อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 58 มิติกำไล

            หลังประกาศผลคัดเลือกตัวแทนหนึ่งวัน  เสี่ยวจิ้งก็เอ่ยปากชวนมู่เชียนเข้าไปสำรวจมิติกำไลด้วยกัน ท่าทางของมังกรน้อยดูยินดีอย่างมาก น่าจะเป็นเพราะมีหลายสถานที่ในมิติแห่งนั้นที่เขาไม่อาจเข้าไปด้วยตนเองได้หากปราศจากผู้ครอบครองมิติ

            
     

            
     

            “การเข้าไปในกำไลมิติเทพนั้นง่ายมาก เจ้าเพียงแค่คิดถึงตราประทับกำไลของเจ้า   แล้วเอ่ยคำว่า  ‘เข้าไป’   ก็ใช้ได้แล้ว”

            
     

            
     

            
     

            “งั้นข้าเริ่มละนะ !”

            
     

            
     

            มู่เชียนเองก็รู้สึกตื่นเต้นเช่นกัน   หลังจากที่เห็นเสี่ยวจิ้งและเสี่ยวจือจือเข้าออกในกำไลหลายครั้ง     นี่เป็นครั้งแรกที่นางจะได้เข้าไปด้านในบ้าง…..  มู่เชียนหลับตาลง จินตนาการถึงรูปร่างหน้าตาของกำไลมิติเทพ จากนั้นตราประทับในร่างของนางก็ร้อนวูบขึ้น    

            
     

            
     

            “เข้าไป” มู่เชียนเอ่ยเสียงเบา   ร่างของนางหายวับไปทันที 

            
     

            
     

            
     

            ลมโชยพัดผ่านใบหน้า  กลิ่นของดอกไม้และพฤกษานานาพรรณกระทบจมูก   มู่เชียนรับรู้ถึงสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปจึงค่อยๆลืมตาขึ้น   พบว่ายามนี้นางอยู่ในมิติกำไลแล้ว   มิติแห่งนี้ขนาดใหญ่เกินกว่าที่คาดไว้มาก   พื้นที่ทั้งหมดของมันประมาณด้วยสายตาแล้ว   ไม่น้อยไปกว่าพื้นที่ของหุบเขามรกตทั้งหมดเลย 

            
     

            
     

            พื้นหญ้าสีเขียวสลับกับดอกไม้ขนาดเล็กสีเหลืองและขาว ด้านซ้ายของนางมีป่าผืนใหญ่กว้างสุดสายตา  ใจกลางพงป่ามีต้นไม้ยักษ์ต้นหนึ่งสูงเสียดฟ้า  ทว่าน่าเสียดายที่เป็นต้นไม้ที่ไร้ใบ 

            
     

            
     

            
     

            ด้านหน้าของนางไม่ไกลนักคือภูเขาหินสีน้ำตาลแดงสูงตระหง่าน   ด้านขวานั้นมู่เชียนพบกระท่อมขนาดเล็กหลังหนึ่งตั้งอยู่เคียงกับบึงน้ำสีฟ้าใสราวกระจก   อีกฟากของบึง  ดูเหมือนจะเป็นแปลงพืชขนาดใหญ่และสิ่งก่อสร้างอีกหลายอย่าง

            
     

            มู่เชียนสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วก็ต้องแปลกใจ  อากาศที่นี่บริสุทธ์ิมาก ปราณธาตุยังอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าบริเวณหน้ากระท่อมของฟู่จีเสียอีก

             

            
     

            “ที่แห่งนี้น่าอยู่มาก   เจ้าเกิดที่นี่หรือ ?” 

            
     

            
     

            มู่เชียนจำได้   เสี่ยวจิ้งเคยบอกกับนางว่ายามเป็นไข่เขาอยู่ในกำไลแห่งนี้   เสี่ยวจิ้งยิ้มร่าเริงแล้วรับคำอย่างภาคภูมิใจ

            
     

            
     

            “ใช่แล้ว   มิติแห่งนี้เป็นบ้านเกิดของพวกเราเทพอสูร    ภายในนี้มีรากวิญญาณของพวกเราแฝงอยู่ตามสถานที่ต่างๆ   จึงกล่าวได้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของพวกเราเทพอสูรด้วย  ก่อนนั้นที่พวกเรายังแข็งแกร่ง…… ที่นี่ทั้งพิเศษและน่าตื่นตาตื่นใจกว่านี้มาก …….  เจ้าดูเถิด พื้นที่ที่เจ้าเห็นว่ากว้างใหญ่นั้น  แต่ก่อนยังใหญ่กว่านี้หลายสิบเท่า    เรียกได้ว่ามีขนาดพอกับแคว้นๆหนึ่งทีเดียว น่าเสียดายที่ยามนี้กลับเล็กกว่าเมืองๆหนึ่งด้วยซ้ำ”

            
     

            
     

            น้ำเสียงของเสี่ยวจิ้งมีความเสียดายปรากฏขึ้น  จนมู่เชียนรู้สึกได้ 

            
     

            
     

            “ไม่เป็นไรหรอก   เท่านี้ก็กว้างใหญ่มากพอแล้ว อย่างไรก็มีเพียงข้าและเจ้ากับเสี่ยวจือจือที่เข้ามาได้ ใหญ่เกินไปก็หากันไม่เจอพอดี”

            
     

            
     

            เสี่ยวจิ้งหลุดขำออกมาเมื่อนึกถึงภาพที่พวกนางหลงทางอยู่ภายในมิตินี้  แล้วเขาต้องคอยตามหาไปทั่ว  เขาชี้ให้นางดูภูเขาหินที่ตั้งอยู่ด้านหน้าแล้วเอ่ยแนะนำว่า

            
     

            
     

            
     

            “นั่นคือภูหลอมตะวัน แหล่งกำเนิดของข้า ภายในมีบ่อหินเดือด ปราณธาตุไฟหนาแน่นมาก ปกติแล้วข้าจะฝึกวิชาอยู่ที่นั่น ” 

            
     

            
     

            มู่เชียนมองไปยังภูเขาหินสีน้ำตาลลูกนั้น   สังเกตดีๆด้านบนของภูเขามีควันร้อนลอยกรุ่นอยู่ตลอดเวลา แสดงว่าภายในน่าจะมีลาวาหรือหินเดือดอย่างที่เสี่ยวจิ้งเอ่ยถึง  และด้านในนั้นคงจะมีอุณหภูมิที่สูงอย่างมาก คงมีเพียงเสี่ยวจิ้งเทพอสูรธาตุไฟเท่านั้นที่สามารถฝึกวิชาในที่แบบนั้นได้

            
     

            
     

            “กระท่อมไม้ที่เจ้าเห็นคือที่พักของท่านเทพบิดาในอดีต   ภายในมิติแห่งนี้ นอกจากภูหลอมตะวัน ก็มีเพียงกระท่อมหลังนั้นที่ข้าเข้าไปได้   ภายในนั้นมีคัมภีร์แสงศักดิ์สิทธิ์อยู่  มาเถิด… ข้าจะพาไปดู” 

            
     

            
     

            
     

            เสี่ยวจิ้งเหินร่างนำทางมู่เชียนมาหยุดยืนหน้ากระท่อมอย่างกระตือรือร้น  กระท่อมหลังนี้เห็นเพียงไกลๆก็ว่าเล็กแล้ว  เมื่อมายืนใกล้ๆกลับเล็กยิ่งกว่า     ขนาดของมันนับว่าใหญ่กว่าเรือนศิษย์สายนอกที่นางเคยอยู่เพียงนิดเดียวเท่านั้น  เพียงเปิดประตูเข้าไป กวาดตามองแวบเดียวก็มองเห็นได้ทั่ว

            
     

            
     

            ภายในมีหญ้าฟางหนึ่งกอง  โต๊ะเตี้ยหนึ่งตัว …..  นอกนั้นก็ไม่มีแล้ว

            
     

