ตอนที่ 1 สัญญาหมั้น
ประเทศรัสเนเปย์เป็ประเทศเล็กๆที่อยู่ติดกับประเทศไทยตอนบนเป็ประเทศที่อุดมสมบูรณ์ทางด้านแร่ธาตุหลากหลายชนิดเช่น ทองคำ อัญมณี เพชรล้วนแล้วแต่มีราคาทั้งสิ้น และยังมีแร่ธาตุอื่นๆอีกมากมาย ที่เป็มูลค่ามหาศาลสามารถทำรายได้ให้กับประเทศอยู่ในขณะนี้
ประเทศแห่งนี้ในสมัยก่อนเป็ประเทศปิดไม่ค่อยมีผู้คนรู้จักมากนักซึ่งในปัจจุบันเป็ประเทศเปิดแล้ว เปิดให้นักลงทุนได้เข้ามาทำธุรกิจมากขึ้นมีการนำเข้าและส่งออกของแร่ธาตุแต่ละชนิด รวมถึงเครื่องประดับที่มีราคาและทรงคุณค่า
นอกจากการขยายธุรกิจของประเทศแล้วประเทศแห่งนี้ยัง้าเพิ่มจำนวนประชากรอีกด้วย
ภายใต้ความคิดที่ว่าหากขาดแคล้นประชากรแล้วจะต่อยอดธุรกิจในภายภาคหน้าได้อย่างไร
โดยสร้างเงื่อนไขไว้ดังนี้ผู้ชายสามารถมีเมียได้ 2 คน ส่วนเชื้อพระวงศ์มีเมียได้ 2คนเหมือนกัน แต่สามารถมีสนมได้อีก 4 คน
ภายใต้เงื่อนไขถ้าหากฝ่ายหญิงไม่สามารถมีบุตรธิดาให้กับผู้เป็สามีได้เท่านั้นฝ่ายชายมีสิทธิ์ร้องขอได้ แต่ถ้าหากฝ่ายหญิงสามารถมีบุตรธิดาให้กับฝ่ายชายได้แล้วฝ่ายชายก็จะหมดสิทธิ์ร้องขอในเื่นี้ทันที
ทางรัฐบาลของประเทศรัสเนเปย์แห่งนี้้าเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศให้มากขึ้นโดยมีเป้าหมายว่าจะต้องมีประชากรเพิ่มขึ้นในทุกๆปี ห้ามลดลงเด็ดขาดนั่นจึงจะถือว่าประสบความสำเร็จด้านบริหารจำนวนประชากรโดยเงื่อนไขหรือข้อตกลงนี้มีมายาวนานจนกลายเป็วัฒนธรรมที่ทุกคนได้ยอมรับไปแล้ว
ประเทศแห่งนี้มีเ้าชายผู้ทรงสง่างามถึงสองพระองค์ด้วยกันองค์โตเ้าชายอีธานและองค์เล็กเ้าชายอีริคทั้งสองพระองค์นอกจากจะมีใบหน้างดงามแล้ว ยังมากไปด้วยความสามารถ
ในขณะที่องค์ชายทั้งสองพระองค์กำลังนั่งคุยกันอยู่นั้นก็มีทหารคนสนิทขององค์าาเดินเข้ามาด้านในตำหนัก
“ใครมาน่ะ”องค์ชายอีธานซึ่งเป็องค์ชายรัชทายาทหันไปมองผู้ที่เดินเข้ามาใหม่ก็เห็นว่าเป็ทหารองครักษ์ของบิดามารดาของเขานั่นเอง
“มีอะไร มาหาเราเอาป่านนี้” องค์ชายอีริคเอ่ยถามองครักษ์ตำหนักแห่งนี้เป็ตำหนักขององค์ชายอีริค ซึ่งองค์ชายทั้งสองพระองค์จะมีตำหนักแยกออกไปเป็ของตัวเองเวลานี้ถือเป็เวลาพักผ่อน ท้องฟ้ามืดนานแล้วอากาศของประเทศนี้ค่อนข้างหนาวเย็นไม่เหมาะแก่การออกไปเดินข้างนอกเพราะอาจจะทำให้ไม่สบายเอาได้
“องค์ชายอีริคพระเ้าค่ะ องค์าาและองค์ราชินีให้กระหม่อมมาทูลเชิญให้ไปเข้าเฝ้าตอนนี้พระเ้าค่ะ”
“ตอนนี้เลยเหรอ”
“พระเ้าค่ะ” องค์ชายอีริคทำหน้าเข้าใจเขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวที่นั่งอยู่ด้วยท่าทางสง่างามแล้วหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาสวม
“เดี๋ยวเราตามไป” อากาศของประเทศ่นี้ค่อนข้างหนาวเย็นผิดกับประเทศไทยที่ร้อนระอุเกือบทุกฤดูกาล
