ข่าวลือภายในชุมชนคนยากไร้นั้นแพร่สะพัดไปรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง โดยเฉพาะเื่ราวอันเกี่ยวพันกับความเป็ความตายและกลุ่มอำนาจมืด
เพียงชั่วข้ามคืน เื่ราวของ "อาเฉิน" ชายขี้โรคผู้สามารถสยบนักเลงขาใหญ่อย่างหลิวหัวโล้นลงได้ด้วยตัวยาเพียงเม็ดเดียว ก็ถูกเล่าลือกันไปปากต่อปาก จากหนึ่งเป็สอง จากสองแปรเปลี่ยนเป็สิบ มีการแต่งเติมเสริมแต่งจนกลายเป็ว่าอาเฉินคือยอดหมอเทวดาผู้เร้นกายสืบทอดวิชาลึกลับ สามารถยื้อยุดชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพกลับมาได้
ในเช้าวันนี้ หน้ากระท่อมไม้ไผ่ที่เคยเงียบเหงาซบเซาจึงมิเหมือนเดิมอีกต่อไป
กู่เจี้ยนหุนตื่นขึ้นมาด้วยแว่วเสียงกระซิบกระซาบที่ดังอยู่หน้าเรือน ยามเมื่อเขาเปิดประตูออกมา ก็พบตะกร้าสานใบเล็กที่บรรจุไข่ไก่สามฟองและผักกาดขาวหัวใหญ่วางนิ่งอยู่ที่ธรณีประตู ทว่ากลับไร้ร่องรอยของตัวผู้มอบให้
"นี่มัน..." เจ้ิเดินตามออกมาด้านหลัง นางทอดสายตามองของฝากเ่าั้ด้วยความงุนงง "ไข่ไก่รึ ใครนำมาวางทิ้งไว้กัน"
"คงเป็เบี้ยบูชาครูล่ะมั้ง" กู่เจี้ยนหุนเปรยขึ้นแ่เบา มุมปากหยักลึกยกยิ้มด้วยความขบขัน "ดูท่าชาวบ้านแถบนี้จักเริ่มมองข้าเป็ศาลเ้าศักดิ์สิทธิ์ไปเสียแล้ว"
ทันใดนั้น หญิงวัยกลางคนร่างท้วมผู้หนึ่ง ซึ่งสวมใส่เสื้อผ้าปะชุนทว่าซักสะอาดสะอ้าน ก็ค่อย ๆ โผล่หน้าออกมาจากหลังรั้วไม้ไผ่ผุพัง นางคือ 'ป้าหวัง' เพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ถัดไปเพียงสามหลังคาเรือน ปกติแล้วนางเป็คนปากไวชอบสอดรู้สอดเห็นเื่นินทา ทว่าในวันนี้กิริยาท่าทางของนางกลับดูนอบน้อมยำเกรงผิดปกติวิสัย
"เอ่อ... ท่านหมอเฉิน ตื่นนอนแล้วรึ" ป้าหวังส่งยิ้มเจื่อนพลางถูฝ่ามือไปมา "ไข่ไก่ในตะกร้านั่นข้านำมามอบให้เองแหละ คือว่า... เื่นั้น..."
กู่เจี้ยนหุนมองนางด้วยสายตาเรียบเฉย "มีธุระอันใดก็จงว่ามาเถิด"
"คือตาเฒ่าที่เรือนของข้า ่เวลานี้แกเอาแต่ไอโขลก ๆ ตลอดทั้งคืน นอนมิต่างคนตาย ข้าเห็นท่านช่วยรักษาหลิวหัวโล้นจนมันกลับมาเดินปร๋อ ข้าจึงอยากจักรบกวน..." นางเอ่ยคำตะกุกตะกัก สายตาจ้องมองตรงมายังกู่เจี้ยนหุนด้วยความหวังเปี่ยมล้น
กู่เจี้ยนหุนพิจารณาใบหน้าของป้าหวัง แล้วใช้โสตประสาทจดจ่อ 'รับฟังเสียง' ทะลวงผ่านระยะทางไปถึงสามีของนางที่นอนซมอยู่ภายในเรือน
เสียงไอลอยล่องมาตามสายลม... แห้งผาก ลึกล้ำ ทั้งยังมีกระแสเสียงหวีดหวิวแทรกซ้อน
...ปอดชื้นเย็น สะสมความเย็นชื้นมานานวัน... มิใช่โรคร้ายแรงอันใด ทว่าหากแม้นรักษาไม่ถูกจุดย่อมเรื้อรังมิหายขาด...
