คืนนั้นเด็กหนุ่มทั้งคู่ก็ออกตระเวนราตรีอีกครั้ง พวกมันลอบปีนกำแพงคฤหาสน์ออกอย่างชำนาญก่อนจับรถม้าเข้าไปในเมือง ฟ้าไขแสงเจาะจงเรียกหานางจันทร์งามโดยอดกลั้นไม่ให้เผลอชกหน้าผู้ดูแลร้านที่พยายามปั้นเื่เศร้าหลอกลวงมัน ในขณะที่สินรุ้งเพียงแต่ตามเข้าไปอย่างเงียบงันโดยไม่ได้เรียกร้องอันใด
คนทั้งคู่ตั้งโต๊ะดื่มสุรากันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่นางคณิกามีชื่อผู้นั้นจะเข้ามาร่วมวง นางเหลือบมองสินรุ้งด้วยสายตาอย่างคนมีชนักติดหลังขณะปั้นหน้าเศร้าเยื้องกรายเข้ามาในห้อง
ฟ้าไขแสงเห็นสีหน้านั้นของนางก็แค่นเสียงเฮอะ “แม่ไม่ต้องทำหน้าเช่นนั้นหรอก เราผู้เป็บัณฑิตทราบเื่ทั้งหมดแล้ว”
สีหน้าของจันทร์งามดูตื่นตะลึง นางหันไปหาสินรุ้งพร้อมเอ่ยเสียงสั่น “เป็คุณชายเล่าเื่ทั้งหมด...”
“ข้าย่อมไม่ปิดบังเื่ปั้นแต่งนั้นแก่พี่ใหญ่” เ้าหนุ่มนั่นตอบ “แต่แม่อย่าได้กังวลไป พวกเราเข้าใจถึงความลำบากของแม่”
ตาทั้งสองคู่ประสานกัน เมื่อเป็เช่นนั้นนางคณิกาก็อ่านออกทันทีว่าสินรุ้งเพียงแต่เล่าถึงเื่ของจดหมาย ไม่ได้พูดถึงเื่คนรักของนาง จันทร์งามรีบคุกเข่าลง ก้มศีรษะต่ำกล่าวขอขมาว่า “ข้าน้อยต้องขออภัยคุณชาย”
ท่านจ้าวเหนือฟ้า เด็กหนุ่มแรกรุ่นมันก็เป็เช่นนี้เอง เมื่อเห็นนางงามก้มศีรษะกราบกราน พูดจาอ่อนหวานเข้าเสียหน่อยก็อ่อนระทวย ฟ้าไขแสงรีบลุกขึ้นตรงไปประคอง กล่าวคำหวานกับนางอยู่หลายคำ ก่อนที่จะชักชวนให้ร่วมดื่มสุราพูดคุย
ฟ้าไขแสงกับนางคณิกาสนทนากันถูกคอ ในขณะที่เ้าหนุ่มสินรุ้งทำเพียงนั่งฟังและดื่มกินเท่านั้น ผ่านไปครู่ใหญ่ชายหญิงทั้งสองก็เกี่ยวก้อยกันหายลับไปยังหอห้อง้า ปล่อยให้มันนั่งจัดการกับสุราอาหารตรงหน้าอยู่แต่เพียงผู้เดียว
มันปฏิเสธนางคณิกาที่เดินชดช้อยเข้ามาหลายคน เพียงแต่นั่งดื่มสุราใช้ความคิดบางประการอยู่เพียงลำพัง จนเมื่อเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ประตูห้องกินดื่มก็ถูกเลื่อนออกอีกครั้ง คราวนี้เป็นางจันทร์งามที่กลับเข้ามาในห้อง
แต่นางกลับมาเพียงผู้เดียว ไม่มีวี่แววของพี่ใหญ่ของมันที่ด้านหลัง สินรุ้งขมวดคิ้วพร้อมเอ่ยถาม “แล้วพี่ใหญ่ของข้าเล่า”
“คุณชายฟ้าไขแสงหลับไปแล้วเ้าค่ะ” นางจันทร์งามเยื้องกรายเข้ามาที่โต๊ะสุราก่อนพับขานั่งลง “ข้าน้อยบังเอิญได้ยินว่าคุณชายไล่แก้วใสกับนกน้อยไป พวกนางทำสิ่งใดไม่ถูกใจท่านหรือเ้าคะ”
“คืนนี้ข้ามิใคร่้าความสำราญเช่นนั้นเท่าไร” เ้าหนุ่มเอ่ยปัด “ว่าแต่แม่เถอะ แม่ควรปรนนิบัติพี่ใหญ่ของข้ามากกว่าจะกลับมาที่นี่”
นางคณิกาก้มศีรษะลง “พี่ใหญ่ของคุณชายคงมิได้้าให้ผู้ใดคอยปรนนิบัติยามหลับกระมัง” นางเอ่ยตอบเบา ๆ “ข้าน้อยอยากจะมาขอบคุณท่าน ที่... ที่ท่านมิได้แพร่งพรายเื่นั้นให้คุณชายฟ้าไขแสงทราบ”
สินรุ้งยกถ้วยสุราดื่มโดยไม่ได้เอ่ยตอบอะไร เกิดความเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เด็กหนุ่มจะเอ่ยถามออกมาเบา ๆ ว่า “นอกจากแม่แล้ว มีใครในที่นี้อีกบ้างที่ลอบพบปะกับชายอื่นยามกลางวัน”
จันทร์งามรินสุราใส่ถ้วยที่ว่างเปล่าอย่างเงียบงัน ก่อนช้อนสายตาขึ้นมองพร้อมเอ่ยปาก “ข้าน้อยไม่ทราบ แต่คาดว่าคง... คงไม่ได้มีแต่ข้าน้อยผู้เดียวกระมัง”
เ้าหนุ่มถอนหายใจ ยกถ้วยสุราขึ้นดื่มก่อนเอ่ยต่อ “รู้เช่นนี้แล้ว ข้าจะยังหาความสำราญได้อย่างสนิทใจอีกหรือ” มันคล้ายรำพัน “ดูเถิด เมื่อข้าเห็นสตรีในร้าน ถึงแม้พวกนางจะยั่วยิ้มเชื้อเชิญ ข้าก็พานนึกไปว่านางเป็บุปผามีเ้าของไปแล้วทั้งหมด”
“ท่านมิควรคิดเช่นนั้น” นางคณิกาเอ่ยตอบ รินสุราให้มันอีก “พวกเราทุกคนในร้านนี้ล้วนรู้ศักดิ์ฐานะ แม้ข้าน้อยจะ... พวกเราเต็มใจยิ่งที่จะสร้างความสำราญให้กับคุณชาย”
สินรุ้งยังคงดื่มกินต่อไปโดยไม่เอ่ยคำ ฝ่ายจันทร์งามเองก็ไม่กล่าวซักไซ้เพิ่มเติม จนเมื่อดวงตาของทั้งคู่ประสานกันอีกครั้ง นางคณิกาก็หลบตาลงก่อนพูดเบา ๆ ว่า “คุณชายมีดวงตาที่งดงาม ขนตานั่นเป็ของแท้ใช่หรือไม่”
เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาเบา ๆ คล้ายพอใจกับคำชมนั้น “ใคร ๆ ก็ว่าข้าได้ดวงตาของมารดามา” มันเอ่ยตอบก่อนเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม “แม่คงมิได้อยากจะอยู่แค่เพียงจะสนทนากับข้าทั้งคืนกระมัง มีเื่อันใดก็เอ่ยมาเถิด”
ท่านจ้าวเหนือฟ้า เ้าเด็กนี่ช่างมีสายตาที่มองทะลุถึงใจคนเสียจริง ทำเอานางคณิกามีชื่อผู้นั้นสะดุ้งจนทำสุรากระเซ็นออกจากไหในมือเมื่อถูกคำถามนั้นจี้จุด “คุณชายช่างรู้ใจคนนัก” จันทร์งามเอ่ยเบา ๆ ขณะใช้ผ้าเช็ดหยดสุราบนโต๊ะ “ข้าน้อยมีเื่ที่จะไหว้วาน... ขอความกรุณาจากท่านจริง”
เมื่อไม่เห็นว่าสินรุ้งจะเอ่ยรับหรือปฏิเสธ นางจันทร์งามจึงล้วงมือลงไปในสาบเสื้อ หยิบเอากระดาษแผ่นหนึ่งออกมา “ข้าน้อยไม่รู้หนังสือนัก จึงอ่านกลอนนี้ของคุณชายจิตดั่งใจมิใคร่แตก” นางเอ่ยออกมาเบา ๆ “มิทราบว่าคุณชายจะกรุณา...”
สินรุ้งรับกระดาษแผ่นนั้นมาพินิจ ปรากฏเป็กลอนบทหนึ่งที่เขียนด้วยภาษาสูง มันอ่านออกเสียงเบา ๆ พอที่จะให้นางคณิกาที่นั่งฟังอยู่ข้างกายได้ยินก่อนเอ่ยสรุป “ไม่ได้มีอันใด มันเพียงแต่บอกว่าคิดถึงแม่อยู่ทุกขณะจิตก็เท่านั้น”
แต่ดูว่านางจันทร์งามจะเคลิบเคลิ้มไปกับคำกลอนนั้น ท่านจ้าวผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อได้ฟังถ้อยคำหวานหู หญิงสาวผู้นี้ถึงกับบังอาจรำพันตัดพ้อพระองค์ถึงวาสนาที่ต่ำต้อยของนาง
สินรุ้งมองสีหน้างมงายในความรักของนางคณิกาด้วยแววตาประหลาด หลังจากที่สงบนิ่งอยู่พักหนึ่ง มันก็เอ่ยขึ้นว่า “หากหมดธุระแล้ว แม่ก็กลับไปปรนนิบัติพี่ใหญ่เถิด ไว้ใกล้รุ่งสางแม่ค่อยปลุกเขามาสมทบกับข้า”
จันทร์งามหลุดออกจากภวังค์ นางก้มศีรษะลงก่อนที่จะค่อย ๆ ขยับกายล่าถอยออกไป แต่ยังไม่ทันได้ลุกขึ้น นางก็ชะงักครั้งหนึ่งก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกล้า ๆ กลัว ๆ ว่า “คุณชาย มิทราบว่าท่านจะช่วยเหลือข้าน้อยอีกสักเื่หนึ่งได้หรือไม่”
สินรุ้งขมวดคิ้ว วางถ้วยสุราลงแล้วเอ่ยถามกลับไปว่า “แม่ยังมีเื่อันใดให้ข้าช่วยเหลืออีกหรือ”
นางคณิการู้สึกใจชื้นขึ้นที่ไม่เห็นมันตวาดใส่ จึงค่อยกล้าสบตากล่าวคำ “ข้าน้อยอยากจะตอบกลับบทกลอนนั้นสักประโยค ไม่ทราบว่า...”
เมื่อได้ฟังความแค่ครึ่งประโยค สินรุ้งก็ต้องเลิกคิ้ว ย้อนถามแทรกขึ้นว่า “แม่จะให้ข้าช่วยเขียนกลอนให้อย่างนั้นหรือ”
ท่านจ้าวผู้ประเสริฐ น้ำเสียงนั้นช่างกระด้างเสียจนนางจันทร์งามต้องรีบก้มหน้าลงต่ำอีกครั้ง เ้าหนุ่มนั่นดูหัวเสียมิใช่น้อยขณะพูดต่อ “ข้าช่วยปกปิดเื่ระหว่างแม่กับมันผู้นั้น ก็นับว่าผิดต่อพี่ใหญ่มากแล้ว ไฉนแม่ถึงคิดให้ข้าทำผิดซ้ำอีก”
แม้สินรุ้งจะฉลาดหลักแหลมเพียงใด แต่มันก็ยังเป็เพียงเด็กหนุ่ม ท่านจ้าวผู้เจริญด้วยปัญญาเหนือปัญญาทั้งปวง ใจของเด็กหนุ่มนั้นจะสู้กับมารยาหญิงได้อย่างไร เมื่อเห็นว่าสินรุ้งโกรธ นางจันทร์งามนั่งคุกเข่าก้มหน้าร่างสั่นระริก ปล่อยให้หยดน้ำตาตกกระทบพื้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น ท้ายที่สุดแล้วเ้าหนุ่มนั่นก็จำต้องอ่อนข้อ “ข้าขอโทษหากคำพูดนั้นกระทบถึงจิตใจของแม่” มันเอ่ย “แต่กาพย์กลอนนั้นเป็เื่ของความรู้สึก ข้าคงไม่อาจฝืนความรู้สึกเขียนถึงมันผู้นั้นได้”
“มิจำเป็ต้องเป็กาพย์กลอน” นางคณิกาได้ทีเอ่ยขึ้น “เพียงแต่เป็จดหมายเรียบง่ายสักฉบับเท่านั้น”
สินรุ้งเลิกคิ้ว ถามกลับไปว่า “ไยไม่ให้พี่พลอยดาวของแม่เขียนเล่า”
“คนใกล้ตัวนางบางคนมิใช่มิตรข้องข้าน้อย” จันทร์งามเอ่ยเบา ๆ “จดหมายฉบับนี้...”
“ข้าเข้าใจแล้ว” ในที่สุดสินรุ้งก็รับคำพร้อมถอนหายใจออกมา “แม่ไปหากระดาษกับหมึกปากกามาเถิด”
จันทร์งามลุกลี้ลุกลนกล่าวขอบคุณก่อนหายลับไปจากห้อง ครู่หนึ่งก็กลับมาพร้อมเครื่องเขียนและกระดาษ สินรุ้งถอนหายใจอีกครั้งขณะกวาดเอาถ้วยชามบนโต๊ะออกไปให้พ้นทาง ใช้ปากกาหัวโลหะในมือดูดหมึกในขวดขึ้นมา “แม่้าจะให้ข้าเขียนเช่นไร” มันถาม
“ข้าน้อยหยาบกระด้าง ไม่ใคร่รู้หนังสือ” นางเอ่ยออกมาขณะทรุดตัวลงนั่งแนบชิดกับมัน “หากข้าพูดออกไปแล้ว คุณชายจะกรุณาช่วยแปลงเป็ภาษาสูงก็คงดียิ่ง”
สินรุ้งยิ้มออกมาน้อย ๆ ก่อนกล่าวว่า “แม่พูดมาเถอะ ข้าจะเขียน”
นางจันทร์งามเอ่ยประโยคที่้าออกมาให้สินรุ้งเขียนตาม เ้าหนุ่มค่อย ๆ เขียนตามพลางนึกคำที่เหมาะสมลงไปบนกระดาษ เมื่อเขียนออกมาจนหมดสิ้นแล้ว มันจึงค่อยหยิบกระดาษแผ่นใหม่ขึ้นมา เกลาภาษาจากความในฉบับแรกให้สวยงามยิ่งขึ้น ก่อนอ่านออกเสียงให้นางคณิกาฟัง
ท่านจ้าวผู้ประเสริฐ เนื้อความในจดหมายที่เ้าหนุ่มนั่นเขียนออกมานั้นถึงกับทำให้นางคณิกาหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความปีติ จันทร์งามกราบกรานมันด้วยความสำนึกขอบคุณก่อนเก็บกระดาษแผ่นนั้นเข้าไปในสาบเสื้อ “ข้าน้อยสำนึกในพระคุณของคุณชายยิ่งนัก” พูดถึงตรงนี้นางก็ชม้ายตามองมัน “ข้าน้อยคิดตอบแทนท่าน แต่ในตัวข้าตอนนี้นั้นไม่มีแม้แต่เหรียญเงินเดียว ฉะนั้น...”
สินรุ้งเข้าใจเจตนาของนางจึงขมวดคิ้ว “เท่านี้ข้ายังผิดต่อพี่ใหญ่ไม่พออีกหรือ” มันดุ “ข้าไม่้าสิ่งใดตอบแทน เว้นแต่แม่จะปรนนิบัติพี่ใหญ่ของข้าอย่างดีเท่านั้น”
จันทร์งามแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวานจริงใจออกมาเป็ครั้งแรก “ท่านช่างดียิ่ง” นางเอ่ยชม “ข้าน้อยชื่นชมและซาบซึ้งในน้ำใจของคุณชายท่าน”
เมื่อถูกหญิงงามชมเชยเช่นนี้ ใครบ้างเล่าจะไม่พึงใจ ท่านจ้าวเหนือฟ้า ถึงแม้เ้าหนุ่มสินรุ้งจะทำทีเป็เฉยเมย ยังคงไล่นางคณิกาให้กลับไปปรนนิบัติลูกพี่ของมัน แต่อย่างไรก็เกิดความเอ็นดูนางขึ้นอีกหลายส่วน ก่อนรุ่งสางของวันนั้นมันก็จากร้านกุหลาบบ้านพิราบป่ามา โดยไม่รู้เลยว่าเื่เล็ก ๆ ที่มันทำในคืนนั้น จะเปลี่ยนชีวิตของมันจากหน้ามือเป็หลังมือในอนาคตอันใกล้