มังกรแห่งท้องฟ้า เงาอำมหิตข้ามมิติ

    ตอนที่ 18 การซื้อขายชีวิต ผู้เก็บกวาดคนใหม่

         เผิงฉีได้ยินข้อเสนอของหลงเทียนหยู ดวงตาของเขาก็ฉายแววโลภทันที "ใช่แล้ว! พวกมันแต่ละคนคงพกของดีติดตัวกันไม่น้อย ถ้าจัดการได้ทั้งหมด เจ็ดส่วนก็มหาศาลแล้ว! หรือถ้าเป็๲ไปได้...อาจได้มาทั้งหมดสิบส่วนเลยด้วยซ้ำ!" ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นในใจเขา

         แต่ทันใดนั้น เสียงหัวเราะเย็นเยียบของหลงเทียนหยูก็ดังแทรกเข้ามา "เจ็ดส่วนนี่ก็ถือว่าใจกว้างแล้วนะ สหายเผิงฉี หวังว่าสหายจะไม่คิดโลภมากถึงขั้นฆ่าทุกคนเพื่อฮุบของทั้งหมดหรอกนะ ไม่งั้น...ผลสุดท้ายอาจไม่เหลืออะไรเลยก็ได้"

         "อีกอย่าง ถ้าสหายเผิงฉีคิดจะไปแจ้งข่าวกับทางการเพื่อหวังรางวัล ฉันก็แนะนำว่าอย่าจะดีกว่า ความคุ้มค่าที่จะได้นั้น เลือกทางไหนจะดีที่สุด สหายเผิงคงคิดได้เอง"

         สีหน้าของเผิงฉีซีดเผือด แผนการชั่วร้ายที่เขาเพิ่งคิดถูกเด็กหนุ่มคนนี้มองทะลุปรุโปร่งทั้งหมด นี่อีกฝ่ายจะไปคนเดียวแน่จริง ๆ นะเหรอ ไม่น่าจะเป็๞ไปได้ การเอาตัวเองคนเดียวไปเสี่ยงกับเขาและลูกน้อง ถ้าเป็๞เขาจะไม่มีทางทำแน่นอน มีความเป็๞ไปได้ไหมว่า นอกจากกลุ่มของเขาเ๯้าเด็กนี่ก็ยังจะจ้างกลุ่มอื่นอีก?

         ไม่สิ! เด็กคนนี้อาจจะมีลูกน้องส่วนตัวอยู่แล้วก็ได้? วันนั้นเขาสั่งให้ลูกน้องสืบข้อมูลของชายคนนี้ แต่กลับไม่พบอะไรที่น่าสนใจเลย เป็๲ไปได้ไหมว่าหลังจากจัดการเ๽้าหน้าที่เสร็จ เ๽้าเด็กนี่จะตลบหลังพวกเขาอีกที?

         เผิงฉีมองไปที่หลงเทียนหยูอีกครั้ง เด็กหนุ่มยังคงยิ้มบาง ๆ ท่าทางสบายอารมณ์เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

         "สหายหลงเทียน!" เผิงฉีพยายามปรับเสียงให้เข้มขึ้น "ฉันจะมั่นใจได้ยังไงว่าหลังจัดการพวกนั้นเสร็จ นายจะไม่ตลบหลังจัดการพวกฉันอีกที?"

         คำตอบคือเสียงหัวเราะดังยาว ผู้คนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นต่างหันมามองเป็๞ตาเดียว

         "ไม่เอาน่า สหายเผิงฉี คนที่ควรกังวลควรเป็๲ฉันมากกว่ามั้ง?" หลงเทียนหยูตอบด้วยน้ำเสียงขบขัน "งั้นเอาแบบนี้ดีไหม? เราสองฝ่ายส่งคนมาฝ่ายละสิบห้าคน ไม่นับนายกับฉัน แต่ถ้าเป็๲แบบนี้ ส่วนแบ่งคงต้องเปลี่ยนเป็๲ห้าต่อห้าแล้วล่ะ สหายเผิงฉีจะเลือกแบบนี้ดีไหม?"

         เผิงฉีครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจ "ตกลง! เอาเป็๞แบบแบ่งคนมาเท่ากัน ส่วนแบ่งห้าต่อห้าก็ไม่เป็๞ไร ว่าแต่...บอกแผนการมาได้เลยว่าจะโจมตีพวกนั้นยังไงไม่ให้เ๯้าหน้าที่คนอื่นในเมืองรู้เ๹ื่๪๫นี้ได้?"

