เผิงฉีได้ยินข้อเสนอของหลงเทียนหยู ดวงตาของเขาก็ฉายแววโลภทันที "ใช่แล้ว! พวกมันแต่ละคนคงพกของดีติดตัวกันไม่น้อย ถ้าจัดการได้ทั้งหมด เจ็ดส่วนก็มหาศาลแล้ว! หรือถ้าเป็ไปได้...อาจได้มาทั้งหมดสิบส่วนเลยด้วยซ้ำ!" ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นในใจเขา
แต่ทันใดนั้น เสียงหัวเราะเย็นเยียบของหลงเทียนหยูก็ดังแทรกเข้ามา "เจ็ดส่วนนี่ก็ถือว่าใจกว้างแล้วนะ สหายเผิงฉี หวังว่าสหายจะไม่คิดโลภมากถึงขั้นฆ่าทุกคนเพื่อฮุบของทั้งหมดหรอกนะ ไม่งั้น...ผลสุดท้ายอาจไม่เหลืออะไรเลยก็ได้"
"อีกอย่าง ถ้าสหายเผิงฉีคิดจะไปแจ้งข่าวกับทางการเพื่อหวังรางวัล ฉันก็แนะนำว่าอย่าจะดีกว่า ความคุ้มค่าที่จะได้นั้น เลือกทางไหนจะดีที่สุด สหายเผิงคงคิดได้เอง"
สีหน้าของเผิงฉีซีดเผือด แผนการชั่วร้ายที่เขาเพิ่งคิดถูกเด็กหนุ่มคนนี้มองทะลุปรุโปร่งทั้งหมด นี่อีกฝ่ายจะไปคนเดียวแน่จริง ๆ นะเหรอ ไม่น่าจะเป็ไปได้ การเอาตัวเองคนเดียวไปเสี่ยงกับเขาและลูกน้อง ถ้าเป็เขาจะไม่มีทางทำแน่นอน มีความเป็ไปได้ไหมว่า นอกจากกลุ่มของเขาเ้าเด็กนี่ก็ยังจะจ้างกลุ่มอื่นอีก?
ไม่สิ! เด็กคนนี้อาจจะมีลูกน้องส่วนตัวอยู่แล้วก็ได้? วันนั้นเขาสั่งให้ลูกน้องสืบข้อมูลของชายคนนี้ แต่กลับไม่พบอะไรที่น่าสนใจเลย เป็ไปได้ไหมว่าหลังจากจัดการเ้าหน้าที่เสร็จ เ้าเด็กนี่จะตลบหลังพวกเขาอีกที?
เผิงฉีมองไปที่หลงเทียนหยูอีกครั้ง เด็กหนุ่มยังคงยิ้มบาง ๆ ท่าทางสบายอารมณ์เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"สหายหลงเทียน!" เผิงฉีพยายามปรับเสียงให้เข้มขึ้น "ฉันจะมั่นใจได้ยังไงว่าหลังจัดการพวกนั้นเสร็จ นายจะไม่ตลบหลังจัดการพวกฉันอีกที?"
คำตอบคือเสียงหัวเราะดังยาว ผู้คนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นต่างหันมามองเป็ตาเดียว
"ไม่เอาน่า สหายเผิงฉี คนที่ควรกังวลควรเป็ฉันมากกว่ามั้ง?" หลงเทียนหยูตอบด้วยน้ำเสียงขบขัน "งั้นเอาแบบนี้ดีไหม? เราสองฝ่ายส่งคนมาฝ่ายละสิบห้าคน ไม่นับนายกับฉัน แต่ถ้าเป็แบบนี้ ส่วนแบ่งคงต้องเปลี่ยนเป็ห้าต่อห้าแล้วล่ะ สหายเผิงฉีจะเลือกแบบนี้ดีไหม?"
เผิงฉีครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจ "ตกลง! เอาเป็แบบแบ่งคนมาเท่ากัน ส่วนแบ่งห้าต่อห้าก็ไม่เป็ไร ว่าแต่...บอกแผนการมาได้เลยว่าจะโจมตีพวกนั้นยังไงไม่ให้เ้าหน้าที่คนอื่นในเมืองรู้เื่นี้ได้?"
เมื่อพูดตกลงแผนการกันแล้วเรียบร้อย ทั้งสองฝ่ายก็แลกเบอร์โทรศัพท์เพื่อนัดหมายวันลงมือ จากนั้นก็แยกย้ายกันไปเตรียมพร้อมสำหรับแผนการอันตรายที่กำลังจะเริ่มขึ้น
ณ บริเวณกำแพงเมืองยามค่ำคืน เฉาเจวี๋ยวและพรรคพวกเพื่อนร่วมงานจำนวนมากกำลังนั่งดื่มเหล้ากันอย่างครึกครื้น
"พี่เฉา! ผมได้ยินมาว่าพี่โดนคนที่เพิ่งเข้าเมืองลูบคมเอาเหรอ?" หนึ่งในลูกน้องเอ่ยถาม
"ฮ่าฮ่า! ลูบคมอะไรกัน! ถ้าตอนนั้นหัวหน้าไม่เข้ามาห้ามก่อนนะ ฉันจัดการมันไปแล้ว!" เสียงของเฉาเจวี๋ยวเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและลำพองใจ "ฉันเองตอนนี้ก็กำลังรอให้มันออกมาจากเมืองก่อนเถอะ จะได้จัดการให้มันหายไปจากโลกนี้ซะ!" ยิ่งพูดเฉาเจวี๋ยวยิ่งติดลม ประกาศศักดาต่อหน้าเพื่อนร่วมงานอย่างไม่เกรงใจ
"เอ่อ...แต่พี่เฉา ถ้าเราทำแบบนี้ หัวหน้าจะไม่ว่าอะไรเหรอ?" ลูกน้องคนหนึ่งถามด้วยความไม่แน่ใจ
เฉาเจวี๋ยวโบกมือปัด "เื่นี้พวกนายไม่ต้องเป็ห่วง! หัวหน้าอนุญาตแล้ว! อีกอย่างเราจะล่อให้มันเข้าไปในป่าลึก ๆ ก่อนแล้วค่อยจัดการตอนนั้น แบบนี้จะได้ไม่มีคนอื่นมาเห็นด้วย"
"พี่เฉา! ผมขอเข้าร่วมด้วยได้ไหม?" ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ก็มีเสียงตอบรับจากคนอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย
"ฮ่าฮ่าฮ่า ได้สิ! ใครอยากตามฉันมาก็มาลงชื่อ เดี๋ยวฉันจะให้ภาพสเก็ตหน้าตาของมันกับทุกคน ใครที่เห็นมันออกมาจากเมืองก็เอาข่าวมาแจ้งฉัน! จากที่ฉันดูนะ เ้าเด็กนั่นน่าจะมีสมบัติไม่น้อยเลยล่ะ! แต่ต้องบอกไว้ก่อนนะ...ของห้าส่วนต้องเป็ของฉัน อีกห้าส่วนที่เหลือพวกแกเอาไปแบ่งกันเอง!"
"ได้ครับพี่เฉา!" ทุกคนที่ได้ฟังก็ประสานเสียงตอบรับอย่างกระตือรือร้น
หลงเทียนหยูแวะซื้อของบางอย่างเสร็จก็เตรียมตัวจะขับรถกลับบ้าน ระหว่างทางที่จะไปที่จุดจอดรถ เขาเห็นชายผอมแห้งคนหนึ่ง ผมยุ่งรกรุงรัง เสื้อผ้าสกปรกมอมแมมและขาดวิ่นไปทั่ว นั่งอยู่กับพื้นโดยมีป้ายวางบนตัก ข้างตัวมีโลงศพเก่า ๆ วางอยู่ บนป้ายเขียนว่า "ขอเงินทำศพน้องสาว ใครที่ช่วยเหลือจะยอมทำงานรับใช้" เขาเห็นตัวเลขบนป้ายแล้วก็ใ จำนวนเงินหนึ่งแสนเกท! แม้ว่าสำหรับเขาแล้ว มันไม่ใช่เงินจำนวนมากมายอะไร แต่การที่ชายผอมแห้งดูเหมือนใกล้จะตายคนนี้กล้าเขียนค่าทำศพไว้สูงถึงหนึ่งแสนเกทก็นับว่ามากเกินไปไม่น้อย
ผู้คนที่เดินผ่านไปมามองอยู่ครู่หนึ่งก็เดินผ่านไปอย่างไม่สนใจ บางคนอ่านแล้วก็หัวเราะเยาะ บางคนถึงกับถ่มน้ำลายใส่ชายผู้นั้นโดยตรง แต่ชายคนนั้นก็นั่งนิ่ง ไม่แสดงอาการใด ๆ แม้น้ำลายจะเปื้อนตัวก็ตาม
หลงเทียนหยูยืนสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าผู้คนเริ่มเบาบางลง เขาก็เดินเข้าไปหาชายผู้นั้น
"ถ้าฉันช่วยค่าทำศพ แล้วฉันจะมั่นใจได้ยังไงว่าแกจะมาช่วยงานฉันจริง?"
ชายผอมแห้งไม่เงยหน้ามองหลงเทียนหยูเลยขณะตอบ "เป็เื่ที่ท่านต้องลองเสี่ยงดูเอาเองแล้วละ ต่อให้ข้ารับปากหนักแน่นแค่ไหน แต่สุดท้ายมันจะน่าเชื่อถือจริงหรือ?"
"ฆ่าผู้หญิง คนแก่ และเด็กได้ไหม?"
ประโยคนี้ทำให้ชายผอมแห้งเงยหน้าขึ้นมองทันที ดวงตาของทั้งสองคนประสานกัน ราวกับจะมองทะลุตัวตนของอีกฝ่ายให้ได้
"ขอเพียงท่านสั่งมา ข้าทำได้หมด" เป็คำตอบสั้น ๆ แต่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบ
"ดี! ดีมาก!" หลงเทียนหยูยิ้มอย่างพึงพอใจ "คิดจะมาเป็ลูกน้องของฉัน ต้องฆ่าได้ทุกคน ทุกรูปแบบ จะมามีศีลธรรมและใจอ่อนไม่ได้หรอกนะ"
"แกมีชื่อว่าอะไร?"
"สือเล่ย"
"มีความแค้นไหม?"
มาถึงประโยคนี้ สือเล่ยเงียบไปนาน ก่อนจะกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคลั่งแค้น "ย่อมมี!"
"ดี! มาอยู่กับฉันคนนี้ ฉันจะให้โอกาสในการแก้แค้น"
เสียงที่คลั่งแค้นถามขึ้นมาทันควัน "ไม่ว่าตระกูลนั้นจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็ยังจะให้โอกาสอย่างนั้นหรือ?"
"ต่อให้ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้หรือเมืองไหน ถ้าได้เวลาที่เหมาะสม ก็ย่อมทำได้"
สือเล่ยมองดวงตาของหลงเทียนหยูอย่างจริงจัง ก็เห็นแววตาที่มั่นคงเรียบนิ่ง น้ำเสียงของชายคนนี้แม้จะไม่ได้ดังอะไร แต่กลับแฝงไปด้วยความมุ่งมั่นและอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
หลงเทียนหยูโยนเงินไปให้ห้าแสนเกท "นอกจากค่าทำศพแล้ว ที่เหลือก็เอาไปดูแลตัวเอง เปิดห้องพัก แล้วก็ซื้อโทรศัพท์ซะ ในกระดาษแผ่นหนึ่งจะมีเบอร์โทรของฉันอยู่ อีกสามวันตอนสิบโมง โทรมาหาฉันแล้วจะมีงานแรกให้ทำ"
พูดจบเขาก็เดินไปที่จุดจอดรถ แต่ก็เห็นชายสามคนมายืนรอดักปล้น เพียงไม่นาน ทั้งสามก็กลายเป็ศพกองอยู่กับพื้น เขาค้นตัวหาทรัพย์สินเสร็จก็ออกรถไปทันที ไม่คิดสนใจที่จะซ่อนศพเลยด้วยซ้ำ กับแค่คนธรรมดาสามคน ต่อให้สืบรู้ว่าเขาเป็คนทำแล้วมันจะยังไงล่ะ?
สือเล่ยที่ตามมาเห็นเหตุการณ์ ก็เดินไปที่ศพทั้งสาม เขายืนอยู่ไม่นานก็เดินจากไป แต่น่าแปลกที่หลังจากเขาเดินออกมาจากสถานที่นั้น ศพทั้งสามก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว...