หลังประกาศผลคัดเลือกตัวแทนหนึ่งวัน เสี่ยวจิ้งก็เอ่ยปากชวนมู่เชียนเข้าไปสำรวจมิติกำไลด้วยกัน ท่าทางของมังกรน้อยดูยินดีอย่างมาก น่าจะเป็นเพราะมีหลายสถานที่ในมิติแห่งนั้นที่เขาไม่อาจเข้าไปด้วยตนเองได้หากปราศจากผู้ครอบครองมิติ
“การเข้าไปในกำไลมิติเทพนั้นง่ายมาก เจ้าเพียงแค่คิดถึงตราประทับกำไลของเจ้า แล้วเอ่ยคำว่า ‘เข้าไป’ ก็ใช้ได้แล้ว”
“งั้นข้าเริ่มละนะ !”
มู่เชียนเองก็รู้สึกตื่นเต้นเช่นกัน หลังจากที่เห็นเสี่ยวจิ้งและเสี่ยวจือจือเข้าออกในกำไลหลายครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่นางจะได้เข้าไปด้านในบ้าง….. มู่เชียนหลับตาลง จินตนาการถึงรูปร่างหน้าตาของกำไลมิติเทพ จากนั้นตราประทับในร่างของนางก็ร้อนวูบขึ้น
“เข้าไป” มู่เชียนเอ่ยเสียงเบา ร่างของนางหายวับไปทันที
ลมโชยพัดผ่านใบหน้า กลิ่นของดอกไม้และพฤกษานานาพรรณกระทบจมูก มู่เชียนรับรู้ถึงสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปจึงค่อยๆลืมตาขึ้น พบว่ายามนี้นางอยู่ในมิติกำไลแล้ว มิติแห่งนี้ขนาดใหญ่เกินกว่าที่คาดไว้มาก พื้นที่ทั้งหมดของมันประมาณด้วยสายตาแล้ว ไม่น้อยไปกว่าพื้นที่ของหุบเขามรกตทั้งหมดเลย
พื้นหญ้าสีเขียวสลับกับดอกไม้ขนาดเล็กสีเหลืองและขาว ด้านซ้ายของนางมีป่าผืนใหญ่กว้างสุดสายตา ใจกลางพงป่ามีต้นไม้ยักษ์ต้นหนึ่งสูงเสียดฟ้า ทว่าน่าเสียดายที่เป็นต้นไม้ที่ไร้ใบ
ด้านหน้าของนางไม่ไกลนักคือภูเขาหินสีน้ำตาลแดงสูงตระหง่าน ด้านขวานั้นมู่เชียนพบกระท่อมขนาดเล็กหลังหนึ่งตั้งอยู่เคียงกับบึงน้ำสีฟ้าใสราวกระจก อีกฟากของบึง ดูเหมือนจะเป็นแปลงพืชขนาดใหญ่และสิ่งก่อสร้างอีกหลายอย่าง
มู่เชียนสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วก็ต้องแปลกใจ อากาศที่นี่บริสุทธ์ิมาก ปราณธาตุยังอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าบริเวณหน้ากระท่อมของฟู่จีเสียอีก
“ที่แห่งนี้น่าอยู่มาก เจ้าเกิดที่นี่หรือ ?”
มู่เชียนจำได้ เสี่ยวจิ้งเคยบอกกับนางว่ายามเป็นไข่เขาอยู่ในกำไลแห่งนี้ เสี่ยวจิ้งยิ้มร่าเริงแล้วรับคำอย่างภาคภูมิใจ
“ใช่แล้ว มิติแห่งนี้เป็นบ้านเกิดของพวกเราเทพอสูร ภายในนี้มีรากวิญญาณของพวกเราแฝงอยู่ตามสถานที่ต่างๆ จึงกล่าวได้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของพวกเราเทพอสูรด้วย ก่อนนั้นที่พวกเรายังแข็งแกร่ง…… ที่นี่ทั้งพิเศษและน่าตื่นตาตื่นใจกว่านี้มาก ……. เจ้าดูเถิด พื้นที่ที่เจ้าเห็นว่ากว้างใหญ่นั้น แต่ก่อนยังใหญ่กว่านี้หลายสิบเท่า เรียกได้ว่ามีขนาดพอกับแคว้นๆหนึ่งทีเดียว น่าเสียดายที่ยามนี้กลับเล็กกว่าเมืองๆหนึ่งด้วยซ้ำ”
น้ำเสียงของเสี่ยวจิ้งมีความเสียดายปรากฏขึ้น จนมู่เชียนรู้สึกได้
“ไม่เป็นไรหรอก เท่านี้ก็กว้างใหญ่มากพอแล้ว อย่างไรก็มีเพียงข้าและเจ้ากับเสี่ยวจือจือที่เข้ามาได้ ใหญ่เกินไปก็หากันไม่เจอพอดี”
เสี่ยวจิ้งหลุดขำออกมาเมื่อนึกถึงภาพที่พวกนางหลงทางอยู่ภายในมิตินี้ แล้วเขาต้องคอยตามหาไปทั่ว เขาชี้ให้นางดูภูเขาหินที่ตั้งอยู่ด้านหน้าแล้วเอ่ยแนะนำว่า
“นั่นคือภูหลอมตะวัน แหล่งกำเนิดของข้า ภายในมีบ่อหินเดือด ปราณธาตุไฟหนาแน่นมาก ปกติแล้วข้าจะฝึกวิชาอยู่ที่นั่น ”
มู่เชียนมองไปยังภูเขาหินสีน้ำตาลลูกนั้น สังเกตดีๆด้านบนของภูเขามีควันร้อนลอยกรุ่นอยู่ตลอดเวลา แสดงว่าภายในน่าจะมีลาวาหรือหินเดือดอย่างที่เสี่ยวจิ้งเอ่ยถึง และด้านในนั้นคงจะมีอุณหภูมิที่สูงอย่างมาก คงมีเพียงเสี่ยวจิ้งเทพอสูรธาตุไฟเท่านั้นที่สามารถฝึกวิชาในที่แบบนั้นได้
“กระท่อมไม้ที่เจ้าเห็นคือที่พักของท่านเทพบิดาในอดีต ภายในมิติแห่งนี้ นอกจากภูหลอมตะวัน ก็มีเพียงกระท่อมหลังนั้นที่ข้าเข้าไปได้ ภายในนั้นมีคัมภีร์แสงศักดิ์สิทธิ์อยู่ มาเถิด… ข้าจะพาไปดู”
เสี่ยวจิ้งเหินร่างนำทางมู่เชียนมาหยุดยืนหน้ากระท่อมอย่างกระตือรือร้น กระท่อมหลังนี้เห็นเพียงไกลๆก็ว่าเล็กแล้ว เมื่อมายืนใกล้ๆกลับเล็กยิ่งกว่า ขนาดของมันนับว่าใหญ่กว่าเรือนศิษย์สายนอกที่นางเคยอยู่เพียงนิดเดียวเท่านั้น เพียงเปิดประตูเข้าไป กวาดตามองแวบเดียวก็มองเห็นได้ทั่ว
ภายในมีหญ้าฟางหนึ่งกอง โต๊ะเตี้ยหนึ่งตัว ….. นอกนั้นก็ไม่มีแล้ว
“กระท่อมนี้ เป็นของท่านเทพซิ่งชางจริงหรือ ?” มู่เชียนเอ่ยอย่างงุนงง หรือท่านเทพย้ายไปสวรรค์แล้วก็ขนข้าวของเครื่องใช้ไปด้วยทั้งหมด
“ยามนี้เป็นของเจ้าแล้ว หากเจ้าไม่ชอบก็ปรับแต่งได้เลย” เสี่ยวจิ้งที่ยามนี้เกาะอยู่บนไหล่ของมู่เชียนแนะนำอย่างใจดี
“อ่อ….” มู่เชียนนิ่งอึ้งไป มิใช่นางเรื่องมากทว่าหากจะให้นางอยู่จริงๆ คงมีของต้องซื้อเข้ามาอีกหลายอย่างทีเดียว เด็กสาวคิดพลางเริ่มเดินสำรวจไปรอบๆ
“ดูแล้วคงต้องนำเครื่องเรือนเข้ามาบ้าง ขนาดก็เล็กไปหน่อย เสี่ยวจือจืออยู่ด้วยคงไม่สะดวกนัก ” นางนึกถึงเรือนหลังปัจจุบันของนาง และคิดว่าหากเอ่ยปากขอจางฟู่ถิง แล้วนำเข้ามาในมิตินี้ทั้งเรือนเลยจะดีหรือไม่ ?
“เจ้าไม่จำเป็นต้องซื้อหาสิ่งใด ที่นี่เป็นมิติของเจ้าแล้ว เจ้าสามารถกำหนดจิตแบ่งปราณธาตุออกมาสร้างสิ่งที่ต้องการได้เลย !”
“อย่างไรหรือ ?” มู่เชียนสนใจสิ่งที่เสี่ยวจิ้งเอ่ยเป็นอย่างมาก ฟังดูคล้ายกับว่าในที่แห่งนี้นางสามารถ ‘เสก’ สิ่งที่ต้องการออกมาได้ทุกอย่าง
“หลับตา แล้วนึกภาพสิ่งที่เจ้าต้องการดูสิ”
มู่เชียนหลับตา หากจะอยู่ที่นี่สิ่งแรกที่นางต้องการเตียงไม้หลังหนึ่งพร้อมฟูกนอน เพียงคิดภาพตราประทับมิติในร่างก็มีปฏิกิริยาทันที ปราณธาตุของนางถูกดูดกลืนหายไปในตราประทับราวหนึ่งส่วน และเมื่อมู่เชียนลืมตาขึ้น ฟางกองนั้นก็เปลี่ยนเป็นเตียงไม้หลังนั้น เหมือนกับที่นางจินตนาการไว้ไม่ผิดเพี้ยน
“เยี่ยมไปเลย !” นางปราดเข้าไปสำรวจเตียงที่ตนเพิ่งสร้างขึ้น ไม่ว่ารูปลักษณ์ ผิวสัมผัสหรือแม้แต่กลิ่น ก็ล้วนเป็นอย่างที่นางชื่นชอบทุกประการ
“อยู่ที่นี้ขอเพียงมีพลังมากพอเจ้าสามารถกำหนดจิตสร้างได้ทุกอย่างแม้กระทั่งสิ่งมีชีวิต …. เช่นเดียวกับที่เทพบิดาสร้างพวกเราขึ้นมาในอดีต”
มู่เชียนรู้สึกอัศจรรย์ใจอย่างมาก นางยังทดลองสร้างโต๊ะ เก้าอี้ กระจก อ่างอาบน้ำ และเครื่องเรือนอีกหลายชิ้น จนกระทั่งปราณที่สะสมไว้ของตนหมดไป นางจึงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ บนใบหน้าเล็กมีรอยยิ้มสดใส นางรู้สึกสนุกสนานกับความสามารถใหม่นี้อย่างมาก
“อาาา… ข้ารู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะคล้ายเทพธิดาขึ้นมานิดหน่อยแล้ว”
“เจ้าช่างกล้าโอ้อวด…. เทพธิดาอันใดกัน แค่สร้างเครื่องเรือนไม่กี่ชิ้นก็หมดแรงเสียแล้ว” เสี่ยวจิ้งเยาะเย้ยเช่นเคย
มู่เชียนมองเทพมังกรน้อยที่อย่างไรก็ไม่เคยยอมลงให้นางสักครั้ง คิดแล้วก็นึกไม่ออกว่าจะมีผู้ใดที่เขายินยอมอ่อนข้อให้บ้างหรือไม่ จากนั้นเด็กสาวก็พลันเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา
‘เมื่อใดที่ข้ามีพลังมากพอที่จะสร้างสิ่งมีชีวิต ข้าจะสร้างใครสักคนที่ทำให้เสี่ยวจิ้งทั้งชื่นชมและชื่นชอบ ให้เขายินยอมมอบคำสรรเสริญอย่างไม่มีที่สิ้นสุดให้ เป็นการเอาคืนสิ่งที่ข้าไม่เคยได้จากเขา !’
ความมุ่งมั่นแรงกล้าของเจ้าของมิติ กลายเป็นสิ่งที่ฝังลึกลงในตราประทับ และจิตวิญญาณของนางโดยไม่รู้ตัว แน่นอนว่าคนผู้นั้นจะได้มีตัวตนในอนาคตอันใกล้นี้
“เอาล่ะ… ข้าพาเจ้าเยี่ยมชมได้สองที่นี้เท่านั้น ส่วนอื่นๆที่อยู่ถัดจากบึงน้ำต้องเป็นเจ้าพาข้าไปแล้ว”
เสี่ยวจิ้งที่ไม่รู้ตัวว่าเพิ่งก่อเภทภัยครั้งใหญ่ให้ตนเอง ยังคงวางท่าเป็นนายท่าน กระโดดขึ้นบ่าแล้วสั่งให้มู่เชียนแบกร่างตนเดินข้ามบึงสีฟ้ากระจ่าง สถานที่แรกที่เขาให้นางพาไปก็คือ…. หออาวุธ
หอแห่งนี้สูงราวกับตึกสามชั้น ภายในโล่งกว้าง อาวุธหลากหลายชนิดเท่าที่จะสามารถจินตนาการได้นับร้อยๆชิ้นแขวนเรียงรายอยู่บนผนัง ด้านล่างของแต่ละชิ้นมีป้ายชื่อแขวนอยู่
“ป้ายสีสีเงินคืออาวุธเวทระดับฟ้า ส่วนป้ายสีทองด้านนั้นแทนอาวุธเวทระดับเทพ” เสี่ยวจิ้งเอ่ย
มู่เชียนมองไปที่ฝั่งของอาวุธระดับเทพทันที ท่ามกลางอาวุธที่เรียงกันแน่นขนัดทั้งหอ ที่จริงผนังฝั่งที่แขวนอาวุธระดับเทพไว้เพียงสิบกว่าชิ้นควรจะดูโหรงเหรง แต่อาวุธไม่กี่ชิ้นนั้นกลับเปล่งรัศมีทำลายล้างอันแรงกล้าออกมาไม่หยุด ข่มเอาอาวุธที่เหลืออีกหลายร้อยชิ้นให้หมองลง ราวกับเป็นเครื่องประดับฝาผนังดาษดื่นทั่วไปเท่านั้น
ทว่าสำหรับมู่เชียนแล้ว สิ่งที่นางมองหาธรรมดากว่านั้นมาก…..
“อาวุธระดับต่ำกว่านี้ไม่มีหรือ? ข้าต้องการเพียงอาวุธระดับดินเท่านั้น”
สำหรับนาง การจะหยิบใช้ดาบแสงวายุแต่ละครั้งนั้นเป็นเรื่องลำบากใจจริงๆ ด้วยเหตุว่าอาวุธเวทย์ระดับฟ้านั้นสูงค่าเกินไป ทั้งยังหายากอย่างมาก แม้แต่เชื้อพระวงศ์แคว้นต้าหนาน เกรงว่าคงไม่มีอาวุธเวทย์ระดับฟ้าในครอบครองแม้แต่ชิ้นเดียวด้วยซ้ำ หากมีอาวุธเวทย์ระดับดินให้เลือกใช้ได้บ้างนางคงยินดีกว่านี้ แต่เสี่ยวจิ้งกลับบิดปากใส่แล้วเอ่ยว่า
“เหอะ อาวุธเวทย์ระดับดินไหนเลยจะมีค่าพอให้ได้รับการเก็บรักษาจากหอแห่งนี้ แม้เป็นอาวุธเวทย์ระดับฟ้าเหล่านี้ก็ล้วนได้รับการคัดเลือกมาแล้วว่าเป็นอาวุธเวทย์ระดับฟ้าชั้นสูง…. หากเจ้าต้องการจริงๆ ก็รอไว้เจอพี่สามก่อน แม้อาวุธระดับดินจะต่ำไปหน่อย แต่อย่างไรเขาที่เป็นนักสะสมก็คงพอมีไว้ในครอบครองบ้าง
มู่เชียนมีสีหน้ากระอักกระอ่วน อาวุธเวทย์ระดับดินนั้นปกติในแคว้นต้าหนานนับว่ามีค่าควรเมืองแล้ว สมาชิกราชวงศ์และตระกูลสูงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้ครอบครอง แต่เหตุใดอาวุธล้ำค่าเช่นนี้พอออกจากปากเสี่ยวจิ้งกลับกลายเป็นน่าอนาถเสียเหลือเกิน……. พูดคุยกับคนรวย บางครั้งก็จุกอกเสียจริง….. นางมองอาวุธระดับฟ้าที่เรียงรายอยู่ด้านหนึ่งราวกับผักปลาแล้วก็ถอนใจ
“มิน่าเล่าวันนั้นแค่คว้ามามั่วๆถึงได้อาวุธระดับฟ้าไป เพียงเท่านั้นอานุภาพก็ร้ายกาจเกินจะต้านทานได้แล้ว ไม่รู้อาวุธระดับเทพจะร้ายกาจขนาดไหน”
มู่เชียนเห็นหน้าไม้ขนาดเล็กชิ้นหนึ่งอยู่ในกลุ่มอาวุธระดับเทพ แลดูประณีตงดงามอย่างยิ่ง จึงเอื้อมมือไปคว้า คิดจะหยิบมาดูใกล้ๆ ทว่าเสี่ยวจิ้งกลับปัดมือนางออกอย่างแรง
“ระวังหน่อย !! ” เสี่ยวจิ้งเอ่ย
“จำไว้ว่าห้ามแตะต้องอาวุธเทพเด็ดขาด ตราบเท่าที่เจ้ายังไม่สำเร็จขั้นราชันยุทธ์ ไม่เช่นนั้นเจ้าจะเป็นอันตราย ยอดยุทธ์อย่างเจ้าเพียงแตะถูกมันก็อาจถึงขั้นมือพิการได้”
มู่เชียนฟังแล้วก็กลืนน้ำลายอึกหนึ่ง จากนั้นก็เลิกสนใจอาวุธระดับเทพโดยสิ้นเชิง นางหันไปสำรวจอาวุธระดับฟ้าแทนว่ามีชิ้นไหนที่นางพอจะเรียกใช้ในยามจำเป็นได้บ้าง เมื่อเลือกได้แล้วก็หันกลับมาคิดจะถามความคิดเห็นจากเทพอสูรน้อย แต่ก็พบว่าเสี่ยวจิ้งกำลังเหม่อมองไปที่กระบี่เล่มหนึ่ง ในฝั่งของอาวุธเทพด้วยดวงตาวาววับ เจือปนระหว่างความมุ่งหวังและความอาลัยอาวรณ์
“มีอะไรหรือ ?”
ได้ยินมู่เชียนเอ่ยถาม เสี่ยวจิ้งก็เอ่ยตอบทั้งที่ดวงตาสีแดงสดของเขายังคงจดจ้องอยู่ที่กระบี่เล่มนั้นไม่คลาย
“นั่นคือเขี้ยวมังกร เป็นอาวุธคู่กายของข้า นับจากระดับฝึกตนของข้าถดถอยลงข้าก็ไม่อาจควบคุมมันได้ จำต้องทิ้งมันไว้ที่นี่”
ดวงตาของเขาค่อยๆกวาดไล่ไปทางอาวุธชิ้นอื่นด้านข้าง พร้อมเอ่ยแนะนำเสียงเบา
“นั่นง้าวของพี่ใหญ่”
“พัดของพี่สาม”
“ดาบของพี่สี่”
“วงแหวนคู่ของพี่ห้า”
“ทวนของน้องเจ็ด”
“ที่แห่งนี้เก็บรวบรวมอาวุธประจำตัวของเทพอสูรทุกตน มีเพียงมีดสั้นของพี่รองเท่านั้นที่ถูกดูดเข้าไปในมิติกระจกรัตติกาล พร้อมกับตัวของเขา”
ท่าทีของมังกรน้อยซึมเซา เขาเสียทั้งระดับการฝึกฝน ความยิ่งใหญ่ที่เคยมี อาวุธที่เคยใช้ แม้กระทั่งพี่รองของเขาก็ต้องมาหายสาบสูญไป แม้เสี่ยวจิ้งจะมิได้เอ่ยถึงบ่อยนัก แต่มู่เชียนก็มองออกว่าเขารักและผูกพันกับพี่น้องทั้งหกคนเพียงใด
“เรื่องพี่รองของเจ้า เขาเป็นเทพอสูรปราณธาตุมืด ตราบเท่าที่มิติแห่งนี้ยังอยู่ดี แปลว่าเขายังแคล้วคลาดปลอดภัยอยู่ …… ส่วนกระบี่เขี้ยวมังกร อีกไม่นานตัวเจ้าก็บรรลุระดับราชันแล้วมิใช่หรือ ถึงวันนั้นข้าค่อยพาเจ้ามานำมันกลับไป ดีหรือไม่ ?
“อืมมม ขอเวลาอีกไม่เกิน 5-6 เดือนเท่านั้นแล้ว”
ความมุ่งมั่นปรากฏในดวงตาเทพมังกรอีกครั้ง เทียบกับเวลาสามร้อยปีที่ผ่านมา เวลาไม่กี่เดือนนี้สำหรับเขาแล้วไม่อาจนับเป็นอะไรได้เลย ไม่นานจากนั้นทั้งสองก็ก้าวออกมาจากหออาวุธ