“เสด็จพี่ไปด้วยกันมั้ยพระเ้าค่ะ”
“ไม่ล่ะ นายไปเถอะพี่กลับไปนอนดีกว่า”
องค์ชายอีริคเดินเข้ามาที่ตำหนักใหญ่ชั้นในของเสด็จพ่อและเสด็จแม่ก็เห็นว่าทั้งสองพระองค์กำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ มีธุระอะไรจะพูดกับลูกหรือพระเ้าค่ะ”
“นั่งลงก่อนสิ พ่อมีเื่สำคัญจะพูดกับเ้าสักหน่อยอีริค”
“เื่อะไรหรือพระเ้าค่ะ ถึงได้ให้คนสนิทไปตามลูกมาเวลานี้”องค์ชายทิ้งตัวนั่งลงที่โซฟาหนังอย่างดีภายในตำหนัก
“ถึงเวลาแล้วที่ลูกจะต้องมีพระชายาสักที” เมื่อองค์าาพูดจบประโยคองค์ชายอีริคก็ยังคงมีสีหน้านิ่งเฉย เขาไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆออกมาเพราะเื่พระชายาของเขาที่เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ได้หมั้นหมายเอาไว้ให้ั้แ่ที่เขายังเยาว์วัยอยู่นั้น
ซึ่งเื่นี้อีริคเองก็ยังคงค้านอยู่ในใจเพราะไม่ค่อยเห็นด้วยเลยเนื่องจากว่าสมัยนี้เป็สมัยใหม่ ถ้าเขาเป็แค่คนธรรมดา คงจะยกเลิกเื่หมั้นบ้าๆนี้ไปนานแล้วแต่เพราะเขาเกิดมาเป็ลูกกษัตริย์จึงไม่สามารถทำอะไรตามใจชอบกับเื่นี้ได้
“เสด็จพ่อหมายถึง ลูกสาวของท่านองครักษ์ของเสด็จพ่อคนนั้นใช่มั้ยพระเ้าค่ะ”
“ใช่” องค์าาตอบลูกชาย และที่พวกท่านเรียกลูกชายมาคุยวันนี้ ก็เพราะรู้ว่าลูกสาวของท่านองครักษ์ซึ่งบัดนี้คือท่านจอมพลเพชรตะวันที่ได้หมั้นหมายกับอีริคเอาไว้ั้แ่เยาว์วัยตอนนี้เธอเรียนจบแล้วคงถึงเวลาที่จะต้องทำตามสัญญาแล้ว
สำหรับองค์ชายเขารู้เื่นี้มาั้แ่อายุสิบขวบแล้ว ว่าตัวเองมีคู่หมั้นอยู่แล้วและด้วยความที่ตัวเองเป็ลูกกษัตริย์ องค์ชายอีริคจึงไม่เคยมองใครเพราะถึงมองไปก็คงไม่เกิดประโยชน์ คำพูดของกษัตริย์ถือเป็ที่สุดซึ่งเื่นี้เขารู้ดี เขาจึงใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับการเล่าเรียนและทำงานมาโดยตลอด
“ลูกขอผลัดไปอีกหน่อยได้มั้ย ลูกยังไม่พร้อม” ถึงยังไม่พร้อม แต่องค์ชายก็รู้ตัวดีว่าสักวันเขาก็ต้องแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นอยู่ดี ไม่ชอบก็ไม่ได้แปลว่ารังเกียจเพราะเขาทำใจไว้นานแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่เคยเห็นหน้าเธอคนนั้นเลยก็ตาม
“ไม่ได้...น้องเรียนจบแล้ว ที่พ่อกับแม่เรียกลูกมาคุยเื่นี้ก็อยากให้ลูกไปรับตัวน้องมาอยู่ที่นี่ให้เร็วที่สุด”
“ถ้าปฏิเสธไม่ได้ ก็แล้วแต่เสด็จจะรับสั่งเลยพระเ้าค่ะเพราะยังไงลูกก็ไม่สามารถทำอะไรได้อยู่แล้ว”
“อีริคไม่พูดแบบนั้นกับเสด็จพ่อสิลูก”องค์ราชินีทรงเอ็ดลูกชายแต่ก็ไม่ได้จริงจังนักแต่ก็ทำให้องค์ชายอีริคถึงกลับต้องก้มหน้าลง แล้วองค์ราชินีก็พูดถึงเื่ครั้งก่อนเมื่อนานมาแล้วว่า...
