ชายชุดคลุมดำถอนหายใจยาวก่อนจะเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"แต่องค์ฮ่องเต้เคยตรัสเอาไว้ในงานเลี้ยงเมื่อปีก่อนนะขอรับ...ผู้ที่มีความสามารถอย่างแท้จริงย่อมต้องหาหนทางเสริมสร้างบารมีและแสวงหาของวิเศษมาได้ด้วยตนเององค์ชายคิดเห็นว่าอย่างไรล่ะขอรับ?"
ปัง!
ฝ่ามือหนาฟาดลงบนโต๊ะหินอย่างเหลืออด
"เหลวไหล! หากไร้ซึ่งทรัพยากรไร้ซึ่งเงินทุน และไร้ซึ่งปัจจัยสนับสนุนจากเสด็จพ่อ เ้าคิดจริงๆหรือว่าของวิเศษเ่าั้มันจะหล่นลงมาจากฟ้าให้ได้ง่ายๆประหนึ่งลูกพลับสุกงอมร่วงหล่นลงจากต้น!"
องค์ชายห้ากัดฟันกรอด แววตาของเขามุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว
"และที่สำคัญ...ข้าไม่มีวันลดตัวลงไปขูดรีดหยาดเหงื่อแรงกายจากราษฎรตาดำๆเพียงเพื่อเอาเงินทองไปกว้านซื้อของวิเศษจอมปลอมที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีประโยชน์อันใดนอกจากเอามาตั้งโชว์ให้รกจวน!"
ความเงียบงันโรยตัวลงมาปกคลุมลานดินหน้าตำหนักหยางซิ่นแบบเฉียบพลัน
เจียงลี่หยูค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงอย่างเชื่องช้าปล่อยให้ความมืดมิดเข้าครอบงำ
'อืม...พ่อเทพบุตรของฉันนี่เป็คนดีศรีแคว้นต้าเฉียนจริงๆยึดมั่นในอุดมการณ์ยิ่งกว่านักการเมืองหาเสียงก่อนเลือกตั้งเสียอีก...'
สตรีในร่างสัตว์ปีกครุ่นคิดตามอย่างลึกซึ้งขณะที่ปีกอวบอ้วนกระชับเข้าหาลำตัวเหมือนเตรียมงีบหลับ
'แต่ปัญหาคือ...อุดมการณ์มันเอามาคลุกข้าวกินไม่ได้น่ะสิ ขืนเป็คนดีแต่นั่งไส้แห้งอยู่ในจวนผุๆพังๆ แบบนี้ต่อไป มีหวังตำหนักหยางซิ่นได้ถูกพวกขุนนางหน้าเืเหยียบย่ำจนแบนแต๊ดแต๋เหมือนก้อนเต้าหู้ค้างคืนแน่นอน'
ก้อนขนสีขาวยืนหลับตาพริ้มอยู่กลางลานดินปล่อยให้สายลมพัดผ่านพานำความหนักอึ้งของเกมการเมืองลอยละล่องไปพร้อมกับเสียงเคี้ยวข้าวโพดที่ค่อยๆ เบาลงจนเงียบสนิท
ทว่าความสงบสุขของสตรีวัยยี่สิบเจ็ดปีที่ทะลุมิติมาอยู่ในร่างห่านตัวเมียกลับมีอายุขัยสั้นกุดยิ่งกว่าเปลวเทียนต้องลม
เฮือก!
เจียงลี่หยูสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ั์ตากลมสีดำขลับเบิกกว้างเมื่อเห็นผู้บุกรุกกลุ่มใหม่เดินกร่างเข้ามาในลานดินหน้าตำหนักหยางซิ่นราวกับเป็เ้าของบ้าน
นำทัพมาโดยชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนฉุพุงโรที่ยื่นล้ำหน้าออกมาดูคล้ายกับโอ่งหมักเต้าเจี้ยวใบเขื่องที่ใกล้จะปริแตก เหนือริมฝีปากมีหนวดจิ๋มสองเส้นกระดิกไปมาราวกับหนวดปลาดุกขาดน้ำท่าทางการเดินส่ายอาดๆ และจงใจเหยียบย่ำแปลงผักกาดของเขานั้นดูน่าหมั่นไส้เสียจนน่าเอารองเท้าเกี๊ยะไม้ฟาดหน้าให้หงายหลัง
"ข้ามีนามว่าเฉาฉงหลินเป็คนสนิทของเบื้องพระยุคลบาทองค์ชายสาม!"
ชายอ้วนหนวดจิ๋มประกาศก้องด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่งพลางเชิดหน้าขึ้นสูงจนแทบจะเห็นรูจมูกบานๆ
ด้านหลังของเขามีชายฉกรรจ์กล้ามปูนับยี่สิบชีวิตยืนจังก้าทำหน้าถมึงทึงรูปร่างของพวกมันบึกบึนประหนึ่งก้อนแป้งหมั่นโถวที่ใส่ยีสต์จนเกินขนาด ดูรวมๆแล้วไม่ต่างอะไรจากแก๊งมาเฟียทวงหนี้นอกระบบในยุคปัจจุบันเลยสักนิด
"องค์ชายสามมีรับสั่ง...ตำหนักหยางซิ่นแห่งนี้มีสภาพดินและน้ำที่เหมาะสมยิ่งพระองค์จึง้าประทับตราจอง เพื่อนำมาใช้เป็สถานที่ปลูก 'หญ้าจักรพรรดิเป่าถัง' ซึ่งเป็หญ้าวิเศษที่มีสรรพคุณล้ำเลิศในการรักษาผู้คน"
เฉาฉงหลินแสยะยิ้ม มุมปากกระตุกอย่างกวนโทสะก่อนจะปรายตามองบุรุษหนุ่มรูปงามผู้เป็เ้าของจวนั้แ่หัวจรดเท้าด้วยแววตาประเมินสินค้าตกรุ่น
"ดังนั้น...จึงขอรบกวนให้องค์ชายห้ารีบเก็บข้าวของและย้ายออกไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุดด้วยขอรับ!"
พรวด!
ชิงเฉิงชายในชุดคลุมสีดำคนสนิทขององค์ชายห้าลุกพรวดขึ้นจากม้านั่งหินทันทีฝ่ามือหนากำด้ามดาบแน่นจนเส้นเืหลังมือปูดโปน
"นี่พวกเ้ากำลังเล่าเื่ตลกอันใดกัน!ตำหนักหยางซิ่นแห่งนี้คือสถานที่ที่องค์ฮ่องเต้พระราชทานให้แก่องค์เสิ่นกุ้ยเฟย!"
น้ำเสียงของชิงเฉิงเกรี้ยวกราดดุดัน
"และนับั้แ่เสิ่นกุ้ยเฟยตตำหนักแห่งนี้ก็ถูกสืบทอดมาให้องค์ชายห้าอย่างถูกต้องตามกฎมณเฑียรบาลขี้ข้าอย่างเ้าและองค์ชายสามกล้าดีอย่างไรถึงคิดจะยึดตำหนักพระราชทานไปทำแปลงปลูกหญ้า!"
"ช้าก่อน...พวกท่านอย่าเพิ่งหุนหันพลันแล่นจนความดันขึ้นสิขอรับ"
เฉาฉงหลินยกมืออวบอูมขึ้นมาโบกไปมาท่าทางกระแนะกระแหนยียวนกวนประสาทเสียยิ่งกว่าแมลงวันตอมกองมูลควาย
"องค์ชายสามได้ทูลขอตำหนักแห่งนี้จากองค์ฮ่องเต้เรียบร้อยแล้วอีกไม่นานก็คงมีพระราชโองการประทับตราหยกหล่นทับหัวพวกท่านเป็แน่... เพราะฉะนั้นรีบขนของออกไปเสียั้แ่ตอนนี้ จะได้ไม่ต้องทุลักทุเลเก็บเศษหน้าแตกๆของพวกท่านบนพื้นทีหลังนะขอรับ"
คิ้วกระบี่ขององค์ชายห้าขมวดเข้าหากันแน่นทว่าเพียงชั่วอึดใจ เขากลับคลายมันออกแล้วแสร้งคลี่ยิ้มบางเบา แต่มันเป็รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
"เสด็จพี่สามอยากได้ตำหนักเน่าๆแห่งนี้ไปทำแปลงเกษตรปลูกหญ้ารักษาคนอย่างนั้นรึ...เหตุใดจำต้องเจาะจงว่าเป็ที่นี่เล่า"
"ก็เพราะที่นี่ดินดี น้ำดีและอากาศดีอย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ!"
