16
-พวกเราไม่ใช่พวกเดียวกัน-
มีคนบอกว่าเลี้ยงสัตว์เพื่อคลายความเหงา
แต่บางทีผมก็เกิดคำถามว่าหากพวกมนุษย์ไม่ได้มีความเหงาอีกแล้ว สัตว์เลี้ยงแบบพวกผมจะอยู่ส่วนไหนกันล่ะ
เพื่อนของผมถูกทิ้งเพราะเ้านายมีคนรัก แล้วคนรักของเขาไม่ชอบให้มีสัตว์เลี้ยงในบ้าน
คนรู้จักของผมถูกสั่งเก็บกวาดทันที เมื่อเ้านายของพวกเขากำลังจะแต่งงานและบ้านใหม่ไม่พร้อมจะให้สัตว์เลี้ยงมาอยู่ด้วย
โดนฆ่าเพราะแปลงเป็มนุษย์แล้วคนรักของเ้านายหึงหวง หรืออาจจะแค่เบื่อ อยากได้สัตว์เลี้ยงที่ดีกว่านี้
ร้อยสารพัดเหตุผลจะหามาได้ ทำให้ผมคิดออกว่าจริงๆแล้วมนุษย์ไม่ได้มีเหตุและผลอะไรหรอก
ในความทรงจำที่วุ่นวาย สัตว์ทดลองสักตัวนึง หรืออาจจะเป็พ่อหรือแม่ของผมพูดบางอย่างออกมา
‘พวกเขาอาจจะแค่อยากได้อะไรสักอย่างมาแก้เหงา และพร้อมจะทิ้งทุกเมื่อหากเจอสิ่งที่ดีกว่าแค่นั้น
พวกเรายุ่งยากกว่านั้น เป็สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างมาั้แ่แรกเพื่อสนองความ้าของมนุษย์ พวกเขาไม่คิดจะทำอะไรเพื่อสิ่งมีชีวิตอื่นหรอก หากไม่พบว่ามันเป็ปัญหากับตัวเอง’
พร้อมกับคำพูดที่ตอกย้ำอยู่ตลอดเวลาว่าผมไม่ใช่มนุษย์ อย่าทำตัวเองให้ลำบากด้วยการนำตนไปเทียบ
เป็คำพร่ำสอน ก่อนที่เขาจะถูกนำตัวออกไปจากชีวิตของผม ไม่รู้กระทั่งว่าทำไมผมถึงเกิดมาแล้วพบเจอกับเขา
ั้แ่ตอนนั้นผมจึงละทิ้งความเป็มนุษย์ออกไปจนหมด ความหวัง ความฝัน ทุกอย่างถูกลืมเลือนจนสิ้น ผมจำได้แต่คำสั่งและสิ่งที่ได้รับการสั่งสอนมาในฐานะสัตว์เลี้ยง
แต่บางทีความจริงบางอย่างก็ตอกย้ำว่าจริงๆแล้วผมก็เป็มนุษย์ แค่ถูกคนอื่นๆยัดเยียดเพื่อยกตนให้สูงกว่าแค่นั้นเอง
น่าแปลก คนที่ตอกย้ำความจริงข้อนี้ ก็คือเ้านายคนเก่าของผมอีกนั่นแหละ
ซึ่ง...ตอนนี้ผมไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำตัวเองให้ลำบาก ขอโทษด้วยนะครับ
วันนี้ถ้านับจากวันแรกที่ผมเป็สัตว์เลี้ยงของเกวนก็นับ่เวลาได้หนึ่งเดือนกับอีกสิบสองวันแล้ว เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วกว่าทุกครั้ง ผมแทบไม่มีเวลาพักผ่อนหรือนั่งมองท้องฟ้าเหมือนตอนอยู่สถานกักกัน ช่วยงานเกวนเล็กน้อยที่บริษัทก็แล้ว เล่นกับคุณเอลลี่กับแซนดร้าก็ด้วย ทุกอย่างวุ่นวายไปหมด
ออเดรย์หมด่ปิดเทอมแล้วเธอจึงต้องย้ายไปอยู่โรงเรียนประจำเลยไม่ได้เจอกันอีก ส่วนคุณโอลิเวีย เพราะเธอ้าดูแลเกวนอย่างใกล้ชิดจึงลาพักร้อนดูแลคู่หมั้นของเธอ ดังนั้นตอนนี้เธอจึงอาศัยอยู่ด้วยกัน และเพราะเธอคือคู่หมั้นของเ้านาย ดังนั้นผมจึงต้องคอยดูแลเธอ
วันนี้ก็เป็อีกวันที่เงียบสงบ โอลิเวียสั่งให้ผมนั่งหน้าโต๊ะกระจก ดวงตาคู่โตของเธอมองผมด้วยความอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง
“ไรเซลเนี่ยผมสวยมากเลยนะ เกวนก็ใจร้ายจังที่ตัดทิ้งหมดเลย” หญิงสาวบ่นออกมาขณะใช้แปรงหวีเส้นผมให้เพราะเธอมองว่ามันฟูจนไม่เรียบร้อยเกินไป แถมยังช่วยเล็มปอยผมที่เกินมาอีกต่างหาก
ผมสังเกตเห็นคุณเรนนี่คิ้วกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ยินคุณโอลิเวียพูดแบบนั้น
ผมมองเธอตาใสแจ๋วผ่านกระจกตรงหน้า นั่นสินะครับ ใจร้ายจริงๆเลยน้า
“เอาล่ะ เก็บแล้วจ้า หล่อขึ้นเยอะเลย หลังจากนี้ก็ปล่อยยาวได้เลยนะ ไม่ต้องตัดเพิ่มแล้ว”
ผมเขียนเมมโมขอบคุณให้โอลิเวีย แล้วขยับตัวลุก ปัดเส้นผมที่ติดเสื้อออก จากนี้ผมคงไม่ต้องกังวลเื่ภาพลักษณ์ของทรงผมอีกแล้วสินะ พูดตามตรงผมไม่สนใจมันเท่าไหร่ เพราะแต่ก่อนต่อให้ไว้ยาวแค่ไหนเ้านายของผมก็ชอบที่จะตัดแล้วเอามันไปทำประโยชน์มากกว่า ผมไม่ใช่พวกแมวหรือนกยูงที่ต้องสนใจขนตัวเอง
“เสียงของไรเซลเป็ยังไงเหรอเรนนี่” หญิงสาวหันไปถามสาวใช้ที่กำลังเก็บกวาดเส้นผมบนพื้น คงเพราะเธอได้ยินเสียงในลำคอของผมเลยนึกสงสัยขึ้นมา
“คุณเกวนพาไรเซลไปตรวจสุขภาพแล้วไม่พบความผิดปกติค่ะ แต่น่าจะเป็ที่ระบบประสาททำให้ส่งเสียงออกมาไม่ได้ตามปกติ”
“พิการแต่กำเนิดเหรอ?”
