ท่านหมอหวังตัดเนื้อเน่าเปื่อยรอบาแขนาดใหญ่จนหมดสิ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่เป็ที่พอใจของหญิงสาวดวงหน้างามเท่าใดนัก
“ตัดเนื้อออกหมดแล้ว ท่านต้องใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นซับทำความสะอาดเอาหนองที่ไหลเปื้อนอยู่ที่แผลออกให้สะอาด จนเห็นเนื้อแดงๆ เลยเ้าค่ะ จะมีเืออกมาบ้างท่านไม่ต้องกังวล เวลานี้ข้าฝังเข็มให้ขาเขามีอาการชาแล้ว เขาจะยังไม่รู้สึกจนกว่าข้าจะถอนเข็มออกมา”
หมอหวังอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามาสบตากับฟู่เกอ สตรีวัยเยาว์ผู้นี้หัวใจแข็งแกร่งเกินไปแล้ว ตนหรือพยายามกระทบกระทั่งเนื้อของผู้ป่วยให้น้อยที่สุด แต่นางกลับให้ขูดจนกว่าเนื้อจะแดง!!
แต่แล้วท่านหมอสูงวัยกลับต้องไหล่สั่นไปอีกครั้ง เมื่อเห็นใบหน้าถมึงทึงของฟู่เกอ ซ้ำบุรุษร่างใหญ่ยังยักคิ้วบุ้ยปากให้ตนจัดการตามคำสั่งของหญิงสาวอีกด้วย
หมอหวังอยากจะย้อนเวลากลับไปดูตนเองเมื่อ่เช้ายิ่งนัก ว่าเขาได้ใช้เท้าข้างใดก้าวออกจากเรือนมาก่อน จะได้จดจำเอาไว้แล้วสาบานว่าจะไม่ทำเช่นนั้นอีกเป็แน่ นี่มันวันอะไรกัน! ตนถึงต้องได้พบเจอกับมนุษย์ผู้มีจิตใจด้านชาเหี้ยมโหดพร้อมกันถึงสองคน!!
ในที่สุดการทำความสะอาดแผลตามสั่ง ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ยาที่จางจื่อรั่วผสมลงไปในชามโอสถ ส่งผลให้อากุ้ยนอนหลับอย่างสงบ และไม่ได้รู้สึกเ็ปกับาแที่อักเสบเท่าใดนัก
พอออกมานอกห้องพักผู้ป่วย จางจื่อรั่วก็ปล่อยให้ท่านหมอหวังเป็ผู้แนะนำเื่อาหารการกิน และการรักษาความสะอาดกับต้าหวง โดยตนเองยืนฟังความโดยละเอียดอย่างใกล้ชิด เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเป็ไปตามที่นางแนะนำท่านหมอเอาไว้ั้แ่แรก นางก็ถือโอกาสร่ำลาต้าหวงกลับไปที่หมู่บ้าน
“รักษาเสร็จสิ้นแล้วหรือ อากุ้ยเป็อย่างไรบ้างเล่า"
เมื่อกลุ่มชาวบ้านเห็นฟู่เกอพาหมอหญิงจางกลับขึ้นรถม้าออกไป ท่านหมออีกท่านก็กลับไปแล้วเช่นกัน พวกเขาก็รีบเข้ามารุมล้อมถามความจากต้าหวง
“มันจะรวดเร็วเช่นนั้นได้อย่างไรกันเล่า นางมิใช่หมอเทวดาที่จะดลบันดาลให้คนป่วยคนหนึ่งหายได้ทันทีเสียเมื่อใด” ต้าหวงชักสีหน้าใส่กลุ่มคน
“จริงของเ้า พวกเราก็แยกย้ายไปทำงานกันเถิด เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยมาดูชมกันใหม่”
“ไม่ต้องมา แม่นางจางกำชับท่านหมอหวังให้ทำความสะอาดาแให้อากุ้ยทุกวัน อีกสองวันนางจึงจะมาตรวจอาการให้อีกครั้ง” ต้าหวงกล่าวจบก็ถอนหายใจด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย
ไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุใด อาจจะเป็เพราะสีหน้าการแสดงออกที่มั่นใจของจางจื่อรั่ว ทำให้ต้าหวงรู้สึกว่าอากุ้ยจะหายป่วยในไม่ช้า
……….
การเดินทางขากลับไปที่หมู่บ้านหลางหลง เวลานี้มีเพียงฟู่เกอที่เป็คนบังคับม้า กับจางจื่อรั่วที่นั่งอยู่ในรถม้าเพียงลำพังเท่านั้น
พอไปส่งหญิงสาวถึงเรือนสกุลจาง ฟู่เกอกลับยืนนิ่งเป็ต้นสนไม่ยอมจากไป ทำให้ร่างเล็กยืนรอส่งเขาอย่างงุนงงไม่กล้าถอยหลังกลับเข้าเรือนไปเช่นกันด้วยเกรงว่าตนจะเสียมารยาท
“คุณหนู ท่านเคยได้รับป้ายหยกจากคุณชายของข้าที่วัดร้างเมื่อสองปีก่อนใช่หรือไม่” ฟู่เกอค่อนข้างมั่นใจว่าตนคงจะถามไม่ผิดคน
“เป็ท่านหรือ? พี่ชายฟู่เกอ?” หญิงสาวเลิกคิ้วสูงมองสำรวจร่างหนาขึ้นๆ ลงๆ
เมื่อครั้งที่นางพบกับฟู่เกอและคุณชายเ้าของป้ายหยกเป็เวลากลางดึก และนางก็ไม่สามารถจดจำใบหน้าของฟู่เกอผู้มีวรยุทธ์ได้ แต่หากเขาเอ่ยถึงแผ่นป้ายหยกชิ้นนั้นย่อมไม่มีฟู่เกอคนที่สองอีกแล้ว
“นี่อย่างไร วันนั้นท่านกลับไปรับพวกเราสามคนจริงๆ หรือเ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยปากถามพร้อมกับหยิบป้ายหยกที่นางเก็บไว้ในช่องกระเป๋าเล็กร่วมกับต่างหูข้างเดียวออกมายืนยันตัวตน
“ข้าไม่ได้กลับไปเอง แต่ส่งผู้ติดตามคนอื่นไป พวกเขาค้นหาพวกคุณหนูและน้องสองคนอยู่ครึ่งค่อนวัน เมื่อไม่พบแล้วถึงได้กลับมาส่งข่าว คุณชายต้องดีใจมากๆ เลยขอรับ เขาตามหาคุณหนูมานานแล้ว”
“ขอบคุณพี่ชายมากนะเ้าคะ แต่เวลานี้เราสามคนปลอดภัยแล้วล่ะ ฝากบอกคุณชายของท่านด้วย และป้ายหยกนี้ท่านรับคืนไปเถิด”
“เอาไว้คุณหนูได้พบกับคุณชายเมื่อใดค่อยคืนด้วยตนเองก็แล้วกัน”
จางจื้อและจางเยียนมองเห็นแล้วว่ารถม้าที่มารับหลานสาวออกไป นำคนกลับมาส่ง แต่เมื่อเห็นว่าทั้งสองยังคงมีเื่พูดคุยกันอยู่ จางจื้อจึงเดินเข้ามาสมทบอีกคน
“ท่านปู่ ท่านจำได้หรือไม่เมื่อครั้งที่ข้าออกไปเก็บสมุนไพรแล้วหลงทางไปอยู่ในวัดร้างคืนหนึ่ง ข้าไม่ได้เล่าให้ท่านฟังอีกเื่เ้าค่ะ” หญิงสาวรีบออกตัวว่าตนไปเก็บสมุนไพรแล้วหลงทาง จะได้ไม่ต้องวุ่นวายเท้าความไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น
“ข้าบังเอิญได้พบพี่ชายท่านนี้กับคุณชายของเขาได้รับาเ็มา เวลานั้นข้าช่วยรักษาอาการาเ็ของเขาแล้วพวกเราก็แยกจากกัน ไม่คิดว่าวันนี้จะมีวาสนาได้พบกันอีกครั้ง"
จางจื้อรับรู้เื่ที่นางหลัว วางแผนลวงเด็กสามคนมาปล่อยทิ้งไว้ในวัดร้าง แต่หลานสาวไม่ได้เล่าเื่การช่วยเหลือผู้าเ็แต่อย่างใด
แล้วเวลานั้นจื่อรั่วมีทักษะทางการแพทย์แล้วหรือ? ชายชราได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ
“อ้อ เป็เช่นนั้นเอง ใช่แล้วเวลานั้นหลานของข้าซุกซนเลยเถิดกันไปไกล จนเกือบจะเกิดเื่ร้ายแรงทีเดียวล่ะ เอาอย่างนี้สิ อย่างไรท่านก็ไม่ใช่คนแปลกหน้า เข้ามาในเรือนเสียก่อน จะได้ทำความรู้จักกัน”