“่นั้นประเทศของเราเกิดฏแย่งชิงอำนาจเสด็จพ่อของลูกก็ได้ท่านจอมพลคอยช่วยเหลือไว้เขาทิ้งครอบครัวและลูกสาวที่เพิ่งเกิดไว้ให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้เลี้ยงดูแถมแม่ก็ยังมาเสียชีวิตเพราะโรคร้ายอีก” เมื่ออีริคได้ยินดังนั้น เขาก็ไม่ได้รู้สึกเห็นอกเห็นใจแต่อย่างใดแต่ก็ยอมนั่งฟังต่อเงียบๆ
“ท่านจอมพลเขาเลือกที่จะมาดูแลพวกเรา่นั้นเสด็จพ่อของลูกบอกให้เขาลาออกไปก็ได้ แต่เขาก็ไม่ทำยังคงยืนยันเสมอต้นเสมอปลายว่าจะสู้ไปด้วยกัน ถวายชีวิตรับใช้ชาติแม่กับเสด็จพ่อก็เลยจับลูกกับลูกสาวของท่านจอมพลหมั้นหมายกันเอาไว้อยากให้ลูกช่วยดูแลน้อง เพื่อตอบแทนท่านจอมพลที่เคยเสียสละเพื่อพวกเราได้มั้ยลูก...” องค์ราชินีพูดกับลูกชายโดยเล่าเื่เมื่อยี่สิบปีก่อนให้ฟังแต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ท่านเล่า
“ดูแลในรูปแบบอื่นไม่ได้เหรอพระเ้าค่ะ ทำไมจะต้องแต่งงานด้วย”
“ไม่ได้ เพราะพ่อสัญญาและได้หมั้นหมายเอาไว้ให้ลูกแล้ว”องค์าาเริ่มมีน้ำเสียงเข้มขึ้น
องค์ชายอีริคเป็ผู้ชายคนหนึ่งที่อยากจะมีโอกาสเลือกคู่ครองด้วยตัวเองเหมือนกับคนอื่นๆ แต่เสด็จพี่ของเขาก็ถูกบังคับให้แต่งงานเหมือนกันเพราะฉะนั้นเขาเองก็คงหมดทางปฏิเสธ
ในเมื่อเสด็จพ่อกับเสด็จแม่้าให้เขาแต่งงานเขาก็จะแต่ง จะได้จบๆไป เขาจะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นและคิดเื่อื่นบ้างและหวังว่าเ้าหญิงของเขาคงไม่ขี้เหร่จนเกินไป
“ก็ได้ครับ แต่ลูกขอให้เลยงานอภิเษกสมรสของเสด็จพี่ไปก่อนได้มั้ยครับ”องค์ชายอีริครับคำ เพราะไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ ส่วนงานอภิเษกสมรสของอีธานซึ่งเป็องค์ชายรัชทายาทกำหนดงานอภิเษกได้ใกล้เข้ามาแล้ว
“อือได้ ถ้าอย่างนั้นลูกก็ไปพักผ่อนเถอะ นี่ก็ดึกมากแล้ว”