ผมส่ายหน้าแล้วส่งข้อความไปว่า ‘มันเป็เนื้อร้ายที่ต้องเอาออกครับ’
“ลำบากแย่เลยนะ พวกสัตว์ถ้าพิการทางเสียงจะใช้ชีวิตลำบากน่าดู” โอลิเวียลูบหัวของผมเบาๆ
‘ถ้าผมอยู่ที่นี่ ผมจะไม่ทำให้พวกคุณลำบากหรอกครับ’
หญิงสาวชะงักมือไปเล็กน้อย ก่อนแย้มยิ้มกว้าง “จริงด้วยสิ ดีใจด้วยนะ นี่ก็เย็นแล้ว ออกไปเดินเล่นกันหน่อยไหม?”
หลังจากนั้นโอลิเวียพาผมออกไปข้างนอก ตอนนี้เป็เวลาเย็นแล้วแต่เพราะยังอยู่ใน่ฤดูหนาวทำให้อากาศยังไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป ทุ่งหญ้ากว้างขวางสุดลูกหูลูกตาเป็อาณาเขตของคฤหาสน์หลังนี้ทั้งหมด ส่วนม้าหรือวัวถูกคนงานเก็บไว้ในคอกซึ่งห่างออกไปแล้ว ผมกับคู่หมั้นของเ้านายเดินลัดเลาะไปตามรั้วไม้ซึ่งมีความสูงเกือบท่วมศีรษะ แสงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าก่อเกิดเงาทาบทับลงมาเป็รูปร่างแปลกประหลาด ข้างรั้วอีกฝั่งเป็ถนนเลนเดียวมีรถยนต์ผ่านเข้ามาบ้างพอให้ไม่เงียบเหงาจนเกินไป
อันที่จริงบ้านของเกวนเรียกได้ว่าตั้งห่างจากแถบอื่นอย่างเห็นได้ชัด บ้านหลังที่ใกล้ที่สุดก็เป็ฟาร์มนมวัวไม่ก็เขตทำการเกษตร บ้านหลังใหญ่ท่ามกลางทุ่งหญ้าและูเาสูงโอบล้อม
“ฉันอยากออกมาข้างนอกหลายครั้งแล้วล่ะ แต่มากับพวกบอดี้การ์ดของเกวนแล้วอึดอัดจริงๆเลยนะ” โอลิเวียก้มลงเก็บดอกแลนดิไลออนขึ้นมา ปล่อยให้สายลมเย็นพัดลมเมล็ดของมันลอยออกจากช่อ “จริงอยู่ที่ฉันสุขภาพไม่ดี แต่ก็เพราะไม่ออกกำลังกายต่างหากล่ะ”
ผมเงียบ ฟังเ้านายคนที่สองพูดไปถึงเื่ความเข้มงวดของคนรอบข้างโดยเฉพาะจากเกวน เพียงเพราะเธอคือผู้หญิงที่มีร่างกายอ่อนแอและแพ้สารบางอย่างได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ที่ผ่านมาทำงานสายนี้ได้ก็เพราะได้รับยาสร้างภูมิคุ้มกันอยู่เสมอนั่นเอง
ผมเพิ่งสังเกตว่าชุดที่โอลิเวียใส่มันบางเกินไปเลยตัดสินใจถอดเสื้อนอกมาคลุมให้ แย่จังเลยนะ มนุษย์สมัยนี้ได้รับความสบายมากเกินไป ภูมิต้านทานเลยต่ำน่ะสิครับ แต่เอาเป็ว่าผมจะเขียนเป็กลางล่ะกัน ‘ถ้าคุณ้าจะเดินเล่น ชวนผมได้ตลอดครับ’
โอลิเวียหัวเราะกับข้อความของผม “แต่ก่อนฉันชอบขี่ม้ามากเลยนะ แต่พอกิลไม่อยู่...” พลันใบหน้าของหญิงสาวก็เริ่มซีดและเศร้าหมอง ทำให้ผมหยุดเดินทันที เร่มกังวลแล้วว่าอากาศข้างนอกหนาวเกินกว่าที่จะออกมาเดินเล่นหรือเปล่า
ก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นมา สีหน้าดูแปลกประหลาด “จริงสิ ไรเซลยังไม่รู้จักกิลสินะจ้ะ”
ผมอึ้งไปเล็กน้อย คิดไม่ออกเลยว่าได้ยินชื่อนี้มาก่อนหรือเปล่า “อย่าบอกเกวนนะว่าฉันพูด...กิลเบิร์ตเป็พี่ชายต่างแม่ของเกวนน่ะ เป็อดีตคู่หมั้นของฉันเอง”
เป็เื่ที่พอผมได้ยินแล้วรู้สึกเหมือนสะดุดหินไปนิดหน่อย มองหน้าของโอลิเวียแล้วเขียนข้อความให้เธอทันที
‘ผมรู้จะดีเหรอครับ?’