ฟู่เกอตอบรับคำเชิญของท่านหมอจางอย่างสุภาพ แต่เมื่อจางเยียนและจางฮุ่ยหลินพากันเรียกเขาว่าพี่ชายเหมือนอย่างจางจื่อรั่วเรียกขาน ร่างใหญ่กลับหน้าแดงก่ำรู้สึกกระดากอายยิ่งนัก
คุณหนูนางอายุราว 16-17 ปี เรียกตนว่าพี่ชายก็ยังพอกล้อมแกล้มปล่อยผ่านไปได้ แต่จางเยียนเด็กชายวัย 11 กับจางฮุ่ยหลินวัย 7 ขวบ มาเรียกตนว่าพี่ชายอย่างนั้นพี่ชายอย่างนี้ ฟู่เกอเห็นว่าตนคงต้องสะดุ้งใอีกหลายรอบแน่กว่าจะคุ้นชิน
“คุณหนู ท่านเปลี่ยนมาเรียกข้าว่าท่านอาเถิด หรือไม่อย่างนั้นก็เรียกฟู่เกอเหมือนอย่างที่คุณชายข้าเรียกประจำ ข้าจะรู้สึกสะดวกใจกว่า” ร่างใหญ่ยกมือขึ้นลูบจมูกปิดบังความขัดเขินเอาไว้
เห็นใบหน้าแดงก่ำของคนร่างใหญ่จางเยียนจึงได้รู้สึกผ่อนคลาย กล้าที่จะขยับเข้ามาใกล้ๆ ฟู่เกอและยิงคำถามระรัวใส่เขา
“พี่ใหญ่เคยเล่าให้ข้าฟังว่าท่านมีวิชายุทธ์ล้ำเลิศ ท่านหายตัวในความมืดได้ใช่หรือไม่ ท่านเดินบนอากาศได้ใช่หรือไม่ แล้วเป็บิดาท่านสอบวิชาให้กับท่านหรือ ท่านอาท่านเล่าให้ข้าฟังหน่อยเถิดขอรับ” เด็กชายราวกับได้พบสมบัติล้ำค่าชิ้นโต ดวงตาของเขาส่องประกายวิบวับอย่างใคร่รู้
ฟู่เกอแทบจะสำลักน้ำชาที่เพิ่งได้รับมาจากจางจื่อรั่ว เขาวางถ้วยชาในมือลง แล้วใช้นิ้วมือดีดไปที่หน้าผากของเด็กชายตัวกลมเบามือ
“พี่สาวเ้าล้อเ้าเล่นแล้ว จะมีผู้ใดหายตัวหรือเดินในอากาศได้กันเล่า ข้าก็แค่ฝึกฝนร่างกายในวิธีที่พิเศษหน่อยก็เท่านั้นล่ะ”
จางเยียนหรี่ตามองหน้าคนตัวโตทีหนึ่ง อีกเดี๋ยวก็สลับไปมองหน้าพี่สาวของตนทีหนึ่งอย่างใช้ความคิด
“พี่ใหญ่เคยช่วยเหลือคุณชายของท่าน เช่นนั้นท่านต้องตอบแทนด้วยการสอนวิชาให้กับข้า อย่างนี้ยุติธรรมหรือไม่ขอรับ”
“ฮ่าๆๆ เด็กน้อยเอ๋ย รู้ไหมว่ากว่าข้าจะมีความสามารถเช่นนี้ข้าต้องผ่านสิ่งใดมาบ้าง มันช่างยากลำบากและต้องใช้ความอดทนสูงมากเลยนะ เ้าจะทนไหวหรือ?”
“ข้าทนได้ขอรับ ข้าฝึกฝนร่างกายตัวเองมานานแล้ว เดี๋ยวข้าจะแสดงให้ท่านดูเอง” กล่าวจบจางเยียนที่ตัวอ้วนกลมกว่าแต่ก่อน ก็ใช้สองเท้าวิ่งไต่ผนังขึ้นไปนั่งห้อยขาอยู่บนชื่อ พักหนึ่งก็ม้วนตัวตีลังกาวนอยู่้าอีกสามรอบก่อนจะะโลงมาที่พื้นอย่างง่ายดาย
ฟู่เกอเลิกคิ้วมองความคล่องแคล่วไม่สมกับร่างอ้วนๆ ของเด็กน้อยอย่างสนใจจนเผลอเดาะลิ้นเบาๆ เด็กคนนี้นับเป็ต้นกล้าชั้นดีผู้หนึ่งเลยทีเดียว
“เก่งมาก แต่ข้าก็สอนเ้าไม่ได้อยู่ดี การฝึกฝนใช่ว่าจะทำได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน ข้ายังมีงานของข้าที่ต้องทำนะเด็กน้อย”