            
     

            “กระท่อมนี้ เป็นของท่านเทพซิ่งชางจริงหรือ ?”  มู่เชียนเอ่ยอย่างงุนงง หรือท่านเทพย้ายไปสวรรค์แล้วก็ขนข้าวของเครื่องใช้ไปด้วยทั้งหมด 

            
     

            
     

            
     

            “ยามนี้เป็นของเจ้าแล้ว หากเจ้าไม่ชอบก็ปรับแต่งได้เลย”  เสี่ยวจิ้งที่ยามนี้เกาะอยู่บนไหล่ของมู่เชียนแนะนำอย่างใจดี

            
     

            
     

            
     

            “อ่อ….”  มู่เชียนนิ่งอึ้งไป  มิใช่นางเรื่องมากทว่าหากจะให้นางอยู่จริงๆ คงมีของต้องซื้อเข้ามาอีกหลายอย่างทีเดียว เด็กสาวคิดพลางเริ่มเดินสำรวจไปรอบๆ

            
     

            
     

            “ดูแล้วคงต้องนำเครื่องเรือนเข้ามาบ้าง  ขนาดก็เล็กไปหน่อย เสี่ยวจือจืออยู่ด้วยคงไม่สะดวกนัก ”  นางนึกถึงเรือนหลังปัจจุบันของนาง และคิดว่าหากเอ่ยปากขอจางฟู่ถิง  แล้วนำเข้ามาในมิตินี้ทั้งเรือนเลยจะดีหรือไม่ ?

            
     

            
     

            “เจ้าไม่จำเป็นต้องซื้อหาสิ่งใด  ที่นี่เป็นมิติของเจ้าแล้ว  เจ้าสามารถกำหนดจิตแบ่งปราณธาตุออกมาสร้างสิ่งที่ต้องการได้เลย  !”

            
     

            
     

            
     

            “อย่างไรหรือ ?”  มู่เชียนสนใจสิ่งที่เสี่ยวจิ้งเอ่ยเป็นอย่างมาก  ฟังดูคล้ายกับว่าในที่แห่งนี้นางสามารถ ‘เสก’ สิ่งที่ต้องการออกมาได้ทุกอย่าง

            
     

            
     

            “หลับตา แล้วนึกภาพสิ่งที่เจ้าต้องการดูสิ”

            
     

            
     

            
     

            มู่เชียนหลับตา หากจะอยู่ที่นี่สิ่งแรกที่นางต้องการเตียงไม้หลังหนึ่งพร้อมฟูกนอน เพียงคิดภาพตราประทับมิติในร่างก็มีปฏิกิริยาทันที  ปราณธาตุของนางถูกดูดกลืนหายไปในตราประทับราวหนึ่งส่วน  และเมื่อมู่เชียนลืมตาขึ้น ฟางกองนั้นก็เปลี่ยนเป็นเตียงไม้หลังนั้น เหมือนกับที่นางจินตนาการไว้ไม่ผิดเพี้ยน 

            
     

            
     

            “เยี่ยมไปเลย !”  นางปราดเข้าไปสำรวจเตียงที่ตนเพิ่งสร้างขึ้น ไม่ว่ารูปลักษณ์ ผิวสัมผัสหรือแม้แต่กลิ่น ก็ล้วนเป็นอย่างที่นางชื่นชอบทุกประการ

            
     

            
     

            “อยู่ที่นี้ขอเพียงมีพลังมากพอเจ้าสามารถกำหนดจิตสร้างได้ทุกอย่างแม้กระทั่งสิ่งมีชีวิต …. เช่นเดียวกับที่เทพบิดาสร้างพวกเราขึ้นมาในอดีต”

            
     

            
     

            
     

            มู่เชียนรู้สึกอัศจรรย์ใจอย่างมาก   นางยังทดลองสร้างโต๊ะ เก้าอี้  กระจก อ่างอาบน้ำ และเครื่องเรือนอีกหลายชิ้น  จนกระทั่งปราณที่สะสมไว้ของตนหมดไป  นางจึงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้  บนใบหน้าเล็กมีรอยยิ้มสดใส  นางรู้สึกสนุกสนานกับความสามารถใหม่นี้อย่างมาก 

            
     

            
     

            “อาาา…  ข้ารู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะคล้ายเทพธิดาขึ้นมานิดหน่อยแล้ว”  

            
     

            
     

            “เจ้าช่างกล้าโอ้อวด….   เทพธิดาอันใดกัน แค่สร้างเครื่องเรือนไม่กี่ชิ้นก็หมดแรงเสียแล้ว”   เสี่ยวจิ้งเยาะเย้ยเช่นเคย  

            
     

            มู่เชียนมองเทพมังกรน้อยที่อย่างไรก็ไม่เคยยอมลงให้นางสักครั้ง     คิดแล้วก็นึกไม่ออกว่าจะมีผู้ใดที่เขายินยอมอ่อนข้อให้บ้างหรือไม่  จากนั้นเด็กสาวก็พลันเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา

            
     

            
     

            
     

            ‘เมื่อใดที่ข้ามีพลังมากพอที่จะสร้างสิ่งมีชีวิต   ข้าจะสร้างใครสักคนที่ทำให้เสี่ยวจิ้งทั้งชื่นชมและชื่นชอบ  ให้เขายินยอมมอบคำสรรเสริญอย่างไม่มีที่สิ้นสุดให้  เป็นการเอาคืนสิ่งที่ข้าไม่เคยได้จากเขา !’

            
     

            
     

            
     

            ความมุ่งมั่นแรงกล้าของเจ้าของมิติ   กลายเป็นสิ่งที่ฝังลึกลงในตราประทับ  และจิตวิญญาณของนางโดยไม่รู้ตัว    แน่นอนว่าคนผู้นั้นจะได้มีตัวตนในอนาคตอันใกล้นี้

            
     

            
     

            
     

            “เอาล่ะ…  ข้าพาเจ้าเยี่ยมชมได้สองที่นี้เท่านั้น ส่วนอื่นๆที่อยู่ถัดจากบึงน้ำต้องเป็นเจ้าพาข้าไปแล้ว”  

            
     

            
     

            เสี่ยวจิ้งที่ไม่รู้ตัวว่าเพิ่งก่อเภทภัยครั้งใหญ่ให้ตนเอง   ยังคงวางท่าเป็นนายท่าน  กระโดดขึ้นบ่าแล้วสั่งให้มู่เชียนแบกร่างตนเดินข้ามบึงสีฟ้ากระจ่าง  สถานที่แรกที่เขาให้นางพาไปก็คือ…. หออาวุธ

            
     

            
     

            
     

            หอแห่งนี้สูงราวกับตึกสามชั้น ภายในโล่งกว้าง อาวุธหลากหลายชนิดเท่าที่จะสามารถจินตนาการได้นับร้อยๆชิ้นแขวนเรียงรายอยู่บนผนัง  ด้านล่างของแต่ละชิ้นมีป้ายชื่อแขวนอยู่ 

            
     

            
     

            “ป้ายสีสีเงินคืออาวุธเวทระดับฟ้า  ส่วนป้ายสีทองด้านนั้นแทนอาวุธเวทระดับเทพ”  เสี่ยวจิ้งเอ่ย 

            
     

            
     

            
     

            มู่เชียนมองไปที่ฝั่งของอาวุธระดับเทพทันที  ท่ามกลางอาวุธที่เรียงกันแน่นขนัดทั้งหอ   ที่จริงผนังฝั่งที่แขวนอาวุธระดับเทพไว้เพียงสิบกว่าชิ้นควรจะดูโหรงเหรง แต่อาวุธไม่กี่ชิ้นนั้นกลับเปล่งรัศมีทำลายล้างอันแรงกล้าออกมาไม่หยุด  ข่มเอาอาวุธที่เหลืออีกหลายร้อยชิ้นให้หมองลง  ราวกับเป็นเครื่องประดับฝาผนังดาษดื่นทั่วไปเท่านั้น 

            
     

            
     

            ทว่าสำหรับมู่เชียนแล้ว   สิ่งที่นางมองหาธรรมดากว่านั้นมาก…..

