เถียนฮวนขมวดคิ้วเล็กน้อย “ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่น เพียงแต่เมื่อจะให้น้องสามีร่ำเรียนหนังสือตั้งใจเดินบนเส้นทางนี้ก็ควรเริ่มเคารพกฎระเบียบให้เร็วที่สุดจะดีกว่า”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร ท่านหาว่าบ้านข้าไม่มีระเบียบวินัยงั้นหรือ” กู้ฮวาเย่ว์เพิ่งเดินออกจากห้องยังไม่ทันพ้นประตูดีก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหลมบาดหู
เถียนฮวนพลันเดือดดาล “ไม่จริงหรือไร นักปราชญ์กล่าวไว้ว่า ‘การอบรมขัดเกลาย่อมเริ่มจากเบื้องบนสู่เบื้องล่างเริ่มจากผู้นำแล้วจึงเผยแผ่ไปยังผู้น้อย หากบิดามารดาไม่เมตตา บุตรก็ยากจะกตัญญู หากพี่ชายไม่โอบเอื้ออารีน้องชายก็ยากจะเคารพ หากสามีไร้คุณธรรม ภรรยาก็ยากจะเชื่อฟัง หากบิดามารดาเมตตาแต่บุตรดื้อรั้นพี่ชายโอบเอื้ออารีแต่น้องชายกลับหยิ่งผยอง สามีมีคุณธรรมแต่ภรรยากลับไม่เชื่อฟัง เช่นนั้นย่อมเป็มนุษย์ที่ถูก์ลิขิตไว้ว่าควรตกอยู่ใต้การลงทัณฑ์หาใช่ผู้ที่สั่งสอนแล้วจะเปลี่ยนได้ไม่’
“ตระกูลหนึ่งจะเจริญรุ่งเรืองได้ ก็ต้องมีกฎเกณฑ์ให้ยึดถือ เ้าลองดูสิว่าตระกูลใหญ่ตระกูลอื่นมีบ้านไหนบ้างที่ไร้ระเบียบ? การเคารพผู้ใหญ่ มีลำดับาุโบิดามารดามีเมตตา บุตรกตัญญู สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานที่สุด หากแม้แต่เื่พวกนี้ยังรักษาไว้ไม่ได้ก็อย่าหวังเลยว่าน้องสามีจะสอบได้ตำแหน่งแล้วเจริญรุ่งเรือง กลัวแต่จะยังไม่ทันได้สอบติดด้วยซ้ำก็ต้องพลาดเพราะทำตัวไม่เหมาะสม โดนผู้มีอำนาจเล่นงานเสียก่อน!”
ถ้อยคำนั้นทำเอาทั้งบ้านตระกูลกู้เงียบกริบ
ไม่ใช่เพราะไม่อยากเถียง แต่เพราะเถียนฮวนยกหลักการมากล่าวยืดยาว พวกเขาแทบไม่เข้าใจแม้แต่ครึ่งเดียวแล้วจะโต้เถียงอย่างไรได้
ยิ่งไปกว่านั้น แม้เถียนฮวนจะตกอับ ทว่าก็เติบโตมาในตระกูลผู้ดี เวลาทะเลาะกับผู้ใดก็ไม่ใช่พวกะโแข่งเสียงดังเอาชนะเหมือนหญิงชาวบ้านแต่หยิบยกเหตุผลมาอ้างอย่างหนักแน่น ใช้น้ำเสียงเรียบแต่ชัดเจน แค่ฟังยังรู้สึกราวกับระฆังทองะเืใจทำเอาหูอื้อไปหมด
นี่แหละคุณหนูตระกูลใหญ่ผู้มีการศึกษา
ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจของเจียงซื่อกับบุตรสาวสองคนโดยพร้อมเพรียงกัน จนอดรู้สึกละอายไม่ได้หดคอลงไปเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว แม้แต่กู้ฉางเจี๋ยที่กำลังถือหมั่นโถวอยู่ก็ยังชะงักไปแล้ววางมันลงอย่างเงียบๆ
เวลานั้นเอง หัวหน้าตระกูลอย่างกู้อันก็เดินออกมาทั้งที่ยังคลุมเสื้อไว้
เห็นสภาพในลานบ้าน เขาก็กระแอมหนึ่งที “อาหารเช้าเสร็จแล้วหรือ ถ้าอย่างนั้นก็กินเถอะ”
คำพูดนี้เหมือนเป็ทางลงให้เจียงซื่อกับบุตรสาว ทั้งหมดรีบหาที่นั่งกันให้วุ่นกู้ฉางสุ่ยเองก็ดึงมือเถียนฮวน
“ไป กินข้าวกัน”
เขาพานางไปนั่งตรงปลายโต๊ะแปดเซียน
มื้อนี้ทั้งครอบครัวกินกันอย่างเงียบเชียบผิดปกติ
กู้ฉางสุ่ยก็ทำตัวเรียบร้อย ไม่หยิบโน่นนี่มั่วซั่ว เจียงซื่อกับบุตรสาวก็ไม่ส่งเสียงให้เขาปวดหัว
กู้อันนั่งอยู่หัวโต๊ะ พอเห็นทุกคนสำรวมได้เช่นนี้ก็พอใจนัก ดังนั้นพอวางตะเกียบเขาก็กล่าวอย่างเคร่งขรึม “ในเมื่อตัดสินใจจะให้เจี๋ยเกอเอ๋อร์สอบเป็ขุนนาง เช่นนั้นบ้านเราก็ควรวางระเบียบขึ้นมาได้แล้วลูกสะใภ้ใหญ่ เ้าช่วยร่างกฎขึ้นมาสักฉบับโดยเร็วที่สุด”
“เ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว” เถียนฮวนรีบลุกขึ้นทำความเคารพ
พอกู้ฮวาจือกับกู้ฮวาเย่ว์ได้ยิน สีหน้าทั้งสองก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
แต่ต่อหน้ากู้อัน พวกนางไม่กล้าแย้ง ได้แต่ส่งสายตาขุ่นเคืองมาทางเถียนฮวนเป็ระยะ
เถียนฮวนสังเกตเห็น แต่ก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สองพี่น้องเห็นเช่นนั้น ยิ่งโมโหจนแทบะเิ เจียงซื่อเองก็รู้สึกขุ่นเคืองไม่แพ้กัน
เดิมทีคิดว่ากู้ฉางสุ่ยหาภรรยามาช่วยงาน แต่ดูไปดูมา สะใภ้ใหม่ผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยเพิ่งมาแค่วันเดียวก็เอาใจสามีไปเสียหมดแล้ว!
แบบนี้ไม่ใช่ลางดีนัก!
นางรีบแกล้งกระแอมแล้วะโขึ้น “สุ่ยเกอเอ๋อร์ เ้าไปดูนาให้ที ไปถอนหญ้าออก อย่าให้พวกนกมันจิกข้าวกินหมดนะ!เสร็จแล้วก็กลับมาทำงานสกัดน้ำมันด้วย น้ำมันในถังใกล้หมดแล้ว!”
“ขอรับ”
กู้ฉางสุ่ยรีบรับคำ แล้วก็แบกจอบขึ้นพาดบ่า หันมาพยักหน้าให้เถียนฮวน “ไปนากันเถิด”
“อืม” เถียนฮวนพยักหน้า
ประจวบเหมาะพอดี นางจะได้ถือโอกาสนี้สังเกตดูสภาพบ้านตระกูลกู้ให้ละเอียดเสียหน่อย
คิดไปก็ตลกดี ปกติแล้วแม้สตรีส่วนใหญ่จะไม่เคยเห็นหน้าว่าที่สามีก่อนแต่งงาน แต่ก็ยังพอรู้เื่ฐานะทางบ้านของฝ่ายชายดีพอสมควร
แต่สำหรับนาง...จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้อะไรเลยสักอย่างเกี่ยวกับสามี หรือแม้แต่ครอบครัวของเขา
ทว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว จะมัวมานั่งคิดมากก็ไม่เกิดประโยชน์ ตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือลงมือเก็บข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็ต้องรู้ไว้แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเดินต่อไปอย่างไร
อีกอย่าง...
ทันทีที่เดินออกจากประตูบ้านกู้ เห็นแผ่นหลังกว้างของบุรุษที่เดินนำอยู่ข้างหน้าริมฝีปากของเถียนฮวนก็พลันยกยิ้มขึ้นมา
อย่างน้อย มีเขาอยู่ด้วย ชีวิตของนางก็คงไม่ถึงกับลำบากนัก
หวังว่าจะไม่ลำบากนะ
ระหว่างที่นางกำลังมองแผ่นหลังเขาอยู่นั้น กู้ฉางสุ่ยก็หันกลับมาทันใด หัวใจของเถียนฮวนกระตุกวูบนางรีบก้มหน้าลงทันที
เห็นภรรยาใหม่ทำตัวเหนียมอาย กู้ฉางสุ่ยก็อดอ่อนโยนขึ้นมาไม่ได้ เขาถามนางเสียงเบา
“เหนื่อยหรือไม่ ให้ข้าแบกเ้าดีไหม”
“ไม่เป็ไร เมื่อวานเพราะข้าไม่รู้ทาง ระยะทางไกลมากถึงต้องให้ท่านแบก แต่หลังจากนี้ข้าต้องเดินด้วยขาของตัวเองแล้ว” เถียนฮวนรีบโบกมือปฏิเสธ
คำพูดนี้ทำเอากู้ฉางสุ่ยนิ่งคิด เขามองนางครู่หนึ่ง แล้วจึงหันหน้ากลับไปทางเดิม“งั้นก็ดี เดินตามข้ามา อย่าหลงทางเล่า”
“อืม” เถียนฮวาพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
ทั้งสองเดินออกจากหมู่บ้านไปอีกประมาณหนึ่งถ้วยน้ำชา ก็ถึงนาของบ้านตระกูลกู้
บ้านตระกูลกู้มีโรงสกัดน้ำมัน ถือเป็ตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงในหมู่บ้านกานสุ่ยเลยทีเดียว
ก็พอจะเดาได้ว่า ตระกูลกู้มีที่ดินอยู่ไม่น้อย แต่ความจริงมีตั้งสี่ถึงห้าร้อยหมู่[1]เชียว!ยิ่งไปกว่านั้น กว่าครึ่งยังเป็นาดีอีกต่างหาก!
ตอนนี้ที่ดินส่วนมากใช้ปลูกข้าว เวลานี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ต้นข้าวในนาออกรวงเต็มที่เมล็ดข้าวอวบแน่นเป็อย่างยิ่ง
อีกครึ่งเดือนข้างหน้า ข้าวจะเปลี่ยนเป็สีเหลืองทอง ถึงเวลานั้นก็จะได้เก็บเกี่ยวแล้ว
่นี้พื้นนาแห้งสนิท ไม่มีหญ้าขึ้นมากนัก แต่กลับมีพวกนกกระจอกกับนกเล็กนกน้อยบินมาแอบจิกกินข้าวอยู่บ่อยๆ
ตอนที่พวกเขาเดินมาถึง ก็เห็นฝูงนกกระจอกกำลังรุมจิกกินข้าวในนา ขณะกินก็ยังส่งเสียงจิ๊บๆไม่หยุด เรียกความสนใจเป็อย่างมาก
กู้ฉางสุ่ยเห็นเข้า ก็รีบหยิบก้อนหินก้อนหนึ่งขึ้นมาขว้างไปยังกลุ่มนกกระจอกทันที
เสียงดังพลั่ก! หินตกลงกลางฝูงนกอย่างแม่นยำ ฝูงนกกระจอกพากันโบยบินหนีไปในพริบตา
แม่นยำอะไรเช่นนี้!
เถียนฮวนเห็นเข้าก็อดชมในใจไม่ได้
แต่กู้ฉางสุ่ยไม่ได้หันมามองนาง กลับเดินตรงไปยังจุดที่ฝูงนกกระจอกรวมตัวกันก่อนหน้า
เขาเดินนำไปก่อนเพียงลำพัง เถียนฮวนจึงรีบวิ่งตามไป และเมื่อมาถึงก็เห็นว่าเขาจับนกกระจอกได้ตั้งสองตัว
ใบหน้าสีทองแดงของเขาฉายรอยยิ้มสดใสออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“วันนี้เรามีเนื้อกินแล้ว!”
[1] หมู่ หน่วยวัดพื้นที่ในระบบจีนโบราณ หนึ่งหมู่ประมาณ 617 ตารางเมตร