ตอนที่ 12 : ลายเซ็นของคนตาย
แดดยามบ่ายทอดยาวเหนือหลังคาดินของหมู่บ้าน
หลินซูเหยากำลังนั่งคัดแยกฟืนอยู่หน้ากระท่อม
เมื่อคืนก่อนเธอแอบเข้าห้างสรรพสินค้าทาครีมสมานแผลตรงรอยแตกที่นิ้วอีกรอบก่อนพันผ้าก๊อซสะอาดทับผ้าเก่าไว้เนียน ๆ ไม่ให้ใครสังเกตความต่าง
แม้มือจะยังเจ็บแต่ก็ขยับได้คล่องขึ้นกว่าสองวันก่อนมากเร็วกว่าที่ร่างกายอิดโรยแบบนี้ควรจะฟื้นได้ตามปกติเสียด้วยซ้ำ
เธอเพิ่งเก็บฟืนกองสุดท้ายเสร็จ
เสียงฝีเท้าหลายคนก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าบ้าน
เธอเงยหน้ามอง
หลินต้าจวงเดินนำมาด้านหลังคือหวังชุนฮวา และชายวัยห้าสิบกว่าอีกคนหนึ่ง
หลินซูเหยาจำได้ว่าเขาเป็กรรมการของหน่วยผลิต
ชายผู้นั้นไม่ได้พูดอะไรเพียงยืนอยู่ข้างหลังราวกับตั้งใจมาเป็พยาน
การที่หลินต้าจวงพากรรมการมาด้วยั้แ่ต้นแทนที่จะมาคุยกันตามลำพังก่อน บอกอะไรบางอย่างอยู่ในตัว — เขาไม่ได้มาเจรจาเขามาเพื่อสร้างพยานให้ตัวเองั้แ่แรก
หลินต้าจวงยิ้มบางๆ
"ครบสามวันแล้ว"
"เื่บ้านก็ควรจบเสียที"
เขาหยิบกระดาษพับหลายแผ่นออกจากกระเป๋าเสื้อวางลงบนโต๊ะไม้เตี้ยหน้ากระท่อม
"นี่คือหนังสือรับรองหนี้"
"พ่อของเธอลงชื่อไว้ก่อนเสียชีวิต"
"วันนี้ก็แค่ลงลายนิ้วมือรับสภาพหนี้"
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งราวกับทุกอย่างเป็เพียงขั้นตอนตามปกติ
หลินซูเหยาไม่แตะเอกสารทันทีเธอเงยหน้ามองชายทั้งสามคนก่อน จากนั้นจึงค่อยหยิบกระดาษขึ้นมา
...
เอกสารถูกเขียนอย่างเป็ระเบียบ
รายการค่ารักษา
ค่าอาหาร
ค่าเมล็ดพันธุ์
เงินสำรอง
ทุกอย่างถูกรวมอยู่ในแผ่นเดียว
ด้านล่างสุดมีชื่อ**'หลินจิ้นกั๋ว'** พร้อมลายมือชื่อ
ถัดลงมาเว้นช่องสำหรับลายนิ้วมือของผู้รับหนี้
หลินซูเหยาอ่านช้าๆ อ่านซ้ำอีกรอบ ไม่มีใครเร่ง
เธอสังเกตลายมือชื่อพ่ออย่างละเอียดเส้นโค้งของตัวอักษรดูคุ้นตาจากความทรงจำที่เพิ่งไหลกลับมาเมื่อวานแต่บางจุดกลับแข็งกระด้างผิดปกติราวกับคนเขียนพยายามเลียนแบบมากกว่าจะเขียนตามธรรมชาติของตัวเอง
เ้าของร่างเดิมเคยเห็นพ่อเขียนหนังสือให้ดูหลายครั้งตอนสอนอ่านสอนเขียนลายเส้นของพ่อมักโค้งมนและเอนไปทางขวาเล็กน้อยเสมอแต่ลายเซ็นบนกระดาษนี้กลับตั้งตรงเกินไปเหมือนคนที่ระมัดระวังทุกเส้นจนขาดความเป็ธรรมชาติ
ไม่ใช่ลายมือของคนที่กำลังป่วยหนักจนแทบไม่มีแรง
หลินต้าจวงยืนกอดอกมั่นใจเต็มที่ เพราะเขารู้ดีว่าเด็กสาวคนหนึ่งไม่น่าจะมองเอกสารพวกนี้ออก
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่
หลินซูเหยาค่อยๆ วางกระดาษลง
"ขอถามได้ไหมคะ"
หลินต้าจวงยกคางเล็กน้อย
"ถามมา"
"ค่ารักษาแต่ละครั้ง..."
"พ่อฉันยืมเมื่อไรคะ"
หลินต้าจวงตอบทันที
"ก็่ที่ป่วย"
"ฉันจำวันไม่ได้หรอก"
"แล้วค่าอาหารล่ะคะ"
"ก็ทยอยให้"
คำตอบยังเป็ไปอย่างลื่นไหล
หลินซูเหยาพยักหน้าก่อนใช้นิ้วแตะเอกสารเบา ๆ
"แต่ในหนังสือรับรองฉบับนี้..."
"กลับไม่มีวันที่ของรายการแต่ละครั้ง"
กรรมการหน่วยผลิตก้มลงมองเอกสารตาม
หลินต้าจวงตอบทันที
"สรุปทีเดียวตอนหลัง"
หลินซูเหยาไม่เถียง
"อย่างนั้นหรือคะ"
เธอพลิกกระดาษอีกหน้า
"แล้วพยานที่อยู่ในวันที่สรุปหนี้คือใคร"
หลินต้าจวงชะงักไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนตอบว่า
"ไม่จำเป็"
หลินซูเหยาสบตาเขา
"เอกสารรับรองหนี้..."
"ไม่มีพยานเลยหรือคะ"
คราวนี้คนที่เงียบกลับเป็กรรมการหน่วยผลิตเขารับกระดาษไปดูเอง พลิกหน้ากระดาษไปมา สีหน้าเริ่มครุ่นคิด
หลินต้าจวงรีบพูดแทรก
"ทุกคนในหมู่บ้านก็รู้ว่าฉันช่วยบ้านหลิน"
"จะมีพยานหรือไม่ก็เหมือนกัน"
หลินซูเหยาไม่ได้โต้เื่นั้นเธอเพียงพยักหน้าเบา ๆ
"อาจใช่ค่ะ"
"แต่ฉันยังมีอีกข้อหนึ่ง"
เธอชี้ไปที่ตัวเอกสาร
"รายการทั้งหมด..."
"ใช้หมึกสีเดียวกัน"
"ลายมือก็เหมือนกัน"
"แม้แต่ความเข้มของหมึกก็ไม่ต่าง"
เธอเงยหน้าขึ้น
"ถ้าหนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง..."
"เอกสารฉบับนี้ก็หมายความว่า"
"ทุกอย่างถูกเขียนขึ้นในคราวเดียว"
ความเงียบเข้าปกคลุมกระท่อมลมหนาวพัดผ่านประตูไม้เบา ๆ
กรรมการหน่วยผลิตยังคงมองเอกสารในมือไม่ได้พูดอะไร นิ้วเขาลูบไล้ไปตามรอยหมึกช้า ๆราวกับพยายามพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าเด็กสาวพูดถูกหรือผิด
หลินต้าจวงหัวเราะออกมา
"แล้วมันผิดตรงไหน"
"จะเขียนรวมทีเดียวไม่ได้หรือ"
หลินซูเหยาส่ายหน้า
"เขียนรวมได้ค่ะ"
"แต่ถ้าพ่อฉันยอมรับหนี้จริง"
"ก็ควรมีหลักฐานว่าแต่ละรายการเกิดขึ้นเมื่อไร"
"ไม่ใช่ให้ทุกอย่างมาปรากฏพร้อมกันหลังจากเขาเสียชีวิต"
คำว่า**'หลังจากเขาเสียชีวิต'** ทำให้สีหน้าของหวังชุนฮวาเปลี่ยนไปเล็กน้อยมือที่กอดอกอยู่ก่อนหน้ากำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
หลินต้าจวงเริ่มหมดความอดทน
"พอได้แล้ว"
"เธอจะลงลายนิ้วมือหรือไม่"
หลินซูเหยาค่อยๆ วางเอกสารกลับลงบนโต๊ะ ก่อนผลักคืนไปทางเขา
"ฉันไม่ลงค่ะ"
"จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเอกสารฉบับนี้ถูกต้อง"
หลินต้าจวงจ้องหน้าเธอรอยยิ้มเมื่อครู่หายไปจนหมด เขาเก็บเอกสารกลับช้า ๆ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
"ดี"
"ในเมื่อเธอสงสัย"
"พรุ่งนี้"
"เราจะให้ทั้งกองการผลิตเป็คนตัดสิน"
เขาหันไปมองกรรมการหน่วยผลิตชายวัยห้าสิบกว่าพยักหน้าช้า ๆ ไม่ได้พูดว่าซูเหยาผิด แต่ก็ไม่ได้เข้าข้างเธอ
หลินต้าจวงหันหลังเดินจากไปหวังชุนฮวารีบเดินตาม
ก่อนถึงประตูรั้วหวังชุนฮวาหันกลับมามองหลินซูเหยาแวบหนึ่งสายตานั้นไม่ใช่ความมั่นใจเหมือนตอนมาถึงแต่แฝงด้วยความกังวลบางอย่างที่เธอพยายามซ่อนไว้ไม่ให้สามีเห็น
เหลือเพียงหลินซูเหยาที่ยืนมองประตูไม้ซึ่งค่อยๆ ปิดลง
เธอรู้ดี...
วันนี้เธอยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเอกสารเป็ของปลอม
แต่เธอทำสำเร็จแล้วหนึ่งอย่าง
**เธอทำให้เอกสารที่ทุกคนเคยเชื่อ...กลายเป็เอกสารที่ต้องถูกตั้งคำถาม**
และสีหน้าของหวังชุนฮวาเมื่อครู่ก็เป็อีกเบาะแสหนึ่งที่บอกว่าเธอมาถูกทาง
---
ค่ำวันนั้นก่อนนอน หลินซูเหยาเข้าห้างสรรพสินค้าอีกครั้งตามกิจวัตรที่วางไว้
เธอเปลี่ยนผ้าพันแผลที่นิ้วเป็ชุดใหม่ทาครีมบำรุงผิวที่แตกแห้งจากอากาศหนาว และดื่มน้ำซุปโปรตีนอุ่น ๆหนึ่งถ้วยเพื่อเติมแรงที่ใช้ไปกับการยืนตอบโต้ทั้งบ่าย
ร่างกายเริ่มกลับมามีเรี่ยวแรงมากกว่าวันแรกที่ตื่นขึ้นมาในร่างนี้มากแต่เธอก็ยังไม่กล้าใช้ห้างเกินความจำเป็
ไม่ใช่เพราะกลัวถูกจับได้ว่าใช้ของแปลกเกินไป— ในความมืดของกระท่อมไม่มีใครเห็นอยู่แล้ว
แต่เพราะร่างกายที่ฟื้นตัวเร็วเกินไปโดยไม่มีเหตุผลอาจกลายเป็ปริศนาที่ทำให้คนสงสัยได้เช่นกัน
ระหว่างพักผ่อนเธอทบทวนเหตุการณ์ทั้งบ่ายอีกครั้งในหัว
กรรมการหน่วยผลิตที่ลูบรอยหมึกด้วยความสงสัย
หวังชุนฮวาที่กำมือแน่นตอนได้ยินคำว่า"หลังจากเขาเสียชีวิต"
และหลินต้าจวงที่รีบเปลี่ยนเื่ไปเป็การโหวตของกองการผลิตแทนที่จะยอมพิสูจน์เอกสารตรงๆ
ทุกปฏิกิริยาเล็กๆ เหล่านี้คือรอยร้าวที่เธอ้า
หากมองในมุมธุรกิจที่เธอเคยคุ้นเคยในชีวิตก่อนหน้านี่ไม่ต่างจากการตรวจสอบบัญชีที่มีการตกแต่งตัวเลข —คนที่โกงมักทำพลาดตรงรายละเอียดเล็ก ๆ ที่คิดว่าไม่มีใครสังเกตลายมือที่เหมือนกันทุกเส้น หมึกที่ไม่มีวันจางต่างกันคือร่องรอยแบบเดียวกับที่เธอเคยจับได้ในรายงานการเงินปลอมมาก่อน
เพียงแต่ครั้งนี้สิ่งที่เดิมพันไม่ใช่ตัวเลขในสมุดบัญชีแต่คือบ้านทั้งหลังและความจริงเื่พ่อแม่ของเธอเอง
พรุ่งนี้ที่ประชุมกองการผลิตจะเป็เวทีใหญ่กว่าวันนี้มากคนทั้งหมู่บ้านจะได้ยินสิ่งที่เธอเพิ่งพูดในกระท่อมหลังเล็กนี้ซ้ำอีกครั้ง
เธอต้องเตรียมตัวให้พร้อมกว่านี้ทั้งเื่คำถามที่จะใช้ซักและท่าทีที่ต้องคงความสงบไว้ให้ได้ไม่ว่าหลินต้าจวงจะพยายามบีบด้วยวิธีใดก็ตาม
พรุ่งนี้ยังมีศึกใหญ่กว่ารออยู่
หลินซูเหยาปิดตาลงพักผ่อนมือที่หายเจ็บเกือบหมดแล้วกำหลวม ๆ อยู่ข้างลำตัว