“ได้สิ ยังไงเธอเป็คนของบ้านเกวนแล้วนะ ...เื่มันซับซ้อนน่ะจ๊ะ แต่ถ้าเขาไม่หายตัวไป ป่านนี้เกวนก็คงเป็น้องชายของฉันตามเดิม แล้วพวกเราคงไม่ตกอยู่ในสถานะแบบนี้” มือของโอลิเวียกำเสื้อคลุมของผมแน่น ใบหน้าเริ่มซีดกว่าปกติจนผมคิดว่าต้องรีบพาเธอกลับแล้วล่ะ
‘ขอโทษนะครับ’
“ขอโทษทำไมล่ะ เธอไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลยนะ” โอลิเวียถอนหายใจเบาบาง “คนเรามันก็โชคร้ายแบบนี้แหละ อะไรที่ไม่ใช่ของเราก็ยังไม่ใช่อยู่ดี”
ท่ามกลางสายลมที่พัดไหวจนต้นหญ้าเล็กๆพลิ้วไปมาตามแรงนั้น บรรยากาศของโอลิเวียพลันแปลกประหลาดจนผมรู้สึกไม่ชิน และผมไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย
มันเป็ความรู้สึกอึดอัดมากกว่าอย่างอื่น
“บางทีก็อิจฉาพวกเธอนะที่ไม่ต้องมาคิดเื่อะไรแบบนี้”
ผมส่ายหน้าแทนคำตอบ ถ้ามันง่ายแบบนั้นก็ดีน่ะสิครับ
“ช่างเถอะจ๊ะ อ่ะ ว่าแต่เราเดินมาไกลแล้วนะ ไปอีกหน่อยสิ” โอลิเวียหันหลังให้ผมแล้วเดินเร่งไปข้างหน้า ทำให้ผมต้องรีบตามไป
จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูด ตอนนี้สุดเขตของบ้านแล้ว หลังรั้วขนาดใหญ่เป็ต้นไม้สูงกว่าสิบเมตร คั่นด้วยสายน้ำเล็กๆพอให้ะโข้ามไปได้ แล้วพอผมเริ่มสังเกตก็พบว่ารั้วที่เป็ไม้มาตลอดแนวเริ่มมีลวดหนามประกอบ ราวกับกำลังป้องกันบริเวณนี้จากอีกฝั่งหนึ่งไม่มีผิด
“ถ้าข้ามรั้วแล้วเดินไปตามถนนก็จะเข้าเขตสัตว์ป่าแล้ว ส่วนนี้ถ้าไม่จำเป็จะไม่มีคนใช้ถนนนี้เดินทางกันหรอก”
ผมชะเง้อมองด้วยความสนใจ มีถนนเข้าไปในป่า ซึ่งทางนี้ผมจำได้ว่ามันเป็เส้นทางเลี่ยงเมืองที่แทบไม่มีคนใช้ จะมีก็แต่พวกรถขนส่งสินค้าเท่านั้นถึงจะใช้กัน ต้นไม้สูงใหญ่เบียดเสียดจนมองเข้าไปด้านในมีเพียงความมืดมิด ที่สว่างคงมีแค่เสาไฟข้างถนนนี่ล่ะมั้ง
หญิงสาวยกมือกอดตัวเอง เริ่มห่อตัวด้วยความหนาว “น่ากลัวจัง เรากลับกันเถอะ เดี๋ยวฉันจะทำอาหารให้ทุกคนทานเองนะ” เธอหันหลังกลับแล้วจูงมือของผมให้ตามไปด้วยกัน
“ว้าย!” ไม่ทันตั้งตัวร่างของโอลิเวียก็ไหลวูบไปกับพื้นจนผมต้องรีบดึงตัวเธอขึ้นมา ทว่าเพราะขยับกระทันหันมากไปผมที่เพิ่งหัดเดินจนคล่องก็พลอยหงายท้องลงไปวัดพื้นแทน ศีรษะกระทบกับดินจนแทบร้องออกมา
หินแถวนี้เยอะเกินไปหรือเปล่าครับ...