ชายฉกรรจ์หน้าแหลมเปี้ยวราวกับปลาจวดตากแห้งซึ่งเป็ลูกน้องคนสนิทของเฉาฉงหลิน สอดปากแทรกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยแววตาของมันเต็มไปด้วยการดูแคลนอย่างเปิดเผย
"แต่หากจะให้กระหม่อมพูดกันแบบเจาะจงทะลุกลางปล้องไปเลยก็เห็นจะได้...เป็เพราะตระกูลเสิ่นของพระมารดาท่านน่ะมันสิ้นไร้ไม้ตอกและหมดสิ้นอำนาจวาสนาไปตั้งนานแล้ว ั้แ่ตอนที่เสิ่นกุ้ยเฟยและเสิ่นกั๋วกงเดินทางสู่ปรโลก!"
ลูกน้องหน้าปลาจวดยืดอก หัวเราะในลำคออย่างเหิมเกริม
"ในเมื่อไร้ซึ่งฐานอำนาจหนุนหลัง...ตัวท่านในตอนนี้ ยังนับเป็ตัวอะไรได้อีกล่ะ องค์ชายห้า!"
กึก...
จะงอยปากแบนกว้างสีส้มขบเข้าหากันจนเกิดเสียงดังเจียงลี่หยูที่ยืนฟังบทสนทนาทั้งหมดอยู่ริมลานดิน รู้สึกถึงเส้นความอดทนที่ขาดผึง
นี่เป็ครั้งแรกนับั้แ่ร่วงหล่นลงท่อระบายน้ำจนทะลุมิติมาอยู่ในร่างสัตว์ปีกที่อดีตพนักงานออฟฟิศเงินเดือนไม่กี่หยวนรู้สึก 'โมโห' จนรุ่มร้อนไปทั่วทั้งขน
'ไอ้พวกเวรตะไลนี่!กร่างมาจากไหนถึงกล้ามาไล่ที่รังนอนของฉันแถมยังมายืนด่ากราดเหยียดหยามพ่อเทพบุตรของฉันถึงหน้าประตูบ้านอีก!'
ก้อนขนสีขาวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธแค้น ั์ตากลมบล็อกจ้องเขม็งไปยังพุงหมูๆของเฉาฉงหลิน
'อีตาองค์ชายห้านี่ก็ชีวิตรันทดยิ่งกว่าซีอีโอตกอับในละครหลังข่าวเสียอีกเกิดมาหล่อเหลาแต่กลับถูกคนทั้งใต้หล้ารุมกลั่นแกล้งรังแกสารพัด...ไอ้พวกหน้าไหว้หลังหลอก ข้าอยากจะสับตีนผังผืดะโเอาจะงอยปากไปเจาะพุงย้วยๆนั่นให้ไขมันทะลักออกมาไหลกองรวมกับขี้ดินเสียจริงๆ!'
หญิงสาวในร่างห่านอวบอ้วนจิกกรงเล็บใต้ตีนผังผืดลงบนพื้นหญ้าก่นด่าพวกอันธพาลชิงที่ดินในใจอย่างสาดเสียเทเสีย ทว่าในความเป็จริง สิ่งที่เธอทำได้ก็มีเพียงการยืนหน้าซีดเซียวจ้องมองสถานการณ์อันน่าอึดอัดเบื้องหน้านี้ต่อไปเท่านั้น