บทที่ 31 จับกระต่ายป่า
การมองูเานั้นง่ายแต่การปีนเขานั้นยาก ูเาสองลูกนั้น ซูชิ่นใช้เวลาเกือบสองชั่วยามจึงจะข้ามผ่านไปได้
เมื่อยืนอยู่ที่เชิงูเาซานเต้าจื่อ ซูชิ่นเงยหน้ามองูเาลูกนั้น แม้ดูไม่สูงนักแต่เห็นได้ชัดว่าแตกต่างจากูเาสองลูกก่อนหน้า ูเาสองลูกแรกยังมีร่องรอยของผู้คน แตู่เาซานเต้าจื่อกลับให้ความรู้สึกเย็นะเื ดูรกร้างไร้ผู้คนอาศัย
นางตักน้ำพุวิเศษจากมิติวิเศษขึ้นมาดื่ม จากนั้นนำมีดสั้นออกมาเพื่อใช้เปิดทางและป้องกันตัว ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปในูเา
ความจริงหลังจากเข้าป่ามา ซูชิ่นรู้สึกว่าก็ไม่ได้แย่นัก เพียงแต่หญ้าหนากว่า ต้นไม้ใหญ่กว่า และสภาพแวดล้อมดูดิบเถื่อนกว่าเท่านั้น ไม่ได้มีสัตว์ร้ายวิ่งพล่านไปทั่วอย่างที่จินตนาการไว้
หลังจากเดินไปได้ระยะหนึ่ง ซูชิ่นก็ยังไม่พบสมุนไพรที่มีค่าใด ๆ เมื่อลองคิดดู ที่นี่อยู่ใกล้กับูเาเอ้อร์เต้าจื่อ ชาวบ้านที่ใจกล้าหน่อยย่อมต้องแวะเวียนมาเป็ครั้งคราว ดังนั้นนางจึงเดินลึกเข้าไปอีก จนกระทั่งข้ามยอดูเาซานเต้าจื่อไป ซูชิ่นจึงเริ่มรู้สึกถึงความแตกต่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ฝั่งนี้ของูเา หญ้าสูงป่าทึบ สามารถเห็นสัตว์ป่าหลากหลายชนิดวิ่งผ่านไปมาในป่าเป็ระยะ และใต้ต้นไม้ก็มีเห็ดนานาชนิดขึ้นอยู่ แต่ซูชิ่นไม่กล้าเก็บ เพราะเกรงว่าหากทำพลาด ครอบครัวสามคนอาจจะได้เห็นคนตัวจิ๋วเต้นระบำเพราะหลอนยาหรือพิษเอาได้
ยิ่งเดินลงเขา อุณหภูมิก็ยิ่งต่ำลง ในฤดูร้อนเช่นนี้ ซูชิ่นกลับไม่รู้สึกถึงความร้อนรุ่มเลยแม้แต่น้อย
ระหว่างทางนางพบผลไม้ป่าอยู่ไม่น้อย จึงเลือกเด็ดลูกที่ดูดีโยนเข้าไปในมิติวิเศษ ทำให้เ้าตัวเล็กทั้งสองที่อยู่ในมิติวิเศษกินจนเรอออกมา
เมื่อนึกถึงความทรงพลังของทุ่งหญ้าในมิติวิเศษ ซูชิ่นจึงตั้งใจขุดต้นผลไม้ป่าสองสามต้นโยนเข้าไป ต่อไปหากผลไม้ออกผล นอกจากจะกินเองจนอิ่มแล้ว ยังสามารถนำไปขายได้ด้วย ซึ่งเป็หนทางหาเงินที่ดีไม่น้อย
ผ่านไปไม่นาน ก็มีกระต่ายป่าตัวอ้วนท้วนตัวหนึ่งพุ่งออกมาจากป่า แล้ววิ่งผ่านหน้าซูชิ่นไปอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวรู้สึกเหมือนเนื้อกระต่ายก้อนโตบินผ่านหน้าไป
นางอยากจับกระต่าย!
ทว่านางไม่มีเครื่องมือที่ถนัดมือและทำอะไรไม่เป็
ซูชิ่นเกาหัว พลางคิดว่ากระต่ายเป็สัตว์กินพืช ข้าวโพดในมิติวิเศษอร่อยขนาดนั้น กระต่ายต้องชอบกินแน่นอน ดังนั้นนางจึงเข้าไปในมิติวิเศษเพื่อเด็ดฝักข้าวโพดออกมา
โจวโจวที่อุ้มท้องกลมจากการกินมองดูซูชิ่นที่ยุ่งอยู่ในมิติวิเศษ แล้วเอ่ยถามว่า "ท่านแม่ ท่านจะทำข้าวโพดย่างหรือขอรับ? ข้ากับน้องสาวกินไม่ไหวแล้วขอรับ"
ซูชิ่นบิดข้าวโพดฝักใหญ่ลงมาหนึ่งฝักแล้วกล่าวว่า "ในเขามีสัตว์ป่าเยอะมาก ข้าอยากใช้ข้าวโพดเป็เหยื่อ อยากลองดูว่าจะจับได้สักกี่ตัว"
โจวโจวเห็นนางอุ้มข้าวโพดเตรียมจะจากไป จึงรีบยื่นมือไปดึงชายเสื้อของนาง
"มีอะไรหรือ?"
"ท่านแม่ ให้ข้าช่วยจับเถิดขอรับ"
"เ้าจะช่วยข้าหรือ?" ซูชิ่นกวาดสายตามองเขาด้วยความไม่ไว้วางใจ
เ้าตัวเล็กเท่าเมล็ดถั่วคนนี้จะช่วยนางจับสัตว์ป่า? เอาตัวเองไปเป็อาหารสัตว์ป่ายังจะง่ายกว่า
โจวโจวยืดอกน้อย ๆ แล้วกล่าวว่า "ข้าเคยเห็นท่านพ่อจับกระต่ายขอรับ"
"เ้าอยู่ที่นี่ให้สงบดีกว่า มิเช่นนั้นเดี๋ยวข้าต้องแบ่งสมาธิมาดูแลเ้าอีก" ซูชิ่นมองข้าวโพดในอ้อมกอดแล้วส่ายหัว
จากนั้นนางก็ถือข้าวโพดออกจากมิติวิเศษด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ก่อนจะใช้มีดสั้นหั่นข้าวโพดเป็ท่อน ๆ วางไว้บนพื้น กลิ่นหอมหวานของข้าวโพดกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ดึงดูดกระต่ายป่าแถวนั้นมาได้หลายตัว
แต่กระต่ายเหล่านี้ไม่ได้โง่ ในูเาซานเต้าจื่อมักมีนายพรานปรากฏตัว ทำให้พวกมันระแวดระวังมนุษย์มาก จึงได้แต่แอบมองอยู่ไกล ๆ ไม่ยอมเดินเข้ามาง่าย ๆ
ซูชิ่นรออยู่นานก็ไม่เห็นพวกมันหลงกล ในที่สุดนางก็เข้าใจว่าตนเองจะยืนทื่ออยู่ตรงนี้ไม่ได้ จึงรีบหาพุ่มไม้ซ่อนตัว
พวกสัตว์ป่าไม่ได้พุ่งเข้ามาเป็ฝูงอย่างที่นางคิด แต่เฝ้ามองอยู่รอบ ๆ สักพัก จึงค่อย ๆ ล้อมเข้ามาแบ่งกันกิน
ซูชิ่นใจร้อน พอเห็นพวกมันเริ่มแทะข้าวโพดก็พุ่งเข้าใส่กระต่ายเ่าั้ ทว่าพวกกระต่ายไหวตัวทัน คาบข้าวโพดไว้ในปากแล้วถีบเท้าพุ่งหายวับไปในพริบตา ทั้งยังทิ้งโคลนไว้เต็มหน้าซูชิ่นอีกด้วย
ซูชิ่นถ่มน้ำลายสองครั้งเพื่อเอาโคลนออกจากปาก จากนั้นจึงหันหลังกลับเข้ามิติวิเศษไปเด็ดข้าวโพดมาอีกฝัก
โจวโจวเสนออีกครั้งว่า "ท่านแม่ ให้ข้าออกไปช่วยเถิดขอรับ"
"ไม่ต้อง ข้าจัดการเองได้" ซูชิ่นโบกมือปฏิเสธอย่างทะนงตน
แค่กระต่ายไม่กี่ตัว นางจะจับไม่ได้เชียวหรือ?
โจวโจวมองแผ่นหลังของซูชิ่นที่เดินจากไปแล้วถอนหายใจ
เยว่เยว่ถามว่า "พี่ชาย มีอะไรหรือเ้าคะ?"
"ข้าสงสัยว่าต่อจากนี้พวกเราอาจจะต้องอดอยากกันแล้ว" โจวโจวนั่งลงบนพื้น พลางใช้มือน้อย ๆ ยันคาง
จากการสังเกตและทำความรู้จักกับท่านแม่ใน่ไม่กี่วันนี้ ท่านแม่เอาข้าวโพดที่นี่ไปเลี้ยงสัตว์ป่าจนหมด แต่กลับจับไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว
เยว่เยว่เกาหัว แสดงท่าทีว่านางไม่เข้าใจสิ่งที่พี่ชายพูด
หลังจากนั้นไม่นาน เสียงฮึดฮัดด้วยความโมโหของซูชิ่นจากด้านนอกก็ดังเข้ามาในมิติวิเศษ
"พวกเ้ากระต่ายเฮงซวย รอข้าก่อนเถอะ!"
โจวโจวยักไหล่
เห็นไหมเล่า การคาดเดาของข้าไม่ผิดจากที่คาดไว้เลย
พริบตาต่อมา ซูชิ่นก็เดินหน้าบึ้งเข้ามาในมิติวิเศษแล้วเด็ดข้าวโพดไปอีกฝัก
นางไม่เชื่อหรอกว่ามนุษย์ตัวเป็ ๆ อย่างนาง จะสู้กระต่ายสี่ขาไม่กี่ตัวไม่ได้!
"ท่านแม่ พาข้าไปด้วยเถิดขอรับ" โจวโจวรีบเข้าไปกอดขาซูชิ่น แล้วเงยหน้ามองนางด้วยสายตาอ้อนวอน
ซูชิ่นผลักเขาออกโดยไม่ต้องคิด
ล้อเล่นเถอะ นางไม่อยากให้ลูกเห็นสภาพที่นางจับกระต่ายไม่สำเร็จหรอกนะ
โจวโจวมองแผ่นหลังของซูชิ่นแล้วมองดูข้าวโพดที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดด้วยความปวดใจ
แผนการจับกระต่ายของซูชิ่นล้มเหลวอีกครั้งเพราะกระต่ายคาบข้าวโพดหนีไป ทำให้นางโมโหจนกระทืบเท้าอยู่กับที่อยู่นาน
กระต่ายในูเานี้กลายเป็ปีศาจไปหมดแล้วหรืออย่างไร? วันนี้ถ้าไม่ได้จับกระต่ายสักตัวเพื่อล้างอาย นางจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด!
เมื่อกลับเข้ามิติวิเศษเพื่อเด็ดข้าวโพดอีกครั้ง คราวนี้โจวโจวใช้แขนเล็ก ๆ ขวางนางไว้
"ท่านแม่ กระต่ายในป่าไม่ได้ขาดแคลนอาหารขอรับ" ดังนั้นท่านอย่าเอาข้าวโพดไปเลี้ยงพวกมันอีกเลย
"เ้ากำลังดูถูกข้าหรือ?!" ซูชิ่นถลึงตาใส่เขาด้วยความโมโห
"ท่านแม่ ข้าอยากช่วยท่านจริง ๆ ข้ารู้วิธีจับกระต่าย พาข้าไปด้วยเถิด ข้าช่วยได้แน่นอนขอรับ" โจวโจวส่ายหัวด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
ซูชิ่นมองผลผลิตลูกสุดท้ายบนต้นข้าวโพด แล้วมองสายตาที่โหยหาของโจวโจว นางหรี่ตาพลางคิดว่าหากพาโจวโจวไปด้วยแล้วยังจับไม่ได้ นางก็สามารถโยนความผิดให้เขาเพื่อรักษาหน้าได้ใช่หรือไม่?
แม้การทำเช่นนี้จะดูไร้ยางอายไปหน่อย แต่ก็นะ ผู้ใหญ่น่ะ รักษาหน้าเป็เื่ปกติ
ดังนั้นซูชิ่นจึงตัดสินใจอย่างมีความสุขที่จะพาเ้าตัวเล็กคนนี้ไปด้วย
โจวโจวแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก คืนนี้คงไม่ต้องนอนท้องหิวแล้ว
สองแม่ลูกถือข้าวโพดฝักสุดท้ายออกจากมิติวิเศษ ซูชิ่นเตรียมจะหั่นข้าวโพดเพื่อล่อกระต่ายทันที
"ท่านแม่ ตรงนี้ไม่เหมาะจะจับแล้วขอรับ พวกมันฉลาดมาก พวกเราต้องเปลี่ยนที่" โจวโจวรีบห้ามไว้
ซูชิ่นคิดดูแล้วก็เห็นด้วยจึงพาโจวโจวเดินไปยังที่อื่น
"ท่านแม่ ตรงนี้แหละขอรับ" เมื่อถึงบริเวณที่มีหญ้ารกชัฏ โจวโจวก็หยุดลง
"หญ้าเยอะขนาดนี้ จะเกะกะเกินไปหรือไม่?" ซูชิ่นเอ่ยพร้อมขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ท่านพ่อเคยบอกว่า กระต่ายป่ามีความระแวดระวังสูง ยิ่งเป็ที่โล่งแจ้งพวกมันยิ่งตื่นตัว การจับจึงประสบความสำเร็จได้ยากขอรับ" โจวโจวส่ายหัวอย่างจริงจัง
ซูชิ่นลองคิดถึงสาเหตุที่ตนเองล้มเหลวหลายครั้งก่อนหน้านี้ แล้วจึงปิดปากเงียบ