โอลิเวียขยับศีรษะขึ้น เมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังนอนทับตัวผมอยู่จึงรีบลุกออกมาทันที “ข ขอโทษจ๊ะ เป็อะไรรึเปล่าน่ะ”
ผมค่อยๆยันตัวเองขึ้นแล้วกุมหัวตัวเอง ...สมองจะไม่เสื่อมคุณภาพไปมากกว่านี้ใช่มั้ยครับ
“ฉันนี่มันแย่จริงๆ เอาแต่ใจแล้วยังทำคนอื่นเดือดร้อนอีก” ผมเหลือบมองใบหน้าซีดเผือดที่กำลังก้มหน้าลงของโอลิเวีย มือของเธอกำแน่นและสั่นระริก อาการนั้นทำให้ผมลนลานแล้วรีบหยิบสมุดโน้ตมาเขียนปลอบใจเธอทันที
‘ไม่เป็ไรหรอกครับ คุณไม่าเ็ก็ดีแล้ว’
“จริงเหรอ...” ใบหน้าของโอลิเวียเริ่มดีขึ้น เธอเงยหน้าสบตากับผมตรงๆ
เป็ครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่ามนุษย์ผู้หญิงที่สวยมากเป็แบบนี้เอง
“งั้น รีบกลับกันเถอะเนอะ เดี๋ยวเกวนมาจะโดนดุทั้งคู่”
อีกฝ่ายลุกแล้วดึงแขนของผมให้ลุกขึ้นตาม แต่คราวนี้ไม่ได้ดึงให้เดินตามกันอีกแล้ว พวกเราเร่งฝีเท้าเพื่อไปให้ถึงคฤหาสน์ก่อนที่ฟ้าจะมืดไปมากกว่านี้
“…วันนี้ขอบคุณที่ตามใจฉันนะ ไรเซล” โอลิเวียพูดขึ้นเมื่อใกล้ไปถึงที่หมายแล้ว
ถ้อยคำอ่อนหวานพร้อมใบหน้าสดใสร่าเริงทำให้ราวกับว่าผมเห็นใครบางคนซ้อนทับกับร่างของโอลิเวีย ประกอบกับรอบด้านเป็ทุ่งหญ้ากว้างขวาง ชวนให้ระลึกถึงสถานที่ที่ผมเคยเรียกมันว่าบ้าน
เขาก็ชอบทำอาหารมากเหมือนกัน…
คุณโอลิเวียเป็คนดีจริงๆ คนชอบทำอาหารน่ะไม่มีทางเป็คนเลวหรอกครับ
วันต่อมาโอลิเวียชวนผมกลับไปอยู่เฝ้าเกวนอีกครั้งที่บ้านพักของบริษัท ดูจากกระเป๋าใบใหญ่ของเธอแล้วคิดว่าน่าจะอยู่ได้อีกสักอาทิตย์ แหม พูดก็พูดเถอะครับ เกวนน่ะแทบจะสิงเข้าไปในแฟ้มได้แล้ว
เมื่อเดินทางมาถึงบ้านพักก็พบว่าประตูยังล๊อคอยู่ โชคดีที่ผมมีกุญแจสำรองจึงเปิดเข้าไปวางของข้างในได้ ตอนนี้เป็เวลาสองทุ่มกว่า แต่สำหรับเกวน ตอนนี้ไม่ใช่เวลาเลิกงานของเขาหรอก
“งานหนักอีกแล้วสินะเด็กคนนี้ กลับมาคงต้องบ่นสักหน่อยแล้ว”
ผมอาสาเป็คนเดินไปหยิบกระเป๋าลงจากรถ ในขณะที่กำลังปิดประตูอยู่นั้นผมรู้สึกขนลุกขึ้นมาจนหันกลับไปมองด้านหลัง เวลานี้เป็เวลาเลิกงานของหลายคน บ้านพักหลายหลังเปิดไฟทิ้งเอาไว้แต่ไม่มีคนออกมาพลุกพล่านทำให้ถนนเงียบเชียบ รอบๆที่พักเป็ป่าไม้ตั้งอยู่แถบูเา ต้นไม้สูงใหญ่สีดำสนิทไหวไปมาตามแรงลม มันดูน่ากลัวมากแต่ผมไม่คิดว่าที่ตัวเองรู้สึกไม่ดีจะเป็เพราะเหตุผลพวกนี้หรอกนะ
ผมหันศีรษะมองไปรอบตัวอีกครั้ง มันคล้ายกับกำลังถูกสายตาของใครสักคนจ้องมอง เป็ความรู้สึกที่ผมไม่ชอบมันเลย
“ไรเซล มีอะไรเหรอ” เสียงของโอลิเวียเรียกมาจากข้างในบ้าน “ข้างนอกมันหนาวนะ เดี๋ยวก็เป็หวัดหรอก”
คำสั่งนั้นทำให้ผมยอมทำตาม แต่ยังรู้สึกระแวงกับมันอยู่
หวังว่าจะคิดไปเอง
หลังจากช่วยคุณโอลิเวียทำอาหารเสร็จ ก็พบว่าเกวนยังคงไม่กลับ พวกเรารอจนเวลาล่วงเลยถึงเที่ยงคืน สุดท้ายหญิงสาวจึงเป็ฝ่ายยอมแพ้แล้วขอตัวไปนอนก่อน ส่วนผมคิดว่าตัวเองอยากนอนอยู่หน้าฮีทเตอร์ในห้องรับแขกมากกว่า พอกลับร่างเป็จิ้งจอกซึ่งไม่ได้กลับนานแล้ว กลับพบว่าตัวเองชักนอนไม่ถนัด ความเคยชินนี่น่ากลัวจริงๆ
เพราะแบบนั้นระหว่างนอนบนพรมจึงขยับกลิ้งไปมาอยู่พักใหญ่ แล้วจึงผล็อยหลับไป
กึก...
กึกๆๆ
เสียงกระแทกของหน้าต่าง ตอนแรกผมคิดว่าตัวเองแค่คิดไปเอง จากนั้นก็คิดว่าเพราะลมจากข้างนอก แต่เพราะมันถี่และเป็จังหวะคล้ายจงใจมากเกินไป สุดท้ายผมจึงลืมตาตื่นอย่างระวังตัว
เงาจากข้างนอกหน้าต่างทำให้ผมเด้งตัวขึ้นด้วยความใ พอมองตามเงานั้นก็พบว่าเป็เ้าของเงานั้นเป็หมาป่าตัวใหญ่จนสูงท่วมหน้าต่าง
ดวงตาสีแดงสดเมื่อเห็นว่าผมตื่นแล้วจึงถอยออกมา ผมเดินออกไปเกาะหน้าต่าง ก็พบว่าหมาป่าตัวนั้นยังอยู่ แถมยังมีกระรอกอีกตัวอยู่ไม่ไกล
ใช่ครับ กระรอกหางฟูที่ปกติจะชอบมุดโพรงตามต้นไม้เลยครับ
“เ้านี่เหรอ?” ภาษามนุษย์ดังชัด แสงไฟจากข้างนอกทำให้ผมพบว่าอีกฝ่ายเป็หมาป่าที่ตัวใหญ่กว่าปกติมาก เส้นขนเป็สีน้ำตาลทองส่องสว่างั้แ่หัวจรดหาง ดวงตาสีแดงเรียววาววับคล้ายอัญมณี เป็หมาป่าที่งดงามกว่าทุกตัวที่ผมเคยเห็น
สัญชาตญาณบอกกับผมทันทีว่าพวกเขาเป็พวกเดียวกับผม
“ใช่ๆ เ้านี่ล่ะๆ สัตว์เลี้ยงตัวล่าสุดที่เขาพูดกัน” กระรอกร่างเล็กกว่าหมาป่าหลายเท่าพูดเสียงแหลมเล็ก
“ก็ไม่เท่าไหร่ ไม่เป็อุปสรรคกับพวกเรา”
“ก็ไม่แน่หรอก นายได้ยินข่าวลือนั่นใช่มั้ยล่ะถึงเสียเวลามาจุดนี้ แถมถ้าใช่ขึ้นมาล่ะก็....”
ผมกระพริบตาปริบ ไม่เข้าใจว่าพวกเขากำลังพูดเื่อะไรกัน กระทั่งพวกเขาหันมามองทางผมเป็ตาเดียว
“ว่าไง จะออกมาพูดคุยกันหน่อยมั้ย” กระรอกตัวน้อยพูดขึ้น ถึงจะพูดแบบนั้นแต่เสียงของอีกฝ่ายคล้ายกับคนอายุประมาณยี่สิบต้นๆได้
ผมมองอย่างชั้งใจ ก่อนตัดสินใจเปิดหน้าต่างออกไปคุยกับพวกเขาด้วยรูปลักษณ์จิ้งจอกตามเดิม
‘พวกคุณ?’ ผมตัดสินใจใช้ภาษาทางจิตของสัตว์สื่อสาร ทำให้พวกเขาเอียงคอเล็กน้อย
“เสียงของแกเป็อะไร?”
“เอสเปอร์ จำที่ฉันบอกไม่ได้เหรอ เ้านี่มันเป็ใบ้ เกิดจากมนุษย์เอาเส้นเสียงออก”
‘ไม่ใช่ แล้วพวกคุณ...ไม่มีเ้าของ?’ ผมรีบท้วงทันที แล้วพูดไปอีกเื่เมื่อพบว่าพวกเขาไม่มีปลอกคอหรือสัญลักษณ์ระบุตัวตนของเ้านายเลย
“อย่ามาหยาบคายน่าเ้าหนู ของไร้สาระพวกนั้นจะมีไปทำไม” หมาป่าที่น่าจะชื่อเอสเปอร์ส่งเสียงฮึในลำคอ “ชั้นแค่มาดูเท่านั้น ว่าสัตว์เลี้ยงที่พูดนักพูดหนาว่าดีมันเป็ยังไง...น่าสมเพชแบบที่พูดกันจริงๆ”
ผมส่งสียงในลำคอด้วยความข้องใจ ทำไมจู่ๆมาด่ากันแบบนี้ล่ะครับ
“เอาเถอะ ธุระของพวกเราจบแล้ว” พวกเขาดูจะไม่สนใจผมอีก เอสเปอร์ขยับตัวเดินไปอีกทางโดยมีสหายกระรอกของเขาะโเกาะหลังไปด้วย แล้วไม่ทันให้ผมประท้วงให้ตัวเอง เสียงะเิก็ดังสนั่นจนหูของผมตั้งชัน
‘นั่นเสียงอะไรน่ะ’ ผมร้องถาม แต่แทนที่สองตัวนั้นจะให้คำตอบ กลับวิ่งไปยังถนนด้านใน เมื่อผมมองตามไปก็พบกับกลุ่มก้อนควันลอยขึ้นมาพร้อมแสงไฟสีส้มสว่างเหนือท้องฟ้า
ไฟไหม้!