            
     

            
     

            “อาวุธระดับต่ำกว่านี้ไม่มีหรือ?   ข้าต้องการเพียงอาวุธระดับดินเท่านั้น”  

            
     

            
     

             สำหรับนาง  การจะหยิบใช้ดาบแสงวายุแต่ละครั้งนั้นเป็นเรื่องลำบากใจจริงๆ  ด้วยเหตุว่าอาวุธเวทย์ระดับฟ้านั้นสูงค่าเกินไป ทั้งยังหายากอย่างมาก แม้แต่เชื้อพระวงศ์แคว้นต้าหนาน เกรงว่าคงไม่มีอาวุธเวทย์ระดับฟ้าในครอบครองแม้แต่ชิ้นเดียวด้วยซ้ำ  หากมีอาวุธเวทย์ระดับดินให้เลือกใช้ได้บ้างนางคงยินดีกว่านี้ แต่เสี่ยวจิ้งกลับบิดปากใส่แล้วเอ่ยว่า

            
     

            
     

            “เหอะ  อาวุธเวทย์ระดับดินไหนเลยจะมีค่าพอให้ได้รับการเก็บรักษาจากหอแห่งนี้   แม้เป็นอาวุธเวทย์ระดับฟ้าเหล่านี้ก็ล้วนได้รับการคัดเลือกมาแล้วว่าเป็นอาวุธเวทย์ระดับฟ้าชั้นสูง….     หากเจ้าต้องการจริงๆ ก็รอไว้เจอพี่สามก่อน  แม้อาวุธระดับดินจะต่ำไปหน่อย แต่อย่างไรเขาที่เป็นนักสะสมก็คงพอมีไว้ในครอบครองบ้าง

            
     

            
     

            มู่เชียนมีสีหน้ากระอักกระอ่วน  อาวุธเวทย์ระดับดินนั้นปกติในแคว้นต้าหนานนับว่ามีค่าควรเมืองแล้ว   สมาชิกราชวงศ์และตระกูลสูงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้ครอบครอง แต่เหตุใดอาวุธล้ำค่าเช่นนี้พอออกจากปากเสี่ยวจิ้งกลับกลายเป็นน่าอนาถเสียเหลือเกิน…….   พูดคุยกับคนรวย    บางครั้งก็จุกอกเสียจริง…..   นางมองอาวุธระดับฟ้าที่เรียงรายอยู่ด้านหนึ่งราวกับผักปลาแล้วก็ถอนใจ

            
     

            
     

            “มิน่าเล่าวันนั้นแค่คว้ามามั่วๆถึงได้อาวุธระดับฟ้าไป  เพียงเท่านั้นอานุภาพก็ร้ายกาจเกินจะต้านทานได้แล้ว  ไม่รู้อาวุธระดับเทพจะร้ายกาจขนาดไหน”

            
     

            
     

            มู่เชียนเห็นหน้าไม้ขนาดเล็กชิ้นหนึ่งอยู่ในกลุ่มอาวุธระดับเทพ  แลดูประณีตงดงามอย่างยิ่ง   จึงเอื้อมมือไปคว้า  คิดจะหยิบมาดูใกล้ๆ ทว่าเสี่ยวจิ้งกลับปัดมือนางออกอย่างแรง

            
     

            
     

            “ระวังหน่อย !! ”   เสี่ยวจิ้งเอ่ย

            
     

            
     

            “จำไว้ว่าห้ามแตะต้องอาวุธเทพเด็ดขาด  ตราบเท่าที่เจ้ายังไม่สำเร็จขั้นราชันยุทธ์  ไม่เช่นนั้นเจ้าจะเป็นอันตราย  ยอดยุทธ์อย่างเจ้าเพียงแตะถูกมันก็อาจถึงขั้นมือพิการได้”

            
     

            
     

            มู่เชียนฟังแล้วก็กลืนน้ำลายอึกหนึ่ง   จากนั้นก็เลิกสนใจอาวุธระดับเทพโดยสิ้นเชิง นางหันไปสำรวจอาวุธระดับฟ้าแทนว่ามีชิ้นไหนที่นางพอจะเรียกใช้ในยามจำเป็นได้บ้าง  เมื่อเลือกได้แล้วก็หันกลับมาคิดจะถามความคิดเห็นจากเทพอสูรน้อย  แต่ก็พบว่าเสี่ยวจิ้งกำลังเหม่อมองไปที่กระบี่เล่มหนึ่ง ในฝั่งของอาวุธเทพด้วยดวงตาวาววับ  เจือปนระหว่างความมุ่งหวังและความอาลัยอาวรณ์

            
     

            
     

            
     

            “มีอะไรหรือ ?”  

            
     

            
     

            ได้ยินมู่เชียนเอ่ยถาม เสี่ยวจิ้งก็เอ่ยตอบทั้งที่ดวงตาสีแดงสดของเขายังคงจดจ้องอยู่ที่กระบี่เล่มนั้นไม่คลาย

            
     

            
     

            “นั่นคือเขี้ยวมังกร เป็นอาวุธคู่กายของข้า   นับจากระดับฝึกตนของข้าถดถอยลงข้าก็ไม่อาจควบคุมมันได้ จำต้องทิ้งมันไว้ที่นี่”  

            
     

            
     

            ดวงตาของเขาค่อยๆกวาดไล่ไปทางอาวุธชิ้นอื่นด้านข้าง พร้อมเอ่ยแนะนำเสียงเบา

            
     

            
     

            “นั่นง้าวของพี่ใหญ่”

            
     

            
     

            “พัดของพี่สาม”

            
     

            
     

            “ดาบของพี่สี่” 

            
     

            
     

            “วงแหวนคู่ของพี่ห้า” 

            
     

             

            “ทวนของน้องเจ็ด” 

            
     

            
     

            “ที่แห่งนี้เก็บรวบรวมอาวุธประจำตัวของเทพอสูรทุกตน   มีเพียงมีดสั้นของพี่รองเท่านั้นที่ถูกดูดเข้าไปในมิติกระจกรัตติกาล พร้อมกับตัวของเขา”

            
     

            
     

            ท่าทีของมังกรน้อยซึมเซา   เขาเสียทั้งระดับการฝึกฝน  ความยิ่งใหญ่ที่เคยมี  อาวุธที่เคยใช้  แม้กระทั่งพี่รองของเขาก็ต้องมาหายสาบสูญไป  แม้เสี่ยวจิ้งจะมิได้เอ่ยถึงบ่อยนัก   แต่มู่เชียนก็มองออกว่าเขารักและผูกพันกับพี่น้องทั้งหกคนเพียงใด

            
     

            
     

            
     

            “เรื่องพี่รองของเจ้า  เขาเป็นเทพอสูรปราณธาตุมืด  ตราบเท่าที่มิติแห่งนี้ยังอยู่ดี แปลว่าเขายังแคล้วคลาดปลอดภัยอยู่ ……  ส่วนกระบี่เขี้ยวมังกร   อีกไม่นานตัวเจ้าก็บรรลุระดับราชันแล้วมิใช่หรือ  ถึงวันนั้นข้าค่อยพาเจ้ามานำมันกลับไป  ดีหรือไม่ ?

            
     

            
     

            “อืมมม ขอเวลาอีกไม่เกิน 5-6 เดือนเท่านั้นแล้ว”  

            
     

            
     

            ความมุ่งมั่นปรากฏในดวงตาเทพมังกรอีกครั้ง เทียบกับเวลาสามร้อยปีที่ผ่านมา  เวลาไม่กี่เดือนนี้สำหรับเขาแล้วไม่อาจนับเป็นอะไรได้เลย   ไม่นานจากนั้นทั้งสองก็ก้าวออกมาจากหออาวุธ 

            
     

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน