จากพระจันทร์สู่ต้นหลิว
บทที่ 5
“เ้ามาแล้วหรือรีบไปกินข้าวเร็วเข้า”
ป้าฮุ่ยที่กำลังวุ่นวายกับเตาไฟก็บุ้ยหน้าไปยังด้านหนึ่งที่ดูคล้ายกับโรงอาหารเล็กๆอาหลิวเดินผ่านประตูเข้าไป โอ้โห...ทำไมมีคนเยอะแยะเลยล่ะ น่าจะประมาณยี่สิบกว่าคนเห็นจะได้เมื่อวานยังไม่เห็นมีใครเลย
พอมองไป ทุกคนก็เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตากินแถมยังมีแต่ผู้ชายทั้งนั้น หนุ่มบ้างแก่บ้างคละกันไป กำลังคิดอยู่ว่าจะต้องไปนั่งตรงไหนหรือต้องทำยังไง ก็พอดีเห็นเยี่ยเอ๋อร์ที่ใส่ผ้ากันเปื้อนโบกมือไหวๆอยู่ตรงปลายโต๊ะยาวตัวหนึ่ง
“พี่หลิวกินข้าวก่อนนี่...ข้าวต้ม”
อาหลิวรับข้าวต้มร้อนๆมาจากเยี่ยเอ๋อร์จากนั้นนางก็ไม่มีเวลามาดูแลอาหลิวอีกเพราะต้องเดินไปเดินมาคอยดูกับข้าวกับปลาให้กับทุกคน
เมื่อมองไปตรงหน้าก็เห็นว่ามีกับข้าวสามสี่อย่างวางอยู่กลางโต๊ะเป็ผัดผักหนึ่งอย่าง เต้าหู้ยี้หนึ่งอย่าง ไก่ต้มอีกหนึ่งอย่างหน้าตาก็ไม่ได้แย่นะ ถ้าอย่างนั้นก็ลงมือกินเลยละกัน
อาหลิวตักข้าวต้มร้อนๆเข้าปากแล้วก็เลือกใช้ตะเกียบคีบผัดผักตามเข้าไป ข้าวต้มร้อนๆ ผัดผักเค็มๆ ก็อร่อยดี อารมณ์เหมือนข้าวต้มกุ๊ยรอบดึกจากคำแรกก็ต่อด้วยคำที่สอง แต่พอเอาตะเกียบพุ้ยข้าวต้มเข้าปากเท่านั้นแหละ
‘พลัก’
มีอะไรมากระแทกที่หลังซึ่งไม่เบาเลยข้าวต้มแทบพุ่งออกจากปาก ไม่นะ! ชั้นไม่อยากสำลักข้าวต้มตายอีกรอบนะยะ!
“ฮ่าๆอะไรกันอาหลิวแค่นี้ทำอ่อนแอ แรงของข้ายังไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วน ทำเ้าถึงกับสำลักข้าวต้มเชียวหรือฮ่าๆ”
ในขณะที่เอาแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดปากชายหนุ่มที่กำลังหัวเราะร่านั่งลงตรงข้าม เขาเป็ใครเนี่ย! เล่นอะไรแบบนี้ไม่ตลกเลยนะ!
“คุณชายสี่ข้าวต้มเ้าค่ะ”
กำลังจะด่า...เอ้ยกำลังจะถามออกไป เยี่ยเอ๋อร์ก็ถือถาดชามข้ามต้มเข้ามาพอดี
“ขอบใจเยี่ยเอ๋อร์ ข้าขอเอาไว้อีกสักสองชามละกันแค่ชามเดียวจะไปอยู่ท้องอะไร”
ชายหนุ่มคนนั้นเอื้อมไปหยิบชามข้าวต้มจากในถาดลงมาไว้ที่โต๊ะอีกสองชาม
“อ่ะ ของเ้าชามนึงคนกินจุอย่างเ้าชามเดียวจะไปพออะไร”
พูดเสร็จเค้าก็ไสชามข้าวต้มมาฝั่งตรงข้ามที่อาหลิวนั่งอยู่ จากนั้นก็เริ่มลงมือพุ้ยข้าวต้มเข้าปากสลับกับคีบโน่นคีบนี่ตามเข้าไปอย่างต่อเนื่อง
พอมาพิจารณาดีๆแม้ผู้ชายคนนี้จะแต่งตัวเหมือนอาหลิวและพวกผู้ชายคนอื่นที่กำลังนั่งกินข้าว(อาหลิวเข้าใจไปแล้วว่านี่ต้องเป็เครื่องแบบแน่ๆ) ทว่าชายคนนี้มีสง่าราศีมากกว่า อีกทั้งเครื่องแต่งกายเช่น ที่รัดผม สายคาดเอว กระทั่งเนื้อผ้าที่สวมใส่ ทุกอย่างล้วนประณีตหรูหรากว่ามากผิวพรรณแม้จะคล้ำไปบ้างแต่หน้าตาก็คมเข้ม สายตากระตือรือร้นสนุกสนาน
ด้วยความที่ิเคยกรี๊ดกร๊าดดาราฮ่องกงถ้าจะให้เปรียบละก็ ก็คงจะประมาณกู่เทียนเล่อละมั้ง แล้วก็...เมื่อกี้เยี่ยเอ๋อร์เรียกเค้าว่า‘คุณชายสี่’ ใช่มั้ย
“เอ้า! ทำไมไม่รีบกิน เ้าเป็อะไรสีหน้าไม่ดีเลย วันนี้ยังไม่ได้ปลดทุกข์เหรอ”
คุณชายสี่ยิ้มทะเล้นพูดไปยิ้มไปทั้งที่ข้าวยังเต็มปาก แถมยังพูดเื่แบบนี้ตอนกินข้าวอีกแหนะ อาหลิวไม่รู้จะตอบยังไงก็เลยเอาตะเกียบขึ้นมากินข้าวต้มต่อ
อาหลิวยังไม่ทันจะกินได้ถึงครึ่งชามคุณชายสี่ก็ซัดข้าวต้มสองถ้วยหมดเรียบร้อยแล้ว เขาเทน้ำจากกาใส่ถ้วยตรงหน้าแล้วยกดื่มก่อนจะเอาไม่จิ้มฟันมาคีบเล่นในปาก นั่งเท้าคางมองอาหลิวกินข้าวอย่างอารมณ์ดี
“วันมะรืนนี้จะเป็วันเกิดครบ19 ปี ของเ้า เดิมทีพี่น้องของเราวางแผนจะแอบพ่อบ้านหวังจัดงานเลี้ยงดื่มฉลองกันแต่เพราะติดภารกิจที่เ้าต้อง...”
พอคุณชายสี่พูดมาถึงตรงนี้สีหน้าทะเล้นก็หายไป น้ำเสียงก็เบาลงไปมาก
“เอาเป็ว่า อยากให้รู้ว่าพวกเรามิได้ลืมแต่อย่างใดพวกเขาฝากข้ามาบอกเพราะกลัวเ้าจะน้อยใจ รู้มั้ยๆๆ”
คุณชายสี่ไม่พูดเปล่าแต่เอื้อมมือมาขยี้หัวอาหลิวที่นั่งฝั่งตรงข้ามจนจะสำลักผัดผักอีกรอบคุณชายสี่หัวเราะชอบใจที่อาหลิวทำหน้ามุ่ยเพราะผมที่อุตส่าห์เกล้ามาดีๆยุ่งหมดเลย
แต่ไม่นานก็พลันกลับมาทำหน้าจริงจังขยับเข้ามาใกล้พร้อมกับป้องปากแล้วก็พูดด้วยเสียงกระซิบซึ่งเป็ประโยคที่ยาวเหยียดแต่ชัดถ้อยชัดคำประหนึ่งว่านี่เป็สารลับที่ตั้งใจมาบอกอาหลิวเพียงคนเดียว
“พ่อบ้านหวังบอกว่าข้าใกล้จะจบหลักสูตรฝึกยุทธ์สุดแสนหฤโหดกับเขาแล้วหลังจากนั้นท่านพ่อจะอนุญาติให้ข้าไปทดสอบเพื่อบรรจุเข้ารับราชการที่กรมโยธาถึงตอนนั้นพอข้าได้เป็ขุนนาง ก็คงได้เข้าวังหลวงเข้าเฝ้าฝ่าา เราก็อาจจะได้เจอกันบ่อยขึ้นไง”
สายตาคุณชายสี่เบิกโตตื่นเต้นประหนึ่งเด็กๆกำลังวางแผนเล่นสนุก อีกทั้งยังทำท่าเฝ้ารอให้คู่สนทนาตอบรับแผนการอันสุดแสนบรรเจิดนี้ด้วยถึงจะไม่ค่อยเข้าใจแต่อาหลิวก็ต้องยิ้มแฉ่งพยักหน้ารับหงึกๆคุณชายสี่เห็นแบบนั้นก็พอใจ ยอมถอยกลับไปนั่งเท้าคางและกัดไม้จิ้มฟันเล่นตามเดิม
“คุณชายสี่!!”
พวกเราหันขวับไปตามเสียงกระโชกโฮกฮากเป็ลุงหวังนั่นเอง เขายืนอยู่ไกลออกไปจากที่พวกเรานั่งอยู่ประมาณสี่ห้าเมตร และพอมองไปรอบๆก็พบว่าภายในโรงอาหารแห่งนี้แทบจะไม่เหลือใครแล้ว
“ใกล้ถึงเวลาฝึกพละกำลังประจำวันแล้วไฉนเ้าจึงยังไม่เตรียมตัว มานั่งเล่นเอ้อระเหยลอยชายแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน!”
ลุงหวังบ่นออกมายาวยืดคุณชายสี่ที่นั่งตรงข้ามอาหลิวทำหน้าเบื่อหน่ายเต็มทน
“โธ่! พ่อบ้านหวัง ข้ารู้แล้วน่า ยังไม่ถึงเวลาสักหน่อยอีกเดี๋ยวข้าก็ไปเองแหละ”
พอเห็นคุณชายสี่เถียงคำไม่ตกฟากลุงหวังก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหลิ่วตา เอามือไพล่หลัง หันหลังกลับไปอีกด้านแล้วก็ค่อยๆพูดด้วยเสียงดังแต่เนิบนาบ
“ก็แล้วแต่เ้าแต่คุณชายสี่เฉิงเฟยลี่โปรดอย่าลืมว่าข้านั้นเป็อาจารย์ของท่านซึ่งนายท่านได้ให้สิทธิ์ข้าในการสอนสั่งหากอาจารย์มิอนุญาตให้ศิษย์ได้จบหลักสูตรวรยุทธ์ขั้นกลางของบ้านสกุลเฉิงด้วยเหตุี้เีสันหลังยาวแล้วความหวังที่จะได้ไปสอบบรรจุเข้ากรมโยธาให้ทันบัณฑิตคนอื่นๆในปีนี้ เห็นทีศิษย์อย่างเ้าก็คงต้องรออีกสองปีกระมัง”
พอคุณชายสี่ได้ฟังดังนั้นก็ทำท่าฮึดฮัดอาหลิวได้ยินคำว่า “ชิส์ ก็ได้” ออกมาเบาๆจากคุณชายสี่ก่อนจะลุกก้าวออกจากเก้าอี้ด้วยท่าทางเซ็งๆตอนที่เดินผ่านอาหลิวยังอุตส่าห์หันมาคุยกระซิบกับอาหลิวแบบเร็วๆ อีกด้วย
“คืนนี้ยามจื่อพี่น้องเรามีนัดกันที่เดิม เ้ามาได้ก็มา”
“อะแฮ่ม!!”
ลุงหวังกระแอมออกมาดังๆเหมือนคนคันคออย่างรุนแรงทำให้คุณชายสี่เฟยลี่ต้องรีบเดินออกไป อาหลิวเห็นลุงหวังมองตามไปจนลับสายตาถอนหายใจหนึ่งครั้งแล้วตามด้วยอมยิ้มอีกนิดหน่อย จากนั้นก็หันขวับมาที่อาหลิวต่ออุ้ย...
“ยังพอมีเวลาเ้าก็ค่อยๆกินไปเถอะ ถ้าคนจากวังหลวงมาแล้วข้าจะให้คนไปตาม”
น่าแปลกใจที่ลุงหวังพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลกว่าทุกครั้งอาหลิวพยักหน้ารับทราบ กำลังจะกลับไปจัดการกับข้าวต้มต่อ ทว่าสีหน้าของลุงหวังคล้ายกับมีอะไรจะพูดแต่ไม่ยอมพูดสุดท้ายทำแค่ถอนหายใจ สะบัดชายเสื้อเดินจากไป ปล่อยให้อาหลิวนั่งกินข้าวต้มแบบงงๆอยู่ตรงนั้นคนเดียว
-โปรดติดตามตอนต่อไป -
#เกิดใหม่อีกทีดันเป็ขันทีของสนมไม่เอาไหน