที่กำลังพุ่งเข้าฉกหัวใจของ อู่ อวี้ เขารีบสร้างเกราะป้องกันขึ้นบริเวณหน้าอก ด้วยทักษะการควบคุมที่สมบูรณ์แบบ
ทันใดนั้นดวงตาของอู่ อวี้ ก็เกิดประกายแสงเจิดจ้าขึ้นมา ความเจิดจ้าของมันมากเสียจน ทำให้จ้าวชวนต้องหรี่ตาหลบ ในเวลานั้นยิ่งทำให้โทสะของเขาทวีคูณมากขึ้น อู่ อวี้ ร้องคำรามกึกก้องก่อนกระทำสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ฉับพลัน เขาใช้มือข้างซ้ายคว้ากระบี่ของจ้าวชวน เพื่อสกัดการโจมตีนั้นไว้
คมกระบี่เฉือนลึกเข้าไปในเนื้อ และ ิัของเขา จนมันแทบจะขาดออกจากกัน แต่น่าเสียดายที่ แม้กระบี่จะแหลมคมมากเพียงใด แต่มันก็ไม่สามารถตัดผ่านกระดูกของเขาได้ ต่อให้มันสามารถตัดผ่านเนื้อหนัง และ เส้นเอ็นของเขาได้ก็ตามที
หลังจากที่เขาต้องเผชิญกับราตรีแห่งการต่อสู้ เปลวเพลิงสีทองก็ถือกำเนิดขึ้นบนกระดูกของเขา ลึกลงไปภายใต้เนื้อหนัง
“ัฟ้าแหวกสมุทร!”
ในระหว่างจับกระบี่ของจ้าวชวนอยู่ เขารู้ดีว่าตนเองมีโอกาสเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หากการโจมตีครั้งนี้ไม่อาจสังหารจ้าวชวนได้ คงจะเป็ตัวเขาเองที่ต้องตาย!
* กรรรรร!!!!! *
เสียงคำรามของ อู่ อวี้ นั้นเต็มไปด้วยแรงโทสะมันคือเสียงคำรามของัที่สั่นะเืไปทั้งมหาสมุทร!
* ย๊ากกกก! *
อู่ อวี้ รีบคว้าโอกาสนี้ โจมตีเป็ครั้งที่ 2 เขาใช้มือข้างขวากำหมัดแน่น แล้วปล่อยกระบวนท่า หมัดัพยัคฆ์คำราม ออกไป โดยการโคจรลมปราณทั้งหมดไหลเวียนเข้ามารวมกันในจุดเดียว พลังเหล่านี้เขาได้สั่งสมมาเป็เวลา 2 ก้านธูปแล้ว และ เมื่อพลังของเขาะเิออก หมัดของเขาก็กลายเป็ัที่กำลังเกรี้ยวกราด พุ่งเข้าใส่ใบหน้าของจ้าวชวน ตู้ม!! ในตอนนี้มันอยู่ในสภาพเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ บัดนี้มือที่เคยกำฝักกระบี่เอาไว้แน่นก็เริ่มคลายลงในที่สุด และแล้วร่างของมันก็ทรุดลงไปกองกับพื้น
ปิดฉากการต่อสู้ด้วยการโจมตีเดียว!
“แฮ่ก แฮ่ก......” อู่ อวี้ หอบถี่
หลังจากจบการต่อสู้ สภาพของเขาไม่ได้ชวนมองนัก มือข้างซ้ายเกือบฉีกขาด และ มีาแอยู่ทั่วร่างกายของเขา กระบี่ของจ้าวชวนยังคงปักคามือของ อู่ อวี้ โลหิตสีแดงสดไหลลงอาบใบมีด
“ทันทีที่กระดูกของข้ามีเพลิงสีทองออกมา มันก็เป็สัญญาณว่าข้าได้มาอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 3แล้ว!”
การต่อสู้อันแสนตื่นเต้นของเขาในวันนี้ มันได้สั่งสมประสบการณ์ และ ความชำนาญของเขาให้มีมากขึ้น ควบคู่ไปกับประสบการณ์ในอดีต เช่นเดียวกับจ้าวชวนที่เหมือนมาช่วยให้เขาเข้าถึงขั้น 3 ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แล้วมันก็คือเหตุผลว่าทำไม ตัวเขาถึงสามารถเอาชนะจ้าวชวนได้
แท้จริงแล้วในวันนี้ เขาไม่ปรารถนาจะสังหารผู้ใด แต่เพราะจ้าวชวนนั้นบีบบังคับให้เขาไร้ซึ่งทางเลือก ในนิกายกระบี่์มีกฎข้อห้ามข้อ 1 ว่า เหล่าผู้รับใช้ห้ามเข่นฆ่ากันเอง หากผู้ใดฝ่าฝืนกฎ มันผู้นั้นจะได้รับโทษทัณฑ์อย่างหนัก
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นโดยใช้เวลาเพียงแค่ 2 ก้านธูป เดิมทีจ้าวชวนมีอำนาจเหนือผู้รับใช้ทั้งมวล แต่ทันทีที่ อู่ อวี้ ต่อสู้แบบแลกชีวิต โดยใช้มือเปล่าสกัดกั้นกระบี่ของจ้าวชวน จากนั้นเขาก็โต้กลับ และ ปลิดชีพมัน ด้วยหมัดที่ชกเข้าใส่ศีรษะ
“หัวหน้าจ้าวววว ...”
ผู้รับใช้ทั้งหมดตกตะลึงกับภาพที่เห็น ใบหน้าของพวกมันซีดเผือดไร้ซึ่งสีเื ขณะจ้องมองไปยังร่างของ อู่ อวี้ ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ จ้าวชวนเป็ทั้งลูกพี่ และ หัวหน้าที่พวกมันให้ความเคารพนับถือเป็อย่างยิ่ง แต่บัดนี้มันกลับต้องมาตายด้วยน้ำมือของคนพิการอย่างเขา!
“อะ ...อู่ อวี้! เ้าไม่รอดแน่! เ้าสังหารหัวหน้าจ้าว ซึ่งฝ่าฝืนกฎของนิกาย และ โทษของย่อมถึงตาย!” ผู้รับใช้พูดอย่างติด ๆ ขัด ๆ ราวกับคนติดอ่าง แต่สิ่งหนึ่งที่พวกมันไม่รู้นั่นก็คือ คำพูดของมันนำมาซึ่งจุดจบของตัวเอง
“เ้าเป็ผู้หนึ่งที่กล่าวว่า หลังจากข้านั้นตาย เ้าจะไปถลกิัดำ ๆ ของท่านลุงเสิ่น จะบดขยี้กระดูก และ ควักไส้ออกมาให้แร้งกากินใช่หรือไม่?” จากนั้น อู่ อวี้ ก็คว้ากระบี่เดินตรงเข้าไปหาพวกมัน
“ขะ ... ข้า ...” ผู้รับใช้เห็นแววตาแห่งความเกลียดชัง และความโกรธแค้นแผ่ออกมาจากแววตาของ อู่ อวี้ ร่างของพวกมันสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวสุดขีด “มะ ไม่ ... ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น!”
* ฉัวะ! *
อู่ อวี้ สังหารผู้รับใช้ทีละคน ๆ ด้วยกระบี่
ตราบใดที่ยังมีมนุษย์อยู่บนโลกนี้ การฆ่าฟัน หรือ การลอบสังหาร ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่สำหรับการสังหารผู้คนของ อู่ อวี้ นั้น เขาจักฆ่าเฉพาะบุคคล 2 ประเภทเท่านั้น
ประเภทแรกคือ พวกชั่วช้าอย่างเช่น เ้าปีศาจอสรพิษ ก่อนหน้านี้
ประเภทที่สองคือ ศัตรูที่มีความแค้น อย่างเช่น ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน
หากผู้ใดมีจิตใจเมตตาให้แก่ศัตรู คนผู้นั้นกำลังนำพาหายนะมาสู่ตนเอง แม้ผู้รับใช้จะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่ก็ไร้ซึ่งหลักฐาน หรือ ข้อพิสูจน์ในการเข่นฆ่าครั้งนี้ ฉะนั้นจึงเรียกได้ว่าเป็เหตุการณ์ที่เกินกว่าจะจับมือผู้ใดดมได้
หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้น อู่ อวี้ ก็มองลงบนพื้นดิน เพราะเวลานี้มันถูกพรมไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน
“โลกใบนี้มันช่างอำมหิต และ โเี้ยิ่งนักข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อจะได้ปกป้องตนเอง แล้วอยู่ต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรีนี่แหละคือความจริงอันแน่แท้ “ผู้แข็งแกร่งย่อมกลืนกินผู้อ่อนแอกว่า” มันคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง ต่อให้กาลเวลาผันเปลี่ยนไปมากเพียงใด แต่คำ ๆ นี้ยังใช้ได้เสมอ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็มนุษย์ หรือ สัตว์เดรัจฉานก็ตาม
หากเขาเดินออกจากป่านี้ไป ย่อมไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าตัวเขาคือฆาตกรผู้สังหารคนทั้งหมดที่นี่
“ท่านราชันย์วานรผู้หาญกล้าต่อกรพระพุทธองค์ ข้าขอคารวะอย่างสุดซึ้ง ที่ท่านเมตตาให้โอกาสข้าผู้นี้ได้เกิดใหม่อีกครั้ง!”
ในราตรีอันมืดมิด อู่ อวี้ ได้ปักกระบี่ลงสู่พื้นดิน เมื่อใดที่เขาแข็งแกร่ง เขาจะกลับมารับมันไป เขาจะใช้มันปลิดชีพศัตรูคนต่อไปด้วยกระบวนท่า ‘กระบี่สังหารปลาวาฬแห่งบูรพาสมุทร’
หลังจากเข้าสู่ระดับชั้นฟ้าขั้น 3 เขาสังเกตเห็นว่าความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายของเขานั้นได้เพิ่มสูงขึ้น แม้ไม่ได้เยียวยารักษาด้วยโอสถ หรือ สมุนไพรใด ๆ าแทั่วร่างกายของเขาจะหายเป็ปลิดทิ้งใน่เวลาแค่ 2 - 3 วัน
“ช่างเป็วันดีอะไรเช่นนี้ ข้าฝึกปรือจนมาถึงระดับชั้นฟ้าขั้น 3 และ สละร่างขั้น 3 แถมยังได้สะสางบัญชีอีก!”
เนื่องจากคราบเืเกาะเกรอะกรัง อยู่ทั่วตามร่างกาย อู่ อวี้ จำต้องใช้เวลากว่าครึ่งวัน ในการชำระล้างทำความสะอาดคราบเืเหล่านี้ออกไปจนหมดสิ้น ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับบ้าน ราตรีนี้มันช่างเป็ค่ำคืนที่เงียบสงัด เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงมอื้ออึงไปทั่วทั้งป่า อู่ อวี้ ยืนอยู่นอกหน้าต่างห้องของชายชราผู้มีนามว่า เสิ่น อู๋เต้า เขามองผ่านม่านตาข่ายแสนบางเบา เขาเห็นท่านลุงเสิ่น กำลังนอนเหยียดยาวไม่กระดุกกระดิกราวกับขอนไม้ก็ไม่ปาน
“ข้าหวังว่านับแต่นี้ไป ท่านลุงจะใช้ชีวิตใน่บั้นปลายอย่างมีความสุข”
“เมื่อใดก็ตามที่ข้าสามารถเข้าสู่นิกายกระบี่์ได้ หากวันนั้นมาถึง มันจะต้องเป็วันที่ท่านลุงมีความสุขมากที่สุดในชีวิต! จากนั้นอู่ อวี้ ก็กำหมัดของตัวเองแน่น
ยามนี้เป็เวลาดึกสงัดมากแล้ว อู่ อวี้ เหนื่อยล้าจากการฝึกปรือ และ การต่อสู้กับจ้าวชวน เขาจึงกลับไปนอนพักผ่อนในห้องพักตนเอง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่ทันได้สังเกตเห็นนั่นก็คือ หญิงสาวในชุดสีขาว นางสะกดรอยตามเขามากว่าครึ่งวันแล้ว แม่นางผู้นี้ได้เห็นเหตุการณ์ฉากต่อสู้ระหว่างเขากับจ้าวชวน และ ผู้รับใช้คนอื่น ๆ
ซึ่งแม่นางผู้นี้คือซู หยานหลี่ นั้นเป็ถึงชนชั้นเทพเซียน (ซ่างเซียน) แล้วเหตุใดเล่า อู่ อวี้ จึงจะรับรู้ถึงตัวตนของนางได้?
...................................................................................................................................................
[1](#_ftnref1) 2 ก้านธูป เท่ากับ 30 นาที
-