ในอดีตชาติภพ ปรมาจารย์กระบี่เช่นเขาไหนเลยจักยอมลดตัวลงมารักษาชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป ทว่าสถานการณ์ในยามนี้แปรเปลี่ยนไปแล้ว เขาจำเป็ต้องสั่งสมทรัพยากร และที่สำคัญที่สุด เขา้า 'สถานะอันน่ายำเกรง' ในสังคมเพื่อปกป้องคนในครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น
"สามีของเ้าพึงใจดื่มน้ำชาค้างคืน ทั้งยังชอบเปลือยท่อนบนผึ่งลมยามหัวค่ำใช่หรือไม่" กู่เจี้ยนหุนเอ่ยถามโดยมิจำเป็ต้องตรวจจับชีพจร
ป้าหวังเบิกตากว้างด้วยความอัศจรรย์ใจ "ใช่แล้ว! ถูกต้องตรงแท้ยิ่งนัก ทำเช่นนั้นเป็ประจำ ข้าเอ่ยห้ามก็มิเคยรับฟัง... ท่านหมอล่วงรู้ได้อย่างไรกัน ช่างเป็หมอเทวดาโดยแท้!"
"มิใช่เทวดาอันใด เป็เพียงหลักสามัญสำนึก" กู่เจี้ยนหุนกล่าวเสียงเรียบ "ลมเย็นยามหัวค่ำมีความชื้นสูง ย่อมแทรกซึมเข้าสู่ปอดได้ง่าย... จงเอานี่ไป"
เขาเดินย้อนกลับเข้าไปภายในเรือน หยิบเศษขิงแก่ที่เหลืออยู่จากเมื่อวาน คละเคล้ากับเปลือกส้มตากแห้งที่เขาเก็บสะสมเอาไว้ออกมายื่นส่งให้แก่นาง
"จงต้มขิงและเปลือกส้มนี้ให้เดือด ดื่มกินยามยังร้อน ห้ามเจือปนน้ำตาลเด็ดขาด แล้วนำเกลือไปคั่วให้ร้อนห่อด้วยเศษผ้า ประคบลงที่กลางหลังตรงจุดชีพจร 'เฟ่ยซู' กระทำติดต่อกันสามวัน อาการย่อมทุเลาดีขึ้น"
ป้าหวังประคองรับสิ่งของเ่าั้ไปราวกับได้รับของวิเศษประทานจากสรวง์ "ขอบพระคุณท่านหมอ! ขอบพระคุณท่านหมอยิ่งนัก! วันหน้าวันหลังข้าจักนำไก่เป็ ๆ มามอบตอบแทนให้สักตัว!"
นางรีบวิ่งกลับเรือนไปด้วยความเปรมปรีดิ์ ชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่ลอบสังเกตการณ์อยู่ตามซอกหลืบต่างพากันตื่นเต้น เริ่มปรากฏผู้คนที่มีท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ ก้าวเท้าเข้ามาหมายจะขอความช่วยเหลือเพิ่มขึ้น
ทว่ากู่เจี้ยนหุนกลับยกมือขึ้นเพื่อห้ามปราม
"ในวันนี้ข้าล้าเต็มทีแล้ว" เขาประกาศก้องเสียงดังพอที่จะให้รับรู้โดยทั่วกัน "ร่างกายของข้ายังมิตื่นตัวแข็งแรงดี ยอมรับรักษาโรคเพียงวันละหนึ่งคนเท่านั้น... ผู้ใดมีธุระ เชิญย้อนกลับมาในวันพรุ่งนี้เถิด"
กล่าวจบเขาก็ดึงบานประตูงับปิดในทันที ตัดบทสนทนาและปิดกั้นความวุ่นวายทั้งมวลจากภายนอก
เจ้ิทอดสายตามองสามีด้วยความเลื่อมใสระคนเป็ห่วง "ท่านพี่... ท่านมีความรู้เชิงแพทย์ลึกล้ำถึงเพียงนี้เชียวรึ ทว่าร่างกายของท่านยังมิหายวันหายคืน จัดว่าเป็การฝืนตนเองเกินไปหรือไม่"
"เพียงคำชี้แนะเล็กน้อย มิได้สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงอันใด" กู่เจี้ยนหุนเดินไปนั่งลงบนแคร่ "อีกประการ... ไข่ไก่และผักกาดขาวเ่าั้ ก็ช่วยแบ่งเบาเบี้ยค่ากับข้าวให้พวกเราได้อีกมื้อหนึ่ง"
เขาหันไปมองบุตรสาวทั้งสอง อาฟางและอาหยวน ที่กำลังนั่งจ้องมองไข่ไก่ตาแป๋วด้วยความอยากลิ้มรส
"วันนี้พวกเราจักกินไข่ตุ๋นกัน" เขาบอกกล่าวแก่บุตรสาว "ทว่าก่อนจักถึงเวลาสำรับ... พ่อขอตรวจดูสภาวะร่างกายของพวกเ้าสักหน่อย"
"ตรวจร่างกายรึ" เด็กทั้งสองแสดงสีหน้างุนงง
กู่เจี้ยนหุนกวักมือเรียกอาฟางให้ก้าวเข้ามาเป็คนแรก เขาจับข้อมือเล็กบางของบุตรสาวคนโต ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแตะลงบนจุดชีพจร พร้อมกับส่งกระแส 'เจตจำนง' อันเบาบางแผ่ซ่านเข้าไปสำรวจโครงสร้างภายในเรือนร่าง
...ชีพจรเล็กและลีบแบนเนื่องจากการขาดสารอาหาร... ทว่า...
ั์ตาของกู่เจี้ยนหุนทอประกายวูบหนึ่งเมื่อเพ่งจิตลึกลงไปถึงชั้นกระดูก
...มวลกระดูกอ่อนหยุ่นทว่าเหนียวแน่นมั่นคง... เส้นเอ็นยืดหยุ่นดีเยี่ยมไร้ที่ติ... นี่มันคือ 'โครงสร้างกระดูกหยก' อันหายาก เหมาะควรแก่การฝึกปรือวิถีกระบี่สายพลิ้วไหวอย่างที่สุด...
อาฟางมีพร์อันลึกล้ำซุกซ่อนอยู่ หากได้รับการขัดเกลาและโภชนาการที่ถูกต้องสมบูรณ์ ในอนาคตเบื้องหน้าค่อนข้างแน่ว่านางย่อมเติบใหญ่เป็จอมยุทธ์หญิงผู้มีชื่อเสียงระบือก้องในยุทธภพ
"เป็อย่างไรบ้าง" อาฟางเอ่ยถามยามเมื่อเห็นผู้เป็บิดานิ่งเงียบไปนาน
"ดี... จัดว่าดีมาก" กู่เจี้ยนหุนส่งยิ้มอบอุ่น "เ้าแข็งแกร่งกว่าที่ตาเห็นนัก อาฟาง... ต่อไปนี้เ้าต้องกินข้าวปลาให้มากหน่อย พ่อจักสอนวิชาป้องกันตัวให้แก่เ้า ยามเมื่อเติบใหญ่ขึ้น เ้าย่อมมิต้องหวาดกลัวผู้ใดในใต้หล้าอีก"
จากนั้นเขาจึงเรียกอาหยวนเข้ามาตรวจดูบ้าง
ทว่าสภาวะของอาหยวนนั้นกลับแตกต่างออกไป เส้นชีพจรของนางเต้นกระชั้นและร้อนแรงกว่าผู้เป็พี่สาว แม้โครงสร้างกระดูกจักมิโดดเด่นเท่า ทว่าพลังชีวิตภายในกายกลับล้นเหลือยิ่งนัก
...ธาตุไฟในกายรุนแรง... เหมาะควรแก่เคล็ดวิชาสายหมัดมวยหรือการฝึกปรือพลังภายในสายร้อนแรงดุดัน...
กู่เจี้ยนหุนรู้สึกโล่งอกในใจ อย่างน้อยที่สุดบุตรสาวทั้งสองของเขาก็มิใช่คนไร้วาสนาในวิถีแห่งยุทธ์ เพียงแต่ที่ผ่านมาถูกความยากจนข้นแค้นกลบฝังประกายแสงเอาไว้เท่านั้น
"เอาล่ะ..." กู่เจี้ยนหุนยันกายลุกขึ้น "เจ้ิ เ้าไปจัดเตรียมทำกับข้าวเถิด วันนี้ข้าคิดจักพักผ่อนเก็บออมเรี่ยวแรง... วันพรุ่งนี้อาจมี 'ผู้ป่วย' เดินทางมาอีก พวกเราต้องเตรียมตัวรับมือให้ดี"
เขาเดินกลับไปยังมุมเรือนของตน หยิบเข็มเย็บผ้าที่ผ่านการขัดเกลาด้วยจิติญญาออกมาถือพลิกไปมา
ในขณะที่ตัวเลขเวลานับถอยหลังสู่การเลื่อนขั้นเหลืออีกเพียงสี่วันเศษ เขาเริ่มตระหนักได้ว่า การนั่งรอคอยเวลาอยู่เฉย ๆ นั้นช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก และการสวมบทบาทเป็ 'หมอเทวดา' ก็อาจนับเป็อาชีพเสริมที่สามารถสร้างรายได้ได้ดีเกินกว่าที่คาดคิด
ทว่าเขาจำเป็ต้องเพิ่มความระมัดระวัง... ชื่อเสียงเรียงนามย่อมมักมาพร้อมกับความริษยาอิจฉาเสมอ ท่านหมอประจำเมือง หรือเหล่าร้านขายยาเ้าถิ่นเดิม ย่อมต้องเกิดความมิพึงใจที่จู่ ๆ มี 'หมอเถื่อน' นิรนามปรากฏกายขึ้นมาแย่งชิงลูกค้าของพวกมัน
‘หากผู้ใดคิดลองดีก็จงก้าวเข้ามา...’ กู่เจี้ยนหุนลอบคิดในใจ พลางทอดสายตามองเข็มเหล็กในมือที่สะท้อนแสงแวววาวคมกล้า ‘ข้าในยามนี้อาจไร้สิ้นซึ่งกระแสลมปราณ ทว่าคลังความรู้ที่สถิตอยู่ในหัวสมองของข้า คือศัสตราที่ร้ายกาจยิ่งกว่ากระบี่เล่มใดในเมืองห่างไกลความเจริญแห่งนี้’