         เมื่อพูดตกลงแผนการกันแล้วเรียบร้อย ทั้งสองฝ่ายก็แลกเบอร์โทรศัพท์เพื่อนัดหมายวันลงมือ จากนั้นก็แยกย้ายกันไปเตรียมพร้อมสำหรับแผนการอันตรายที่กำลังจะเริ่มขึ้น

         ณ บริเวณกำแพงเมืองยามค่ำคืน เฉาเจวี๋ยวและพรรคพวกเพื่อนร่วมงานจำนวนมากกำลังนั่งดื่มเหล้ากันอย่างครึกครื้น

         "พี่เฉา! ผมได้ยินมาว่าพี่โดนคนที่เพิ่งเข้าเมืองลูบคมเอาเหรอ?" หนึ่งในลูกน้องเอ่ยถาม

         "ฮ่าฮ่า! ลูบคมอะไรกัน! ถ้าตอนนั้นหัวหน้าไม่เข้ามาห้ามก่อนนะ ฉันจัดการมันไปแล้ว!" เสียงของเฉาเจวี๋ยวเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและลำพองใจ "ฉันเองตอนนี้ก็กำลังรอให้มันออกมาจากเมืองก่อนเถอะ จะได้จัดการให้มันหายไปจากโลกนี้ซะ!" ยิ่งพูดเฉาเจวี๋ยวยิ่งติดลม ประกาศศักดาต่อหน้าเพื่อนร่วมงานอย่างไม่เกรงใจ

         "เอ่อ...แต่พี่เฉา ถ้าเราทำแบบนี้ หัวหน้าจะไม่ว่าอะไรเหรอ?" ลูกน้องคนหนึ่งถามด้วยความไม่แน่ใจ

         เฉาเจวี๋ยวโบกมือปัด "เ๹ื่๪๫นี้พวกนายไม่ต้องเป็๞ห่วง! หัวหน้าอนุญาตแล้ว! อีกอย่างเราจะล่อให้มันเข้าไปในป่าลึก ๆ ก่อนแล้วค่อยจัดการตอนนั้น แบบนี้จะได้ไม่มีคนอื่นมาเห็นด้วย"

         "พี่เฉา! ผมขอเข้าร่วมด้วยได้ไหม?" ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ก็มีเสียงตอบรับจากคนอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย

         "ฮ่าฮ่าฮ่า ได้สิ! ใครอยากตามฉันมาก็มาลงชื่อ เดี๋ยวฉันจะให้ภาพสเก็ตหน้าตาของมันกับทุกคน ใครที่เห็นมันออกมาจากเมืองก็เอาข่าวมาแจ้งฉัน! จากที่ฉันดูนะ เ๯้าเด็กนั่นน่าจะมีสมบัติไม่น้อยเลยล่ะ! แต่ต้องบอกไว้ก่อนนะ...ของห้าส่วนต้องเป็๞ของฉัน อีกห้าส่วนที่เหลือพวกแกเอาไปแบ่งกันเอง!"

         "ได้ครับพี่เฉา!" ทุกคนที่ได้ฟังก็ประสานเสียงตอบรับอย่างกระตือรือร้น

         หลงเทียนหยูแวะซื้อของบางอย่างเสร็จก็เตรียมตัวจะขับรถกลับบ้าน ระหว่างทางที่จะไปที่จุดจอดรถ เขาเห็นชายผอมแห้งคนหนึ่ง ผมยุ่งรกรุงรัง เสื้อผ้าสกปรกมอมแมมและขาดวิ่นไปทั่ว นั่งอยู่กับพื้นโดยมีป้ายวางบนตัก ข้างตัวมีโลงศพเก่า ๆ วางอยู่ บนป้ายเขียนว่า "ขอเงินทำศพน้องสาว ใครที่ช่วยเหลือจะยอมทำงานรับใช้" เขาเห็นตัวเลขบนป้ายแล้วก็๻๷ใ๯ จำนวนเงินหนึ่งแสนเกท! แม้ว่าสำหรับเขาแล้ว มันไม่ใช่เงินจำนวนมากมายอะไร แต่การที่ชายผอมแห้งดูเหมือนใกล้จะตายคนนี้กล้าเขียนค่าทำศพไว้สูงถึงหนึ่งแสนเกทก็นับว่ามากเกินไปไม่น้อย

         ผู้คนที่เดินผ่านไปมามองอยู่ครู่หนึ่งก็เดินผ่านไปอย่างไม่สนใจ บางคนอ่านแล้วก็หัวเราะเยาะ บางคนถึงกับถ่มน้ำลายใส่ชายผู้นั้นโดยตรง แต่ชายคนนั้นก็นั่งนิ่ง ไม่แสดงอาการใด ๆ แม้น้ำลายจะเปื้อนตัวก็ตาม

         หลงเทียนหยูยืนสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าผู้คนเริ่มเบาบางลง เขาก็เดินเข้าไปหาชายผู้นั้น

         "ถ้าฉันช่วยค่าทำศพ แล้วฉันจะมั่นใจได้ยังไงว่าแกจะมาช่วยงานฉันจริง?"

         ชายผอมแห้งไม่เงยหน้ามองหลงเทียนหยูเลยขณะตอบ "เป็๞เ๹ื่๪๫ที่ท่านต้องลองเสี่ยงดูเอาเองแล้วละ ต่อให้ข้ารับปากหนักแน่นแค่ไหน แต่สุดท้ายมันจะน่าเชื่อถือจริงหรือ?"

         "ฆ่าผู้หญิง คนแก่ และเด็กได้ไหม?"

         ประโยคนี้ทำให้ชายผอมแห้งเงยหน้าขึ้นมองทันที ดวงตาของทั้งสองคนประสานกัน ราวกับจะมองทะลุตัวตนของอีกฝ่ายให้ได้

         "ขอเพียงท่านสั่งมา ข้าทำได้หมด" เป็๲คำตอบสั้น ๆ แต่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบ

         "ดี! ดีมาก!" หลงเทียนหยูยิ้มอย่างพึงพอใจ "คิดจะมาเป็๞ลูกน้องของฉัน ต้องฆ่าได้ทุกคน ทุกรูปแบบ จะมามีศีลธรรมและใจอ่อนไม่ได้หรอกนะ"

         "แกมีชื่อว่าอะไร?"

         "สือเล่ย"

         "มีความแค้นไหม?"

         มาถึงประโยคนี้ สือเล่ยเงียบไปนาน ก่อนจะกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคลั่งแค้น "ย่อมมี!"

         "ดี! มาอยู่กับฉันคนนี้ ฉันจะให้โอกาสในการแก้แค้น"

         เสียงที่คลั่งแค้นถามขึ้นมาทันควัน "ไม่ว่าตระกูลนั้นจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็ยังจะให้โอกาสอย่างนั้นหรือ?"

         "ต่อให้ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้หรือเมืองไหน ถ้าได้เวลาที่เหมาะสม ก็ย่อมทำได้"

         สือเล่ยมองดวงตาของหลงเทียนหยูอย่างจริงจัง ก็เห็นแววตาที่มั่นคงเรียบนิ่ง น้ำเสียงของชายคนนี้แม้จะไม่ได้ดังอะไร แต่กลับแฝงไปด้วยความมุ่งมั่นและอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้

         หลงเทียนหยูโยนเงินไปให้ห้าแสนเกท "นอกจากค่าทำศพแล้ว ที่เหลือก็เอาไปดูแลตัวเอง เปิดห้องพัก แล้วก็ซื้อโทรศัพท์ซะ ในกระดาษแผ่นหนึ่งจะมีเบอร์โทรของฉันอยู่ อีกสามวันตอนสิบโมง โทรมาหาฉันแล้วจะมีงานแรกให้ทำ"

         พูดจบเขาก็เดินไปที่จุดจอดรถ แต่ก็เห็นชายสามคนมายืนรอดักปล้น เพียงไม่นาน ทั้งสามก็กลายเป็๞ศพกองอยู่กับพื้น เขาค้นตัวหาทรัพย์สินเสร็จก็ออกรถไปทันที ไม่คิดสนใจที่จะซ่อนศพเลยด้วยซ้ำ กับแค่คนธรรมดาสามคน ต่อให้สืบรู้ว่าเขาเป็๞คนทำแล้วมันจะยังไงล่ะ?

         สือเล่ยที่ตามมาเห็นเหตุการณ์ ก็เดินไปที่ศพทั้งสาม เขายืนอยู่ไม่นานก็เดินจากไป แต่น่าแปลกที่หลังจากเขาเดินออกมาจากสถานที่นั้น ศพทั้งสามก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว...