ที่จริงเหมียวซื่อก็คับข้องใจเต็มอกยามนั้นเป็ภรรยาลับของฉีหย่ง อุตส่าห์เข้าจวนมาได้ยังเป็แค่อนุติดตามคนกักขฬะที่มีแต่เปลือกนอกผู้นี้ไม่ต้องพูดถึงว่าความฝันรุ่งเรืองร่ำรวยมีเกียรติเป็จริงเพียงครึ่งเดียวซ้ำยังต้องเลี้ยงบุตรสาวสองคนให้ภรรยาเอกคนก่อน นางก็ไม่มีลูกชายสักคนเ้าเฒ่าผู้นั้นพยายามอย่างไรก็ไม่เป็ผลเหมียวซื่อไม่กล้าลักลอบคบชู้สู่ชายจึงได้แต่ฝากความหวังไว้กับฉีชั่วลูกสาวเพียงคนเดียว
ฉีชั่วหน้าตาไม่งดงามเท่าฉีห่าวกับฉีเมี่ยวก็ให้นางได้รับชื่อเสียงว่าเป็อัจฉริยะหญิง
ั้แ่ฉีชั่วยังเด็กเหมียวซื่อก็เข้มงวดกวดขันตั้งใจอบรมสั่งสอน ผ่านไปหลายปีถึงลบชื่อเสียงบุตรสาวภรรยาลับในยามนั้นออกไปให้คนทั้งเมืองหลวงรู้จักชื่อเสียงความสามารถของนาง การปูทางทั้งหมดนี้เพียงเพื่อให้ฉีชั่วหาสามีที่ดีได้ไม่ใช่หรือ
แต่ไม่นึกว่าการแต่งงานที่นางละทิ้งไม่้ากลับให้หญิงแพศยาเช่นฉีเมี่ยวนี้ได้เปรียบเสียเปล่า!
ถ้าอานลู่โหวซื่อจื่อไม่อยู่ที่นี่นางคงลงโทษฉีเมี่ยวไปล้างถังอุจจาระ!
ถูกสายตาแฝงเจตนาร้ายจ้องมองฉีเมี่ยวรู้สึกเพียงสันหลังเย็นวาบความทรงจำบางอย่างที่ซ่อนอยู่ส่วนลึกในใจไม่อยากนึกถึงพรั่งพรูเข้ามาทันทีความโศกเศร้าและความสิ้นหวังปานนั้นทำให้นางปวดหัวจนแทบทนไม่ไหวมือข้างหนึ่งกุมหน้าผากอย่างอดไม่ได้ ขมวดคิ้วหน้าซีด
ที่แท้วันนั้นถูกบังคับแต่งให้ไป๋ซีอวิ๋นซ้ำยังถูกบอกว่าต้องรับใช้พ่อสามีในอนาคต ยังไม่นับว่าเป็สิ่งที่เ็ปที่สุด
เหตุผลที่เ้าของร่างเดิมฆ่าตัวตายไม่ใช่เพราะเื่นี้กระตุ้น แต่เพราะความทรงจำอันเ็ปซ้อนทับกันมากเกินไปทำให้นางไม่รู้สึกถึงความสุขอะไรในชีวิต
“พี่สะใภ้รอง ท่านไม่เป็ไรกระมัง?”ไป๋ซีมู่มองนางอย่างกังวล
ฉีเมี่ยวส่ายหน้าฝืนยิ้ม “ไม่เป็ไร”
พี่สะใภ้รอง?
เหมียวซื่อกับฉีชั่วมองไป๋ซีมู่อย่างแปลกใจ“ท่านไม่ใช่ซื่อจื่อ?”
“ข้าเคยบอกเมื่อใดว่าข้าคือซื่อจื่อ”ไป๋ซีมู่กะพริบตา ท่าทางไร้เดียงสาอย่างยิ่งมองออกั้แ่แรกว่าคนสกุลฉีปฏิบัติต่อฉีเมี่ยวมีปัญหา เขาจึงจงใจทำให้พวกนางโกรธ
ฉีชั่วถอนหายใจที่แท้เขาไม่ใช่ซื่อจื่อ กล่าวคือซื่อจื่ออาจไม่ได้แข็งแรงถึงขั้นนี้
คนผู้นี้น่าเบื่อเกินไปแล้วทำให้นางนึกย้อนเสียใจอย่างเปล่าประโยชน์!
เหมียวซื่อเกือบจะคิดเช่นนี้เหมือนกันมองฉีเมี่ยวอย่างดูถูก “คุณหนูสามก็จริงๆ เลย เมื่อครู่เข้าใจผิดเหตุใดเ้าไม่รู้จักอธิบาย” ดูท่าบุรุษผู้นั้นไม่น่าพามาด้วยจริงๆมิฉะนั้นจะหาคนมาแทนตามใจชอบได้อย่างไร
“เข้าใจผิด?อนุเหมียวกับคุณหนูรองชมเชยสามีข้าไม่ใช่หรือ แม้ซื่อจื่อไม่ได้มาข้าฟังแทนเขาก็ได้ จะเข้าใจผิดได้อย่างไร”ฉีเมี่ยวยังพูดอย่างเอื่อยเฉื่อย น้ำเสียงอ่อนโยนราวกับห่วงใยเหมียวซื่อมิได้กินอิ่มสวมอุ่น
เหมียวซื่อโกรธจนหน้าแดงก่ำทันทีใช้ความพยายามอย่างมากถึงฝืนยิ้มอ่อนโยนได้ “คุณหนูสามออกเรือนเพียงสามวันก็รู้จักช่างพูดช่างเจรจาเช่นนี้ คิดว่าผ่านไปอีกสักพักทางบิดาเ้านั้นคงพูดสู้เ้าไม่ได้แล้ว”
“ดูท่าท่านไม่ค่อยเข้าใจข้าจริงๆ เมื่อก่อนข้าก็เป็เช่นนี้” ในเมื่อพูดถึงฉีหย่งแล้ว ฉีเมี่ยวก็ต้องพูดอย่างห่วงใย “่นี้ท่านพ่อสบายดีกระมัง?”
“พ่อเ้าอยู่ที่จวนก็อยู่ดีมีสุข จะไม่ดีได้อย่างไร”เหมียวซื่อขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ราวกับฉีเมี่ยวใส่ร้ายว่านางไม่ปรนนิบัติฉีหย่งให้ดี
แต่ฉีเมี่ยวราวกับฟังไม่เข้าใจพูดต่อว่า “งั้นก็คือท่านพ่อข้าไม่อยู่ในจวน” มิฉะนั้นบุตรสาวเยี่ยมบ้านฝ่ายหญิง เหตุใดเขาไม่มาพูดคุยกับลูกเขยหน่อย
ลูกสาวครอบครัวอื่นเยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงนางไม่รู้ว่าเป็อย่างไรแต่คนครอบครัวนี้ทำให้รู้สึกว่านางอยู่ต่ออีกสักครู่ก็ยังเหนื่อยล้าจริงๆ
เหมียวซื่อมีสีหน้าเ็า
ฉีหย่งอยู่จวนเพียงแต่ยามที่นางออกมาไม่ได้บอกเขาว่าฉีเมี่ยวกลับมาแล้วเช้าวันนี้ฉีหย่งยังพูดว่าวันนี้ลูกสามจะกลับมาเยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงเจอซื่อจื่อแล้วเขาต้องทำความรู้จักให้ดี
ไป๋ซีอวิ๋นเป็บุตรบุญธรรมของว่านกุ้ยเฟยคนรู้กันทั่วว่าได้รับความโปรดปรานอย่างลึกซึ้งถึงขนาดมีคนเล่าลือว่าอานลู่โหวมีตำแหน่งในวันนี้ได้ก็เป็โชคดีที่ไป๋ซื่อจื่อมีความสัมพันธ์อันดีกับองค์ชายรอง
ฮ่องเต้ทรงมีองค์ชายสี่พระองค์หลังจากองค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์ก่อนวัยอันควรตำแหน่งนี้ก็ว่างเปล่ามานานหลายปีองค์ชายรองทรงมีพระชนมายุมากที่สุด ซ้ำยังเฉลียวฉลาดรอบรู้สุภาพนุ่มนวลั้แ่เด็กถูกยกย่องว่ามีลักษณะคล้ายปฐมฮ่องเต้ครอบครัวตายายยังเป็สกุลว่านที่ร่ำรวยที่สุดในแผ่นดิน พระมารดาว่านกุ้ยเฟยก็เป็ผู้ดูแลตราประทับหงส์แทนฮองเฮามานานหลายปี
ไป๋ซีอวิ๋นในฐานะสหายร่วมเรียนและสหายสนิทขององค์ชายรองอย่าเห็นว่าเขาป่วยอ่อนแอเหลือทนราวกับอีกไม่นานก็จะสิ้นใจขอเพียงเขายังมีชีวิตอยู่หนึ่งวันผลกระทบก็ยิ่งใหญ่แม่ทัพฉียอมรับปากอานลู่โหวให้ลูกสาวไปทำเื่ ‘เล่นชู้กับลูกสะใภ้’ ขั้นนั้น คงถูกใจผลประโยชน์มหาศาลเื้ัและความช่วยเหลือในหมู่ขุนนางบัดนี้ยุคสมัยสงบสุข แม่ทัพผู้หนึ่งไม่ได้เข้าสนามรบด้วยซ้ำ นอกจากวิธีนี้เขาก็ไม่อาจแสวงหาเส้นสายได้จริงๆ
เหมียวซื่อหวังให้แม่ทัพฉีก้าวหน้าในตำแหน่งขุนนางแย่งชิงมงกุฎหงส์ผ้าแถบคล้องคอมาให้นาง แต่สิ่งที่ขัดแย้งกันคือนางไม่ชอบลูกสาวสองคนของภรรยาเอกคนก่อนให้ตายก็ไม่ยอมให้แม่ทัพฉีใกล้ชิดกับลูกสาวอีกสองคน กลับจะเป็การห่างเหินกับชั่วเจี่ยเอ๋อร์ของนาง
ฉีเมี่ยวไม่ใช่หญิงสาวโง่เขลาที่ปล่อยให้ผู้อื่นบีบบังคับได้นางนั้นเมื่อก่อนอีกต่อไปแผนการของเหมียวซื่อ ถ้าเป็ก่อนเมื่อเช้านี้นางยังมองไม่เข้าใจ แต่หลังจากเห็นซื่อจื่อถูกซุนกงกงข้างกายว่านกุ้ยเฟยรับไปก็เข้าใจแล้ว
“อนุเหมียว? เหตุใดไม่พูด”
เหมียวซื่อได้สติยิ้มถามว่า “ว่าอย่างไร”
ฉีเมี่ยวพูดว่า“เมื่อครู่ข้าถามว่าท่านพ่ออยู่ในจวนหรือไม่วันนี้แม้ซื่อจื่อไม่อยู่ แต่อย่างไรเสียนายน้อยสามมาด้วยก็ควรให้พวกเราเข้าพบสักหน่อยใช่หรือไม่”
ไม่นึกว่านางจะเรียกร้องโดยตรงเช่นนี้เหมียวซื่อพูดอย่างเ็า “แม่ทัพไม่อยู่”
“เช่นนั้นหรือ ช่างน่าเสียดายจริงๆ”ฉีเมี่ยวมองเหมียวซื่อยิ้มอย่างอ่อนโยน
ฉีชั่วที่ชมเื่สนุกอยู่ข้างๆมาครู่ใหญ่ มองฉีเมี่ยวด้วยสายตาราวกับมองคนแปลกหน้าได้ยินปี้ชิงที่ถูกส่งกลับมาบอกว่า เมื่อถึงสกุลไป๋ฉีเมี่ยวก็ร้ายกาจจนคล้ายเปลี่ยนเป็คนละคนกันกล้าสะบัดผ้าเช็ดหน้าใส่หน้าปี้ชิงซ้ำยังส่งคนรับใช้เดิมทั้งหมดในลานบ้านซื่อจื่อกลับไปทางไป๋เหล่าไท่จวินนั้น
ยามที่ปี้ชิงพูดกับนางฉีชั่วไม่เชื่อด้วยซ้ำ ถ้านางเข้มแข็งเพียงนั้นจริงก็คงไม่ได้อยู่ในจวนอย่างนบนอบเชื่อฟังปานนั้น
แต่ยามนี้มองฉีเมี่ยวฉีชั่วกลับเชื่อขึ้นมาบ้าง
ต่อให้สามีของนางเป็คนขี้โรคจริงๆก็คงไม่ใช่ขี้โรคธรรมดา ถ้านางมีอำนาจและแผนการเช่นนั้นที่จริงทำได้หลายเื่ก่อนที่ไป๋จื่อจินจะลาโลกนี้ไป
ฉีชั่วนึกถึงตรงนี้รู้สึกเหมือนคิดร้ายกับผู้อื่นก็ย้อนกลับมาหาตนเองทั้งเสียดายว่าตนเองไม่อาจได้รับฐานะที่ดีเช่นนี้ เพราะทำเื่เช่นการรับใช้พ่อสามีไม่ลง
ภายใต้ความคิดขัดแย้งฉีชั่วก็พลังพูดออกมาโดยไม่คิด “เ้ายังจะเจอท่านพ่อทำอะไรบัดนี้เ้ามีพ่อสามีก็พอแล้วไม่ใช่หรือ”
ฉีเมี่ยวหรี่ดวงตาผลซิ่ง[1]เป็ประกายเดิมทีนางก็มีสีตาสดใส ความโกรธทำให้ดวงตาของนางยิ่งสุกสกาวพร่างพราวเมื่ออยู่ต่อหน้านาง ฉีชั่วราวกับไข่มุกเปื้อนฝุ่น เปลี่ยนเป็หม่นหมองไร้แสงสว่าง
นางไม่พูดทำเอาฉีชั่วใจกระตุกวูบ ทั้งอับอายและริษยา
ไป๋ซีมู่ตกตะลึงกับคำพูดของฉีชั่วตั้งนานแล้ว
บอกว่าฉีชั่วเป็อัจฉริยะหญิงที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงไม่ใช่หรือความคิดของอัจฉริยะหญิงไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคนธรรมดาสามารถเข้าใจได้โดยแท้ เพราะคำพูดเช่นนี้ยังพูดโพล่งออกมา!
ต่อให้ไป๋หย่งชุนทำเกินกว่านี้แต่ดีร้ายก็ยังเป็บิดาของไป๋ซีมู่ เขาจะยอมให้คนนอกเสียดสีบิดาตนเองต่อหน้าได้อย่างไร
ไม่รอให้ฉีเมี่ยวเอ่ยปากไป๋ซีมู่ลุกขึ้นอย่างโมโห “คุณหนูรองฉีหมายความว่าอย่างไร!”
ฉีชั่วไม่นึกว่าตนเองจะพูดเื่นี้ออกมาด้วยความเดือดดาลคนที่นี่ไม่มีผู้ใดหูหนวก นางย่อมไม่อาจบอกว่าตนเองไม่เคยพูดเช่นนี้
“คุณชายสามไป๋อย่าได้เข้าใจผิด”ฉีชั่วขมวดคิ้วอย่างน้อยใจ พูดเสียงสั่นเครือ “ข้าได้ยินปี้ชิงสาวใช้สินเดิมที่ถูกส่งกลับมาพูดชั่วขณะหนึ่งด้วยอารมณ์โกรธจัด ถึงพูดออกมาโดยไม่ตั้งใจ”
เหมียวซื่อเข้าใจความคิดของฉีชั่วทันทีถามอย่างให้ความร่วมมือ “ปี้ชิงเป็สาวใช้สินเดิมของลูกสามไม่ใช่หรือเ้าบอกว่านางถูกส่งกลับมา?”
ฉีชั่วดึงแขนเสื้อของเหมียวซื่อท่าทาง้าปกปิด “ท่านแม่ เื่นี้เดี๋ยวค่อยพูดเถอะ” จากนั้นยิ้มให้ไป๋ซีมู่อย่างขอโทษราวกับฉีเมี่ยวทำเื่ไม่อาจแพร่งพรายไว้มากนางในฐานะพี่สาวยังต้องปกปิดให้น้องสาว
ไป๋ซีมู่ขมวดคิ้วมองฉีเมี่ยวอย่างสงสัย
นางสั่งสาวใช้ประจำตัวทำอะไร
เขาสงสารนางก็จริงไม่อาจทนดูครอบครัวฝ่ายหญิงรังแกนางก็จริงแต่ถ้านางเป็สตรีที่หน้าตาสะสวยแต่ไร้จริยธรรมก็นับว่าเขามองพลาดไป
คราวนี้ฉีเมี่ยวโกรธมากจนปอดแทบจะะเิ
“ถ้าคุณหนูรองหมายมั่นปั้นมือจะเปิดโปงเื่นี้ขอเพียงเ้าไม่กลัวท่านพ่อเสียหน้ากลับไปตำหนิเ้า ข้าก็เอาด้วย! เรียกปี้ชิงมา ข้าจะดูว่าปี้ชิงจะกลับดำเป็ขาวอย่างไร!”
ฉีเมี่ยวร้ายกาจเช่นนี้ทำให้ฉีชั่วกับเหมียวซื่อแปลกใจอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าไม่อาจเรียกปี้ชิงมาโต้เถียงเป็สาวใช้ไม่มีความรู้ ถ้าร่วมมือไม่ดีคนขายหน้าย่อมเป็พวกนางเอง
เหมียวซื่อก็พูดอย่างรักใคร่เมตตา“ลูกสามอย่าได้ยึดมั่นไม่ปล่อยวางพี่สาวเ้าเหลือทางถอยไว้ให้ เ้าก็อย่าได้ไม่ไว้หน้าตนเอง”
“อนุเหมียวช่างล้อเล่นเสียจริง คำพูดใส่ร้ายปานนั้นยังโพล่งออกมาได้? พวกท่านคิดว่าข้ารังแกง่ายถึงได้ใส่ร้ายเช่นนี้ หรือพวกท่านมิได้สนใจทางอานลู่โหวเลย?”
อานลู่โหวพูดคุยกับแม่ทัพฉีเื่แต่งภรรยาเท่ากับรับอนุให้ตนเองทางอ้อมอย่างเปิดเผยแต่เื่เช่นนี้ถึงอย่างไรเขาคงไม่เผยแพร่ออกไป
เหมียวซื่อถูกฉีเมี่ยวบีบบังคับจนเหงื่อตกอยู่บ้างในใจด่าฉีชั่วไม่มีสมองที่พูดประโยคนั้นออกมา
แต่ไป๋ซีมู่อยู่ด้วยถ้านางอ่อนข้อแม้แต่น้อย จะกลายเป็พวกเขาใส่ร้ายท่านโหว
เหมียวซื่อพูดอย่างเ็า“พี่หญิงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรข้าคนเดียวเลี้ยงดูเ้าจนเติบใหญ่ เพราะมีพี่สาวคนโตเ้ากับพี่รองของเ้าด้วยข้าเรี่ยวแรงไม่พอถึงสั่งสอนพวกเ้าได้ไม่ดี แต่เ้าดูสิพี่สาวคนโตกับพี่รองเ้าผู้ใดไม่ใช่สตรีเรียบร้อยอ่อนโยนมีคุณธรรมมีเพียงเ้าดื้อรั้นเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ทะเยอทะยานมากถึงเพียงนั้นสาวใช้ประจำตัวเตือนเ้าไม่กี่ประโยค เ้ายังสะบัดผ้าเช็ดหน้าใส่หน้า ไล่นางกลับมาบัดนี้น้องชายสามีเ้าอยู่ด้วย เดิมทีข้าไว้หน้าเ้าไม่นึกว่ากลับทำให้เ้ายิ่งเสียสติ”
ฉีเมี่ยวโมโหจนหัวเราะพรืดนางไม่กลัวอยู่แล้ว อย่างไรเสียต่อให้เปิดเผยความจริงนางยังเป็ภรรยาของไป๋ซีอวิ๋น แต่ผู้อื่นกลับไม่คู่ควรเป็คนอีกต่อไป
“ความสามารถกลับดำเป็ขาวของอนุเหมียวไม่ลดลงเลยจริงๆ ในเมื่อท่านจะพูดข้าก็จะพูดให้ชัดเจน ถ้าท่านไม่ถือสาว่าแม่ทัพจะโกรธ พูดถึงสามวันสามคืนก็ได้เดิมทีแม่ทัพฉีเลือกพี่รอง กระทั่งก่อนออกเรือนวันนั้นถึงเปลี่ยนแปลงกะทันหันอนุเหมียวยังจำสิ่งที่พูดกับข้าในห้องนอนได้หรือไม่ ท่าน...”
“หุบปาก!” นอกประตูแว่วเสียงตำหนิทุ้มต่ำขึ้นมาทุกคนมองไปหน้าประตูก็เห็นฉีหย่งบิดาของฉีเมี่ยวสวมเสื้อคลุมเต๋าแขนกว้างสีน้ำเงินสาวเท้าเข้าประตูเดินเข้ามาใกล้ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ยกมือขึ้นตบหน้าฉีเมี่ยว
[1] ผลซิ่ง หมายถึงแอปริคอต