พาร์ทของรุกข์
“หยุด! พวกมึงหยุดอยู่ตรงนั้นนะ ไม่งั้นอีนี่ตาย!”
ไอ้โม่งชุดดำจ่อปลายกระบอกปืน 9 มม จ่อที่ขมับของพนักงานธนาคารที่กำลังหายใจรวยรินจากการขาดอากาศหายใจ แขนแม่งอย่างกะก้ามปูเสือกรัดซะแน่นทั้งที่เหยื่อตัวเล็กนิดเดียว
“ทิ้งปืน! กูบอกให้พวกมึงทิ้งปืนไง!”
มันชี้กระบอกปืนมายังนาย ตำรวจที่ยืนอยู่ไม่ไกล เขาหันมามองผมอย่างขอความเห็น
“โอเค เราจะวางปืนลงที่พื้น แต่คุณช่วยคลายแขนออกหน่อยได้ไหมเหมือนเธอจะหายใจไม่สะดวก”
มันชำเลืองดูเหยื่อก่อนจะคลายแขนออกช้าๆ ผมกวาดสายตามองเพื่อนอีกสามคนที่อยู่ไม่ไกลซึ่งทิ้งอาวุธไว้บนพื้น
“เตะมานี่แล้วก็ยกมือขึ้น” น้ำเสียงนั้นเริ่มสั่นจนจับสังเกตได้
“คุณ้าอะไร!?”
ไอ้หินเพื่อนผมถามด้วยเสียงอันดังทั้งที่อยู่ห่างกันไม่กี่เมตร มันอาจจะดูเหมือนเป็การข่มขวัญแต่ผมว่าจะยิ่งเพิ่มความเครียดให้ไอ้โม่งซะมากกว่า
“ทีนี้ถอยไป กูบอกให้พวกมึงถอยไป!”
ดูเหมือนว่ามันจะไม่สนใจที่เราถามสักนิด ผมซึ่งอยู่หน้าสุดส่งสัญญาณให้สามคนที่เหลือถอยหลังตามที่มันบอก
“หารถให้กูเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นกูเป่าสมองมันเละแน่”
ผมเอามือลงเพื่อล้วงกระเป๋าเอาโทรศัพท์มือถือ
“มึงจะทำอะไร!?”
มันจ้องตาเขม็งแต่แทนที่จะเล็งปืนมายังผมแต่มันเสือกไปจ่อขมับเหยื่อ แสดงว่าะุมันอาจจะมีจำกัด
“ก็เอามือถือมาโทรขอรถไง”
“งั้นถ้ารถมาก็รีบมาบอกกู”
ร่างอวบอ้วนของมันค่อยๆ ลากพนักงานสาวไปหลบยังมุมทางเข้าห้องน้ำเพื่อให้พ้นจากสายตาพวกเรา
“มึงจะหารถให้มันจริงเหรอวะ?”
หลังจากไอ้โม่งหายไปหลังมุมห้องน้ำ ไอ้หินก็รีบปรี่มาหาผมทันที
“ก็คงต้องให้มันไปก่อนแล้วค่อยหาจังหวะชิงตัวประกัน”
<ว่าไงสารวัตร? >
“คนร้ายต่อรองขอรถครับ”
ผมสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วผ่านลานสายตาข้างขวาจึงรีบหันไปมองทันที
“คุณ! ห้ามเข้ามานะ เ้าหน้าที่ตำรวจกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่”
“ตรงนั้นมีคนร้าย!”
ไอ้ดินกับไอ้ปืนรีบร้องทัดทานแต่ก็ไม่เป็ผล แล้วใครปล่อยให้ไอ้หมอนี่เข้ามาได้วะ ยืนทำส้นตีนอะไรกันอยู่
ร่างสูงโปร่งใส่หมวกแคปดำ หน้ากากดำ อุ้มหุ่นโชว์ที่สวมเสื้อผ้าผู้ชายกำลังจะเดินผ่านผมไปอย่างไม่สนใจไยดี เป็เหี้ยอะไรของมันวะ ฟังภาษาคนไม่รู้เื่รึไง เดี๋ยวแม่งก็โดนยิงตายห่าหรอก
“มึงจะไปไหน?”
มือใหญ่คว้าหมับไปที่แขนอีกข้างของมันทันที
“มันมีะุแค่สามนัด เดี๋ยวกูจัดการเอง”
“ด้วยมือเปล่าเนี่ยนะ มึงอยากตายรึไง?”
<คุณว่าไงนะ? >
ฉิบหายลืมไปว่ากำลังติดสายอยู่ สายสำคัญซะด้วย
“เปล่าครับท่าน”
“ปล่อยกู!”
มันส่งเสียงดังพร้อมกับสะบัดแขนจนหลุดแล้วรีบเดินไปยังมุมที่คนร้ายและเหยื่อซ่อนตัวอยู่
“ยะ อย่า!”
ไอ้ตำรวจสามตัวรีบะโห้ามแต่ก็ช้าไป แล้วพวกมึงปล่อยให้มันเข้ามาทำไมวะ เดี๋ยวก็ได้เก็บศพมันหรอก
ตุ๊บ !
หุ่นโชว์ถูกโยนไปยังมุมห้องน้ำตามด้วยเสียงปืนที่ดังติดต่อกันสามนัด
ปัง ! ปัง! ปัง!
ร่างสูงโปร่งรีบวิ่งเข้ายังหลังมุมอับนั้นอย่างรวดเร็ว ไอ้ตำรวจสามตัวมองหน้ากันด้วยความงวยงง ในขณะที่ผมรีบตามเข้าไป
ตุ๊บ ! ตุ๊บ!
ผั๊ว ! ผั๊ว!
เกิดการต่อสู้กันหลังมุมอับที่เรามองไม่เห็น นึกแปลกใจที่ไม่มีเสียงปืนดังขึ้นสักนัด ไม่นานปืนก็ตกและกระเด็นออกมา
ทันทีที่ผมไปถึงร่างอวบอ้วนของไอ้โม่งก็ถูกเหวี่ยงมาปะทะพอดี
พลั๊ก !
ผมรีบรับตัวมันเอาไว้และพยายามล็อคให้นิ่ง ค่อยๆ มองไปยังร่างผอมสูงที่กำลังนั่งลงคุยกับพนักงานสาวที่นั่งพิงผนังด้วยใบหน้าเหนื่อยอ่อน
“ที่จริงคุณต้องถูกยิงที่แขนซ้ายท่อนล่างนะ แต่ก็ระวังไว้ก็ดีพรุ่งนี้คุณอาจจะแขนหักได้”
“หมายความว่าไงคะ?”
พนักงานสาวเปล่งเสียงออกมาด้วยความอ่อนล้า
“ผมช่วยให้คุณปลอดภัยและไม่โดนยิงในวันนี้ได้ก็จริง แต่ผลกรรมจากการที่คุณจงใจขับรถชนหมาจนขาหักในวัยเด็กมันไม่อาจหลีกหนีได้จริง ๆ”
“ขอบคุณนะคะ ถึงฉันจะฟังคุณไม่ค่อยเข้าใจก็เถอะ”
พูดจบหญิงสาวก็หลับตาแล้วหายใจยาวอย่างโล่งอก แหงสิ ใครจะฟังมันเข้าใจวะ แม่งอย่างกะเทศนาสั่งสอนเื่ศีลห้าข้อแรกอยู่งั้นแหละ
“บอกเพื่อนร่วมงานมึงด้วยว่าไม่ต้องตาม กูไม่ใช่คนร้าย”
ร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาใกล้จนผมััได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ผ่อนคลาย
มันเป็กลิ่นดอกบัว!
“เมียมึงหาเงินไปไถ่โฉนดที่จะโดนยึดได้แล้วนะ ทำไมมึงถึงได้ใจร้อนแบบนี้วะ?”
ดวงตากลมโตหันไปมองดวงตาเล็กตี่ของไอ้โม่ง
“เฮ๊ย! หยุด ทิ้งอาวุธ”
ไอ้หินะโเสียงดังหลังจากวิ่งตามมา
“ทิ้งอาวุธเหี้ยอะไร กูมีแค่มือเปล่าเนี่ย”
ร่างสูงโปร่งตอบกลับไป เออ จริงของมัน
“ปล่อยเขาไป ไม่ต้องตาม”
ผมหันไปบอกเพื่อนร่วมงาน มันดูลังเลก่อนจะลดปืนลงแล้วปล่อยให้ร่างสูงโปร่งเดินผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนขามา ไอ้หมอนี่เป็ใครวะ
“มึงรู้จักไอ้ชุดดำนั่นรึเปล่า?”
ผมเอ่ยถามไอ้โม่งซึ่งตอนนี้ถอดหมวกออกแล้วพร้อมกับอุปกรณ์ใหม่ล่าสุด
อภินันทนาการจากไอ้หิน ... กุญแจมือ
ชายอวบอ้วนส่ายหัวปฏิเสธ
“แล้วมึงมาปล้นเพื่อไปไถ่โฉนดจริงไหม?”
“มึงไม่ได้ยินที่สารวัตรถามรึไง!”
ไอ้หินแหกปากอีกแล้ว กูชักจะเริ่มคือไปแล้วนะว่ามึงมันดีแต่ปาก
“ไม่ต้องตะคอกก็ได้มั๊งหมวด”
ผมปรามเพื่อนร่วมงานเบา ๆ
“ใช่ แต่ตอนนี้น่าจะโดนยึดไปแล้ว”
ชายอวบอ้วนถอนหายใจยาวอย่างปลงไม่ตก
“มึงแน่ใจนะว่าไม่ใช่พวกเดียวกัน?”
ไอ้ปืนเริ่มซักต่อ พวกเดียวกันที่ไหนจะมาทำให้เพื่อนโดนจับล่ะวะ
“แน่ใจสิ เพื่อนจะทำให้ผมโดนจับทำไมล่ะ”
เหมือนหมวดปืนผมกำลังถูกด่าว่าโง่ยังไงไม่รู้
ครืด... ครืด...
“ไอ้ดินของมึงป่ะ?” หมวดดินส่ายหัว มันจึงหันมาถามผม
ครืด... ครืด...
“ของสารวัตรไหมครับ?”
“มึงไม่ต้องสองมาตรฐานกับกูก็ได้ ไม่ใช่ของกู”
ผมกระแทกไหล่ชายอวบอ้วนเพื่อเรียกสติ เขาหันมามองก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมา
<เฮีย ฉันมีข่าวดีจะบอกธนาคารอนุมัติเงินกู้เราแล้ว พรุ่งนี้เราไปไถ่โฉนดคืนกันนะ>
“ว่าไงนะ เมื่อไหร่?”
<เมื่อตะกี๊นี้เอง วางสายปุ๊บฉันก็โทรหาเฮียปั๊บเลย>
“ติดธุระอยู่ เดี๋ยวโทรไปนะ”
มือที่ติดกุญแจยัดโทรศัพท์เข้าไปในกระเป๋าอย่างยากลำบาก
“มันรู้ได้ไงวะ?”
ชายอวบอ้วนพึมพำคนเดียวเบาๆ นั่นสิ ไอ้หมอนั่นรู้ได้ไงหรือว่าเป็แค่เื่บังเอิญ
***************************
ชายปริศนาในชุดดำที่โผล่มาวันนี้
เขากำลังฉีกหน้าทีมตำรวจแบบยับเยิน
แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็การกระทำที่ขาดสติ
และครั้งหน้าถ้ามันโผล่มาอีกอาจไม่โชคดีเหมือนครั้งนี้
คำถามก็คือว่า ... เขาเป็ใคร ?
เตรียมพบกับตอนต่อไป >>>>>
ชายร่างบางกับกลิ่นจางๆ ที่คุ้นเคย