ผมรีบวิ่งตรงไปทางนั้นทันที ด้านในสุดผมจำได้ว่ามันเป็โกดังเก็บสินค้าของบริษัท และเมื่อไปถึงจุดนั้นก็พบกับกองไฟขนาดใหญ่กำลังแผดเผาโกดังส่วนหน้าจนไม่สามารถเข้าไปด้านใน แท่นดับเพลิงซึ่งตั้งไม่ไกลถูกฉีกกระชากออกจนใช้งานไม่ได้ ส่วนผู้ดูแลนอนหมดสติอยู่ ผมวิ่งเข้าไปตรวจชีพจรก็พบว่ายังหายใจ แต่เืไหลออกมาเต็มไปหมด
“ถ้าไม่อยากเจ็บตัวล่ะก็อย่าเข้ามาขวาง!” เสียงตะคอกดังมาจากอีกทาง ผมหันไปมองก็พบว่าเป็เอสเปอร์กับกลุ่มหมาป่าอีกหลายสิบตัว พวกที่เหลือกำลังขนบางอย่างไว้ด้านหลังโดยใช้เชือกรัดเอาไว้ ดวงตาสีแดงสะท้อนกับเปลวเพลิงกระตุ้นให้ผมก้าวเข้าไปเผชิญหน้า
‘พวกคุณคิดจะทำอะไรน่ะ ที่นี่เป็คลังสินค้าของ...’ ผมก้าวเข้าไปหาพวกที่กำลังขนของอยู่ ทว่าเอสเปอร์กลับเข้ามาขวางไว้ แล้วหันศีรษะไปส่งสัญญาณให้รีบปฏิบัติหน้าที่ต่อ พอผมจะเข้าไปหยุด อุ้งมือของเอสเปอร์ก็กระทืบลงกับพื้นราวกับกำลังตักเตือน
“ฉันจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ พวกมนุษย์ต้องได้รับโทษอย่างสาสมกับสิ่งที่ได้ทำลงไป” เอสเปอร์พูดเสียงเข้ม “เห็นแก่ว่านายก็เป็มัตว์ดัดแปลง ทำไมช่วยกันทำลายพวกที่ดูถูกเราทั้งหมดซะเลยล่ะ ทำไมต้องรับใช้มนุษย์พวกนั้น”
ผมไม่ได้ฟังที่เอสเปอร์พูด เมื่อพบว่าพวกเขาวิ่งหนีหายไปหมดแล้ว ความรู้สึกที่มีจึงมีแต่ความไม่พอใจ
‘...ไม่ครับ พวกเราไม่ใช่พวกเดียวกัน’
“นายว่ายังไงนะ” เอสเปอร์พูดคล้ายไม่อยากจะเชื่อ
‘เกวนไม่ใช่คนเลว และผมคือสัตว์เลี้ยงของเขา’
“แกเป็บ้าไปแล้วเหรอ รู้รึกเปล่าว่ามันทำอะไรกับพวกเราไว้บ้าง!”
เสียงคำรามของหมาป่าฟังดูน่ากลัวทีเดียว แต่เื่นั้นผมไม่ได้สนใจ
‘เกวนไม่ใช่คนเลว’
คำพูดนั้นราวกับจุดชนวน อุ้งมือที่ง้างเล็บออกมาตะปบเข้าที่ตัวของผมเต็มแรงจนร่างของผมกระแทกพื้น ตามด้วยร่างสูงใหญ่ของหมาป่าจะโถมเข้ามา
ผมข่มความเจ็บ รีบกลับร่างเดิมของตัวเองแล้วใช้เท้าเตะร่างของเอสเปอร์ให้ถอยออกไป อีกฝ่ายะโลงพื้น มองผมอย่างใเล็กน้อย ตอนนี้ผมอยู่ในร่างจิ้งจอกที่มีขนาดใกล้เคียงกับอีกฝ่าย แค่นี้ก็พอจะสูสีบ้างแล้ว
ปกติแล้วระยะเวลาแปลงร่างจะขึ้นอยู่กับสายพันธ์ว่าเป็ของแท้สักแค่ไหน สำหรับผมที่มีดีกรีเป็อันดับต้นๆของจิ้งจอกหิมะแล้วใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวินาทีเท่านั้น
ไม่ทันให้ผมตั้งตัวร่างของเอสเปอร์ก็พุ่งเข้ามาอีก ผมขยับตัวหนีออกจากแต่อีกฝ่ายก็ไวสมกับเป็นักล่า ส่วนผมที่ไม่ได้ลงสนามพนันมาหลายปีแล้ว ยังรู้สึกว่าเป็รองอยู่มาก กระทั่งเขี้ยวเล็บยังไม่คมพอจะทำอะไรได้อีกแล้ว จะสู้ได้ก็มีแต่พละกำลังและความรวดเร็วเฉพาะตัว ผมเหลือบมองรอบด้าน ไม่มีใครเข้ามาในบริเวณนี้เลยแม้แต่คนเดียว พวกมนุษย์ต่างยืนมองห่างๆ หมายความว่าผมขอความช่วยเหลือจากใครไม่ได้เลย
เพราะแบบนั้นผมจึงตัดสินใจตอบโต้ จากมัวแต่หลบหนีก็เป็ฝ่ายเข้าสวนบ้างบางจังหวะ สุดท้ายจึงฝากรอยแผลไว้ที่ใบหน้าของเอสเปอร์ได้เป็ทางยาว เืสีแดงไหลออกมา เอสเปอร์อึ้งไปเหมือนกำลังช๊อค ก่อนจะคำรามลั่น
ฉับพลันร่างของเอสเปอร์กลับกลายเป็มนุษย์ มือใหญ่คว้าหมับเข้าที่คอของผมแล้วจับทุ่มจนพื้นจนแทบน๊อค ขาพยายามตะเกียดตะกายก็กลายเป็ว่าถูกอีกฝ่ายคร่อมเอาไว้จนขยับไปไหนไม่ได้
“ร่างมนุษย์นี่สะดวกดีนะ จะฆ่าแกในร่างของมนุษย์ที่แกชอบพวกมันนักหนาดีมั้ย?” เอสเปอร์หัวเราะราวกับเยาะเย้ย
ผมพยายามดิ้นรน ทว่ามือในร่างมนุษย์ของอีกฝ่ายใหญ่มากจนบีบคอของผมได้ไม่ต่างจากเหล็ก มันรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆจนแทบขาดใจ ดวงตาสีแดงเหมือนเปลวไฟจ้องมองผมอย่างเงียบงัน ความเืเย็นทำให้ผมรู้ตัวว่าคงอ้อนวอนขอชีวิตกับคนๆนี้ไม่ได้แน่
ทันใดนั้นเองเสียงที่ตามกับช่วยชีวิตก็ดังขึ้น
“เอสเปอร์ รีบตามมาเร็วเข้าสิ พวกนั้นมันมากันแล้วนะ”
“ชิ…” เอสเปอร์ส่งเสียงในคอ มือที่บีบคอของผมเอาไว้จึงคลายออก ผมรีบถอยออกมาแล้วสำลักอากาศเข้าไปให้มากที่สุด เสียงทิ้งท้ายของเอสเปอร์แว่วมาอีกครั้ง
“จำไว้ ถ้านายมาขวางอีก จะได้ตายจริงแน่” ชายหนุ่มผมทองกลับร่างเป็หมาป่าแล้ววิ่งหายไปในความมืด
รถยนต์หลายสิบคันแล่นเข้ามาตรงจุดนี้หลังจากนั้นไม่นาน ลักษณะตัวรถเป็คันที่ผมคุ้นเคย เพราะมันเป็รถคุ้มกันของเ้านายคนปัจจุบันของผมนั่นเอง พวกเขาโอบล้อมโกดังเอาไว้แล้วกรูกันออกมา แสงไฟสาดส่องมาเต็มที่พร้อมอาวุธครบมือทำเอาผมได้แต่ยืนตัวแข็ง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจกว่าตอนถูกบีบคออีก
ผมกลับร่างมนุษย์ของตัวเอง ถึงสภาพจะดูยากกว่าเดิมหน่อย แต่ยังมีหลายคนจำผมได้ ผมมองเห็นโยชิวิ่งตรงมาทางผมแล้วสั่งให้หลายคนวางปืนลง สีหน้าของอีกฝ่ายมองผมอย่างตกอกใแล้วรีบถอดเสื้อนอกคลุมให้ ส่วนคนอื่นต่างเข้ามาถามไถ่ว่าเห็นพวกก่อเหตุบ้างมั้ย รึพวกมันหนีไปทางไหนแล้ว
ผมส่ายหน้า และอย่างที่คิดเอาไว้ว่าเพราะผมเป็สัตว์เลี้ยงของเกวนจึงไม่มีใครกล้ามาแตะตัวผมมาก ถามย้ำอีกสองสามครั้งก็ปล่อยตัวผมออกมาทันที เพราะผมก็มีแผลตามตัวนิดหน่อยถึงจะไม่เจ็บเลยก็เถอะ
แต่ถึงจะรอดจากตรงนั้นมาได้ พอสายตาไปเจอเกวนยืนกอดอกมองมา ผมก็รู้สึกว่าโชคของผมหมดลงแล้ว แถมมีแบล๊กกราวน์เป็เปลวไฟสีแดงฉาน ยิ่งทำให้รู้สึกว่าลางร้ายกำลังคืบคลานของจริง
“นายออกไปข้างนอกได้ยังไง!” เ้านายผู้เคร่งขรึม เมื่อได้รับบทเกรี้ยวกราดก็สวมบทบาทได้ดีทีเดียว เล่นเอาผมคอหดไปหลบหลังเลขาซึ่งยิ้มเจื่อนใส่เป็ทัพหน้าแทน
หลังจากเรียกรถดับเพลิงพร้อมสั่งคนให้ตรวจค้นรอบบริเวณ เกวนก็ลากผมกลับไปบ้านแล้วทำแผลให้ ผมไม่ได้พูดหรอกว่าเืพวกนี้ไม่ใช่ของตัวเองทั้งหมด แต่แผลที่ผมได้รับก็ไม่เบาเลย หนักสุดคือ่บั้นเอวซึ่งถูกตะปบเข้าเต็มแรง ตอนนี้มันเริ่มเขียวช้ำเป็รอยมือมีเืไหลซึม แบบที่ดูยังไงก็ไม่ใช่ฝีมือคนปกติ
“ไม่เอาน่าเกวน ไรเซลอยู่แต่ในบ้านก็น่าเบื่อออก ใช่มั้ย” โยชิทำใจดีสู้เสือ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเ้าพ่อที่กำลังแปลงร่างขั้นสาม “ดีจังที่ไม่าเ็มาก เนอะไรเซล”
โยชิเป็คนดีจังเลยครับ น้ำตาจะไหลแล้ว
ผมบอกกับเกวนไปว่าระหว่างที่หนีออกมา ผมสะดุดล้มน่ะครับ!
เหตุผลข้างๆ คูๆ จนทุกคนมองผมแล้วนิ่งเงียบไปหลายวินาทีเลย เนียนใช่มั้ยล่ะครับ
พอมองสีหน้าเป็ห่วงเป็ใยทั้งที่ปกติจะตีหน้าเครียดตลอดเวลาของเกวนแล้วหัวใจของผมก็รู้สึกพองโตขึ้นมา ตัดสินใจว่าที่ผมบอกพวกเขาไปไม่ผิดหรอก
เป็แบบนี้น่ะดีแล้ว ผมไม่รู้ว่าควรพูดยังไง ผมไม่คิดว่าตัวเองจะแพ้จนปล่อยพวกเขาหนีไปได้ทั้งหมด
ไม่นานนักพอร์ท หัวหน้าบอดี้การ์ดของเกวนก็เปิดประตูเข้ามารายงานความคืบหน้า ดูเหมือนที่หายไปคราวนี้จะเป็คลังสินค้าประเภทยาปฏิชีวนะมูลค่าสูง
่นี้เกวนถูกปองร้าย ล่าสุดที่มีแผลก็คือการดักซุ่มยิง ส่วนสาเหตุคงไม่พ้นเ้าตัวไปขัดผลประโยชน์ของใครบางคนเข้า แต่เพราะความดื้อดึงของเกวนอีกนั่นแหละ การคุ้มกันถึงได้หละหลวมจนถูกทำร้ายหลายครั้ง ส่วนล่าสุดดูเหมือนจะเป็แค่การตักเตือนในเื่บางอย่าง
“พวกนั้นเป็พวกหนีการจับกุมตัว เป็พวกที่ต้องถูกกำจัดไปตั้งหลายปีแล้ว ผมคิดว่าทางเราต้องให้คนเข้ามารักษาความปลอดภัยเพิ่ม” อีกฝ่ายแนะนำอย่างตรงไปตรงมา
“ไม่ต้อง แบบนั้นจะทำให้พนักงานตื่นตระหนก เพิ่มแค่คนคุ้มกันคลังกับรถขนส่งสินค้าก็พอ ขอเป็คนที่มีความน่าเชื่อถือหรือเป็คนเก่าแก่ของทางเรา ถ้าเจอให้จับเป็ อย่าให้ถึงชีวิต”
เป็อีกครั้งที่คนฟังพากันถอนหายใจอย่างห้ามไม่อยู่ ซึ่งผมก็แอบเห็นด้วย ไม่เข้าใจความคิดของเกวนเลยว่าทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร
“เข้าใจแล้วครับ” คงเพราะพอร์ทรู้ว่าเกวนไม่ยอมเปลี่ยนความคิดง่ายๆจึงเลิกแย้งแล้วทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายเงียบๆแทน แต่ไม่ใช่กับเลขาที่พ่วงด้วยตำแหน่งเพื่อนสนิท
“จะดีเหรอเกวน”
“สิ่งที่พวกเขา้าคือการปล่อยตัวพวกในสถานกักกันทั้งหมด พวกเราทำตามที่เขาขอไม่ได้ แล้วก็ทำอะไรรุนแรงไม่ได้” เกวนเอ่ยออกมา
“ฉันว่าปล่อยเอาไว้มันจะเป็ผลเสียกับทางเราแล้วก็กับนาย เอางี้ฉันจะหาทางดูอีกที อย่างน้อยต้องรู้ตัวหัวหน้าของพวกมัน” โยชิพูดเสียงเข้มจนผมรู้สึกแปลกหู
โยชิถึงเหมือนเป็พวกไม่เอาจริงเอาจัง แต่ผมก็รู้มาอีกอย่างหนึ่งว่าตำแหน่งหัวหน้าบอดี้การ์ดนอกจากพอร์ทแล้วก็ยังมีอีกคน
ก่อนที่ใบหน้าจริงจังของอีกฝ่ายจะหันมาสบกับผม แล้วขยับยิ้มอ่อนโยนเหมือนปกติอีกครั้ง “หมาน้อยปลอดภัยก็ดีแล้ว ไปพักไป เดี๋ยวพวกเราจะจัดการให้เรียบร้อยเอง”
ผมมองหน้าของโยชิ ไม่กล้าหยอกเขากลับว่าจัดการแบบไหนกันแน่
พอคิดว่าตัวเองไม่มีประโยชน์ที่จะช่วยพวกเขาผมจึงเดินเลี่ยงมา ปล่อยให้พวกเ้านายเขาคุยกัน
“ไรเซล เป็อะไรหรือเปล่าจ้ะ” โอลิเวียที่คงตื่นั้แ่เกิดเื่เอ่ยเรียกผมเบาๆจากหลังประตูห้องนอน ผมเดินไปหาเธอเงียบๆ ปล่อยให้เธอยกมือลูบข้างแก้มของผมแ่เบา “คราวหน้าพยายามอย่าไปหาเื่เลยนะ พวกนั้นอันตรายมาก ไม่ใช่พวกที่เธอเคยเจอ”
ร่องรอยาแตามร่างกายบ่งบอกถึงความเป็มิตรได้ดีทีเดียวเลยครับ
“พวกเขาปล้นของในคลังสินค้าหลายที่ออกไป เป็พวกโจรอันตราย ที่จริงบ้านพักบริเวณนี้ก็เตรียมตัวย้ายไปสร้างที่อื่นเพื่อความปลอดภัยแล้วล่ะ ดีนะที่ครั้งนี้คนของเกวนมาถึงพอดีเลยยังไม่เสียหายมาก”
โอลิเวียพูดกับผมอีกนิดหน่อยแล้วบอกให้ผมไปพักผ่อน พรุ่งนี้จะต้องพาผมไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายอีกครั้ง
ผมกลับไปนอนในห้องของตัวเอง ในใจยังรู้สึกตื่นเต้นกับเื่ที่เกิดขึ้น คงเพราะผมไม่เจอใครที่สู้แรงของผมได้มาก่อนในร่างเต็มตัว อีกใจหนึ่งก็รู้สึกกังวล เพราะฝั่งนั้นประกาศว่าเป็ศัตรูกับเกวน ตราบใดที่ผมเป็สัตว์เลี้ยงของเขา ต้องได้เจออีกแน่นอน
ดวงตาสีแดงเต็มไปด้วยความอาฆาตและดุร้าย เป็แววตาที่คุ้นเคย
ดูเหมือนว่าโลกใบนี้จะเริ่มหมุนเร็วจนผมเริ่มตามไม่ทัน แต่มันก็ไม่ได้ยากเกินทำความเข้าใจ
มนุษย์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเกวนทั้งหมดคือศัตรู มนุษย์ดัดแปลงที่คิดร้ายกับเกวนทุกตัวคือศัตรู
ถึงจะไม่พอใจที่พวกเขาคิดร้ายกับเกวน...แต่ผมไม่คิดจะห้ามพวกเขาหรอก ผมจะปล่อยให้พวกเขามีอิสระทางความคิดได้เต็มที่
ขอแค่อย่ามาทำร้ายเ้านายของผมก็พอ