หนูน้อยผู้เป็นที่รักของเหล่าจอมโจรแห่งขุนเขา

    บทที่ 39 ตำหนักอี๋เฟิ่ง

    บทที่ 39 ตำหนักอี๋เฟิ่ง 


    ตอนเด็กมู่หรงตี้ยังไม่เข้าใจหลักการนี้ จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาถูกคนผลักล้มลงจนศีรษะกระแทกก้อนหิน


    นับแต่นั้นมา เขาจึงใช้การแสร้งโง่เป็นเครื่องรางป้องกันชีวิต


    "วันนี้พวกเขาทำร้ายเจ้าหรือไม่?" เผยซูวางแมวลงหยิบผ้าแห้งมาซับหยดน้ำที่ขมับของมู่หรงตี้


    "ไม่ได้บาดเจ็บขอรับ ลูกแค่แกล้งล้มสองครั้งเท่านั้น"


    มู่หรงตี้พูดอย่างไม่ใส่ใจ นั่งลงแล้วหยิบตำราขึ้นมาอ่าน


    "พอดีได้กลับมาเร็ว จะได้อ่านตำราอย่างสงบ ส่วนที่ลูกไม่เข้าใจท่านแม่ก็สอนลูกได้"


    เผยซูเดินเข้าไปหา ดึงแขนของมู่หรงตี้


    มู่หรงตี้พยายามหลบแต่ไม่สำเร็จ


    แขนเสื้อถูกพับขึ้น ที่ข้อศอกขาวซีดมีรอยช้ำปรากฏอยู่


    มู่หรงตี้พูดเสียงเบา "ท่านแม่ ไม่เป็นไรหรอกพ่ะย่ะค่ะ ไม่เจ็บเลยสักนิด"


    เผยซูกดเบา ๆ ตรงรอยช้ำ มู่หรงตี้สูดปากด้วยความเจ็บ


    "ยังจะบอกว่าไม่เจ็บอีก อยู่ต่อหน้าแม่ ไม่ต้องทำเป็นเข้มแข็งหรอก"


    เผยซูหยิบยาขี้ผึ้งมาทาให้บุตรชาย พลางให้คำแนะนำ


    "คืนนี้จะทำเบาะรองให้เจ้าสองอัน ผูกไว้ที่ข้อศอกกับหัวเข่า จะได้ป้องกันบ้าง"


    "หรือไม่เช่นนั้น คราวหน้าเจ้าก็แกล้งล้มลงแล้วทำเป็นหมดสติ แกล้งร้องไห้ อย่าทำให้ตัวเองบาดเจ็บจริง ๆ เลย"


    มู่หรงตี้คิดในใจว่า...การแกล้งร้องไห้นั้นยากอยู่สักหน่อย


    เขาเปลี่ยนเรื่องพูด "ท่านแม่ วันนี้หนิงอันถามว่าศิษย์ที่เก่งที่สุดที่ราชครูจางเคยสอนคือผู้ใด ข้าคิดว่าราชครูจางอาจนึกถึงท่านน้าขอรับ"


    ในปีที่มู่หรงตี้เกิดนั้นตระกูลเผยถูกเนรเทศ เขาไม่เคยพบผู้ใดจากตระกูลเผยเลย แต่เคยได้ยินแม่เล่าเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับตระกูลเผย


    "ยามที่พูดถึงตระกูลท่านตา ท่านแม่ดูไม่เศร้าโศกเลย ลูกได้ยินนางกำนัลพูดว่า ตระกูลสวี เพิ่งมีเรื่องสวีไฉเหริน*[1]ร้องไห้จะฆ่าตัวตายทุกวัน"


    เผยซูทายาให้บุตรชายเสร็จแล้วอุ้มแมวขึ้นมา


    "แน่นอนว่าแม่เศร้าสิ เศร้าจนตอนคลอดเจ้าแทบไปเยือนประตูผี"


    ตอนที่ตระกูลเผยทั้งตระกูลถูกจับขัง เผยซูตกใจจนคลอดก่อนกำหนด เลือดท่วมที่นอนเกือบเอาชีวิตไม่รอดทั้งแม่ทั้งลูก


    หลังจากรอดชีวิตกลับมาจากประตูผี ยังไม่ทันครบกำหนดอยู่ไฟก็ต้องไปคุกเข่าอยู่นอกห้องทรงพระอักษร


    มู่หรงตี้เงยหน้ามองท่านแม่ เห็นว่าดวงตานางยังคงสงบนิ่ง


    "เศร้าโศกไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่ว่าท่านตาของเจ้าจะอยู่บนสวรรค์หรือใต้แผ่นดิน ย่อมหวังให้พวกเราสองคนอยู่อย่างปลอดภัย"


    "พวกเราคนตระกูลเผย แม้จะถูกกระดูกจนแตกละเอียด ก็ยังคงหายใจต่อไปได้ ไม่มีทางคิดสั้นเป็นอันขาด หากน้าชายและน้าหญิงของเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ก็คงพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไปเช่นกัน"


    มีชีวิตอยู่จึงจะมีโอกาสล้างแค้นชำระความอัปยศ


    เผยซูเดินไปที่โต๊ะหนังสือพร้อมกับบุตรชาย เพื่อสอนบทเรียนให้แก่เขา


    "เอาล่ะ ให้แม่ดูการอธิบายความหมายบทความนี้ของเจ้าหน่อย"


    มู่หรงตี้นั่งหลังตรง มือถือพู่กันเขียนตัวอักษรขนาดเล็กที่งดงามชัดเจนลงบนกระดาษ


    แสงอาทิตย์ไหลผ่านหน้าต่างเข้ามา ทอดเงาของกิ่งต้นไม้ในลานลงบนหน้ากระดาษ


    ระหว่างบรรทัด ราวกับมีต้นไม้งอกงามขึ้นมามีชีวิตชีวา


    ณ มุมที่ซ่อนเร้น ฤดูหนาวสิ้นสุด ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน เวียนว่ายไม่สิ้นสุด


    ...


    ตำหนักอี๋เฟิ่ง


    ฮองเฮาทรงคัดเลือกผ้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในวัง อากาศเริ่มร้อนขึ้นสมควรให้สำนักภูษาหลวงเตรียมตัดชุดฤดูร้อนได้แล้ว


    ตงหมัวมัวนวดไหล่ให้ฮองเฮา มองผ้าโปร่งแสงม้วนหนึ่งในมือนางกำนัลที่ยืนแถวหน้าสุด


    "ผ้าแพรผืนนี้หากสวมใส่บนพระวรกายฮองเฮาจะต้องงดงามยิ่งนักแน่นอนเพคะ"


    ฮองเฮาเหลือบมองเพียงแวบเดียว ดูเหมือนจะไม่พอใจ


    "ข้าอายุมากแล้ว ไม่อาจสวมใส่สีสันสดใสเช่นนี้ได้อีก สมควรจะมอบให้ฉีไฉเหรินที่อายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดสวมใส่มากกว่า"


    ตงหมัวมัวยิ้ม "ฮองเฮายังทรงพระเยาว์อยู่เพคะ"


    ฮองเฮาก็ยิ้มเช่นกัน "จะเยาว์อะไรกัน อีกไม่กี่ปีเมื่อฉีเอ๋อร์แต่งงานมีครอบครัว ข้าก็จะได้เป็นย่าแล้ว"


    องค์ชายใหญ่มู่หรงฉีที่นางให้กำเนิดได้ออกวังไปตั้งจวนแล้ว


    องค์รัชทายาทมู่หรงเจินเสด็จมาจากตำหนักหลี่เหอ


    "ลูกขอถวายบังคมท่านแม่พ่ะย่ะค่ะ"


    ฮองเฮาโบกมือเรียกมู่หรงเจินให้มาประทับนั่ง


    "เจินเอ๋อร์เรียนมาครึ่งวันแล้ว เหนื่อยหรือไม่? ดื่มน้ำหวานสักถ้วยเพื่อชุ่มคอเถิด"


    ตงหมัวมัวยกถ้วยหยกขาวใสมา ข้างในบรรจุน้ำแกงพุทราแดงรังนก


    มู่หรงเจินจิบน้ำหวานหนึ่งอึก "เสด็จแม่ ลูกไม่เหนื่อยพ่ะย่ะค่ะ ช่วงบ่ายยังมีวิชาขี่ม้ายิงธนูอีก"


    ฮองเฮาเป็นห่วงว่าโอรสจะเหน็ดเหนื่อย "เจ้าวางใจเถิด แม่จะสั่งให้คนต้มน้ำโสมมาให้ยามค่ำคืนนี้"


    หลังจากที่มู่หรงเจินดื่มน้ำหวานแล้ว ก็เอ่ยถึงเรื่องที่มู่หรงตี้ล้มลงในตำหนักหลี่เหอวันนี้ "เหตุใดองค์ชายสามที่มีพระชนม์มากกว่าพวกเราหลายปี จึงต้องมาเรียนร่วมกับพวกเราด้วยพ่ะย่ะค่ะ?"


    ตงหมัวมัวเก็บถ้วยหยกที่มู่หรงเจินดื่มเสร็จแล้ว "ผู้ใดเล่าจะฉลาดปราดเปรื่องเท่าองค์รัชทายาท ต่อให้เรียนล่วงหน้าสิบปีก็ไล่ไม่ทันพระองค์หรอกเพคะ"


    เมื่อฮองเฮาได้ยินนามของมู่หรงตี้ ในดวงตาก็ปรากฏใบหน้าที่งดงามล่มเมืองของเผยซูขึ้นมาทันที "องค์ชายสามตอนเด็ก ๆ ก็เฉลียวฉลาด แต่โชคไม่ดี ล้มกระแทกศีรษะ"


    ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงเสียดาย แต่สายตากลับไม่มีแววเสียดายแม้แต่น้อย


    นางเป็นธิดาของตู้อวี้ หัวหน้าผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าวังมาตั้งแต่อายุสิบเจ็ดปี


    นางกับเผยซูเข้าวังมาพร้อมกันในคราวคัดเลือกนางใน


    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฮ่องเต้และฮองเฮาเพียงแค่ให้เกียรติกันเท่านั้น ความรักและความเอาใจใส่ของมู่หรงอวี่ไม่เคยมอบให้นางเลย


    เผยซูในอดีตคือสตรีชั้นสูงที่บรรดาคุณชายในเมืองหลงใหลแต่ไม่อาจได้ครอบครอง พอเข้าวังเป็นพระสนมก็ได้ครองความโปรดปรานของมู่หรงอวี่


    องค์ชายใหญ่ที่นางให้กำเนิดและองค์ชายรองที่ซูเฟยให้กำเนิด ล้วนเป็นคนไร้ความสามารถ ตอนเด็ก ๆ ก็ไม่ได้ฉลาดเท่ามู่หรงตี้


    แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว


    องค์ชายสี่ที่นางให้กำเนิดได้เป็นรัชทายาท ส่วนมู่หรงตี้ที่เผยซูให้กำเนิดกลับเป็นคนโง่เขลา


    นางยังคงเป็นฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ ส่วนเผยซูก็เป็นเพียงสตรีที่ถูกทอดทิ้งในวังหลวง


    "ฝ่าบาทเสด็จ!"


    เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นนอกตำหนัก


    ดวงตาของฮองเฮาฉายแววตื่นเต้นยินดี นางพาองค์รัชทายาทลุกขึ้นต้อนรับ


    "หม่อมฉันขอถวายบังคมฝ่าบาท"


    "ลูกขอถวายบังคมเสด็จพ่อ"


    มู่หรงอวี่ผู้สง่างามก้าวเข้ามาในต้าหนัก เขามาสั่งการเรื่องงานเลี้ยงเทศกาลตวนอู่กับฮองเฮา เมื่อเห็นมู่หรงเจินมุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย


    ทั้งรูปโฉมและอุปนิสัยของมู่หรงเจินไม่ได้เหมือนมู่หรงอวี่มากที่สุดในบรรดาองค์ชายทั้งหลาย


    แต่เมื่อหกปีก่อน สำนักโหรหลวงทำนายว่าท้องฟ้ามีลางมงคล ปีถัดไปจะมีดาวมงคลลงมาสู่โลกมนุษย์


    มู่หรงอวี่จึงเปลี่ยนรัชศกจากหย่งเจี๋ยเป็นเจาชิ่ง


    ปีแรกแห่งรัชศกเจาชิ่ง หลายพื้นที่มีลมฟ้าอากาศเป็นใจ พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ นับเป็นปีมหามงคลอย่างแท้จริง


    ในช่วงเวลานั้นฮองเฮาได้ให้กำเนิดองค์ชายสี่พอดี มู่หรงอวี่ทรงโปรดปรานยิ่งนัก จึงสถาปนาองค์ชายสี่เป็นองค์รัชทายาท


    มู่หรงอวี่เสด็จประทับบนพระที่นั่งในตำหนัก "พวกเจ้าสองแม่ลูกกำลังคุยอะไรกันอยู่?"


    มู่หรงเจิน "เสด็จพ่อ ลูกกำลังเล่าเรื่องที่ตำหนักหลี่เหอให้เสด็จแม่ฟังพ่ะย่ะค่ะ"


    มู่หรงอวี่ทรงเปิดฝาถ้วยน้ำชา "มีเรื่องสนุกอะไรหรือ เล่าให้เราฟังหน่อย"


    สีหน้าฮองเฮาดูไม่เป็นธรรมชาตินัก นางพยายามกลบเกลื่อนเปลี่ยนเรื่อง "ฝ่าบาท เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยระหว่างพวกเด็ก ๆ เท่านั้นเพคะ"


    มู่หรงอวี่ทรงจ้องมององค์รัชทายาทเพียงผู้เดียว "เจินเอ๋อร์ เล่ามา"


    มู่หรงเจินจึงเล่าเรื่องที่มู่หรงตี้ล้มในช่วงเช้าอีกครั้ง แต่เขาไม่ได้บอกว่าถูกมู่หรงหมิงทำให้สะดุดล้ม เพียงแต่บอกว่ามู่หรงตี้พลาดเองเท่านั้น


    หลังจากมู่หรงอวี่ฟังจบ รอยยิ้มที่มุมปากก็จางหายไป


    "ฝ่าบาท เจินเอ๋อร์เป็นเด็กที่มีจิตใจดีงาม เป็นห่วงว่าองค์ชายสามจะบาดเจ็บจากการล้ม จึงเล่าเรื่องนี้ให้หม่อมฉันฟังเพคะ" ฮองเฮาอธิบาย


    สีหน้าของมู่หรงอวี่ยังคงไม่สู้ดีนัก ในใจเริ่มรู้สึกรำคาญ "เช่นนั้นก็ให้หมอหลวงไปตรวจดูเถิด"


    ฮองเฮากล่าว "เพคะ ฝ่าบาท"


    ยามนี้มู่หรงอวี่หมดอารมณ์จะดื่มชา วางถ้วยชาลงแล้วคิดจะออกไปเดินเล่น


    "ฝ่าบาทเพิ่งเสด็จมาก็จะเสด็จกลับแล้วหรือเพคะ? หรือมีเรื่องใดจะรับสั่งให้หม่อมฉันทำ?" ฮองเฮาเห็นว่าฮ่องเต้จะเสด็จจึงก้าวตามไปสองก้าว


    แววตาของมู่หรงอวี่ฉายแววรำคาญ "ค่อยว่ากันคราวหน้า เรานึกขึ้นได้ว่ายังมีฎีกาที่ต้องอ่านค้างอยู่ที่ห้องหนังสือหลวง"


    ฮองเฮาเห็นว่าไม่อาจรั้งฮ่องเต้ไว้ได้ จึงได้แต่ค้อมกายอย่างผิดหวังแล้วทูลว่า


    "หม่อมฉันขอส่งเสด็จเพคะ"


    มู่หรงเจินเดินอยู่ข้างกายมู่หรงอวี่ "กระหม่อมจะกลับตำหนักบูรพาแล้วเช่นกัน ขอเดินไปพร้อมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ"


    มู่หรงอวี่พยักหน้า


    ร่างของบิดาและบุตรหายลับไปจากตำหนักอี๋เฟิ่ง


    ฮองเฮามองไปยังที่นั่งที่มู่หรงอวี่เคยประทับ หัวใจรู้สึกว่างเปล่า


    "ตงหมัวมัว"


    "เพคะ หม่อมฉันอยู่ตรงนี้" ตงหมัวมัวนวดบ่าให้ฮองเฮาต่อไป


    "เอาผ้าโปร่งสีสดพวกนี้แจกจ่ายไปยังวังของนางสนมที่เพิ่งเข้าวังปีนี้"


    ฮองเฮาเอ่ยนามของนางสนมกลุ่มหนึ่งออกมา จากนั้นก็ชี้ไปที่ผ้าสองพับที่เปื้อนฝุ่นอยู่ตรงมุมห้อง


    "ส่วนผ้าสองพับที่เหลือนั่น ก็มอบให้วังหมิงฮุ่ยเถอะ"


    สีหน้าของนางเย็นชาดุจน้ำค้างแข็ง


    "อีกอย่าง พระราชทานน้ำแกงหวานสองถ้วยให้แม่ลูกคู่นั้น จะได้ไม่ต้องออกมาทำให้ผู้อื่นรำคาญใจ"


    [1] ไฉเหริน ตำแหน่งพระสนมในองค์จักรพรรดิ ขั้น 5 ชั้นเอก

    คล้ายกับเรื่องหนูน้อยผู้เป็นที่รักของเหล่าจอมโจรแห่งขุนเขา ที่คุณอ่าน

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508