ฮ่องเต้เดิมทีเฝิงเจิ้งชูเยี่ยนเซี่ยงหมิงและเวินจ้าน ทั้งสามคนแบ่งเป็นตำแหน่งไท่ฟู่ ไท่ซือและไท่เป่า [1] ในองค์รัชทายาทต่อมาเนื่องด้วยสุขภาพร่างกายของเฝิงเจิ้งชู จึงต้องเกษียณก่อนกำหนด ซึ่งมีเยี่ยนเซี่ยงหมิงทำหน้าที่ควบตำแหน่งไท่ฟู่และไท่ซือในองค์รัชทายาท
“องค์รัชทายาทมิจำเป็นต้องกังวลพ่ะย่ะค่ะค่อยๆ เล่ารายละเอียดของเรื่องราวออกมาให้กระหม่อมฟังก็พอ”
“เข้าใจแล้วท่านอาจารย์” เยี่ยนฉู่กล่าวก่อนจะบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงช่วงนี้ “ก่อนหน้านี้บุตรีหนึ่งเดียวของเยี่ยนไท่ฟู่ถูกค่ายโจรเลี่ยหยางลักพาตัวไปไท่ฟู่ต้องการปกป้องชื่อเสียงของบุตรี จึงได้พาทหารในจวนบุกไปช่วยบุตรสาวเดิมทีเรื่องนี้เป็นความลับและมีคนรู้ไม่มาก กลับคิดไม่ถึงว่าจะถูกคนของสนมเอกหรงกุ้ยเฟยรู้เข้าตอนนี้พวกเขาจึงนำเรื่องนี้มาโจมตีเยี่ยนไท่ฟู่ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของค่ายโจรเลี่ยหยางกระทั่งขุดสาส์นที่เยี่ยนไท่ฟู่ติดต่อกับค่ายโจรเลี่ยหยางออกมามากมายด้านในล้วนเป็นคำสั่งลับที่ให้กำจัดผู้เห็นต่างทั้งหมด”
เยี่ยนฉู่รู้ว่าแท้จริงแล้วคนเหล่านี้ต้องการเล่นงานตนเองต่างหากไท่ฟู่เป็นแค่ผู้รับเคราะห์เท่านั้น ในบรรดาท่านอาจารย์ทั้งสามเฝิงเจิ้งชูคืออาจารย์ผู้เป็นแบบอย่างของใต้หล้า ทำให้พวกเขาล้วนไม่กล้าแตะต้องส่วนอันหวู่โหวหรือเวินจ้านก็กุมอำนาจสำคัญทางทหารไว้ในมือพวกเขายิ่งไม่กล้าแตะต้อง ดังนั้นจึงตัดสินใจลงมือกับเยี่ยนไท่ฟู่เพื่อเป็นการเตือนเยี่ยนฉู่
“ท่านอาจารย์หากก่อนหน้านี้ ข้าไม่วู่วามเช่นนั้นก็คงดี”
เยี่ยนฉู่รู้สึกผิดอย่างมากเขาดำรงตำแหน่งรัชทายาทมาสิบสองปีและอัดอั้นมาสิบสองปี เวลาที่ผ่านมาเขามักถูกลอบปองร้ายลอบวางยาพิษไม่น้อย หากมิใช่เพราะเขาระแวดระวัง เกรงว่าคงตายอย่างอนาถในวังไปนานแล้วไม่รู้เพราะเหตุใดเสด็จพ่อจึงให้ความสำคัญกับการสอบจอหงวนในครั้งนี้อย่างมากส่วนเขาเองก็พบว่ามีบัณฑิตเคอจวี่มากมายที่มีความสามารถและใช้งานได้แม้ว่าเขาจะอายุแค่สิบสองปี แต่การเลี้ยงดูในฐานะว่าที่จักรพรรดิองค์ต่อไป ทำให้เขาย่อมรู้ถึงความสำคัญของคนเหล่านี้ดี
ดังนั้นเขาจึงเคยแอบส่งคนไปหาเหล่าบัณฑิตเพื่อส่งสัญญาณให้พวกเขาสวามิภักดิ์แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจะมีคนรู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงลงมือกับเยี่ยนไท่ฟู่
“เรื่องที่กระทำไปแล้วไม่จำเป็นต้องเสียใจพ่ะย่ะค่ะหากเยี่ยนไท่ฟู่ของท่านจัดการไม่ได้กระทั่งเรื่องเล็กแค่นี้ ตำแหน่งไท่ฟู่ของเขาก็ให้โยนทิ้งไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เฝิงเจิ้งชูไม่ได้ปลอบโยนรัชทายาทหากแต่เขารู้ถึงความสามารถของสหายเก่าแก่อย่างเยี่ยนเซียงหมิงดี
“เสี่ยวเอ้อร์เรียกจิ่งเฉินเข้ามา”
ลั่วจิ่งเฉินเมื่อได้ยินผู้เฒ่าเฝิงเรียกเขาเข้าไปในห้องก็เกิดความสงสัยขึ้นมา
“ท่านผู้เฒ่าเฝิงท่านเรียกข้าหรือ”
เขาคำนับผู้เฒ่าเฝิงจากนั้นก็หันไปสบตากับเยี่ยนฉู่ ก่อนจะโค้งคำนับ
“นั่งลง”
หลังจากลั่วจิ่งเฉินนั่งลงก็ไม่ได้ทำท่าทางอึดอัดแต่อย่างใดเขายกชาดื่มและมองตรงไปข้างหน้า แม้ว่าเขาจะไม่ได้เข้าร่วมกับการสนทนาของเฝิงเจิ้งชูกับเยี่ยนฉู่และถึงแม้ว่าจะรับรู้ได้ถึงสายตาสงสัยที่เยี่ยนฉู่ส่งมาที่เขาเขาก็ยังคงไว้ซึ่งความสุขุมเช่นเดิม
เฝิงเจิ้งชูเห็นลั่วจิ่งเฉินเป็นเช่นนี้ก็แอบหัวเราะในใจความสุขุมนี้คือสิ่งที่องค์รัชทายาทยังขาดอยู่
“จิ่งเฉินข้าขอถามเจ้า หากมีคนคิดทำร้ายเจ้า เจ้าจะทำเช่นใด?”
ลั่วจิ่งเฉินช้อนตาขึ้นมองและถามกลับ “ต้องหาเหตุผลก่อนว่าเหตุใดจึงคิดปองร้าย? เพราะสายสัมพันธ์? เพื่ออำนาจ? หรือเพื่อเงินขอรับ?”
“ทั้งสามสิ่งนี้ต่างกันอย่างไรหรือ?”
ลั่วจิ่งเฉินพินิจชั่วครู่ “มนุษย์ทุกผู้มักมีปัญหามากมายรุมเร้ามิใช่คนทุกคนที่คิดปองร้ายผู้อื่นโดยไม่มีสาเหตุ หากรู้เหตุผลที่แท้จริง จึงจะจ่ายยาได้ถูกโรคหากเพราะสายสัมพันธ์ ย่อมต้องดูว่าเราผิดต่อเขา หรือเขาผิดต่อเราสถานการณ์เช่นนี้ย่อมต้องแยกกันวิเคราะห์
หากเพื่อเงินและปองร้ายถึงชีวิตย่อมไม่ต้องประนีประนอมในเมื่อเงินสามารถผลักดันให้เขาทำร้ายเราย่อมสามารถใช้เงินเพื่อให้เขาคายเหตุผลออกมาได้ ส่วนการทำเพื่ออำนาจเรื่องนี้ยากที่สุดแต่ก็ง่ายที่สุด”
เยี่ยนฉู่เมื่อได้ยินคำพูดของเขาก็หัวเราะเบาๆ “ศิษย์พี่พูดง่ายดายนักเรื่องของอำนาจคือสิ่งที่คนวิ่งไล่ตามหาเป็นที่สุด หากได้มาอยู่ในมือใครเล่าจะวางได้ลง”
“ก็เพราะเช่นนี้จึงเป็นสิ่งง่ายดายที่สุด ท่านลองคิดดู ผู้ที่ชนะและได้รับอำนาจคือผู้ใดคือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์อันสูงสุดจากอำนาจนี้ กลัวเพียงว่าไม่อาจคาดได้ว่าเขาคือใครและมีจุดประสงค์อันใดแต่สิ่งที่ไม่ยากคือเรารู้ได้ว่าเขาทำงานอย่างไร ยิ่งมีอำนาจยิ่งใหญ่เพียงใดคนที่ทำงานเพื่อพวกเขาก็ยิ่งมากขึ้นไม่ว่าจะแพะรับบาปหรือการดึงผมเส้นเดียวกระทบทั้งตัวสิ่งเหล่านี้คงจำเป็นต้องให้คนที่เหนือกว่าช่วยวิเคราะห์”
ลั่วจิ่งเฉินไม่ได้พูดอย่างตรงไปตรงมาแต่เยี่ยนฉู่กลับเข้าใจความหาย มิน่าพอท่านอาจารย์รู้ว่าไท่ฟู่เกิดเรื่อง จึงไม่ร้อนใจกลับเป็นเขาเองที่ห่วงจนจิตใจว้าวุ่น ไม่ว่าเบื้องหลังของสกุลเยี่ยนจะเป็นเพียงตระกูลที่สร้างตัวจากมือเปล่าและไม่มีที่พึ่งพาแต่หลายปีมานี้เขาก็ทำงานในราชสำนักมา ใช่ว่าจะถูกใครจับจ้องเล่นงานได้โดยง่าย
หลังจากเยี่ยนฉู่คิดได้ก็มองลั่วจิ่งเฉินด้วยสายตาเป็นประกาย “ท่านอาจารย์ที่ศิษย์พี่กล่าวมามีเหตุผล ข้าเริ่มเข้าใจบ้างแล้ว”
จากนั้นก็ลากลั่วจิ่งเฉินไปหาเรื่องถก
เฝิงเจิ้งชูเห็นพวกเขาคุยกันอย่างได้อรรถรสตัวเขาเองก็คอยยิ้มแย้มและพยักหน้าเบาๆ อยู่ด้านข้างเยี่ยนฉู่ในฐานะว่าที่จักรพรรดิ เติบโตมาท่ามกลางภยันตรายในพระราชวังแต่นิสัยยังคงไร้เดียงสาบริสุทธิ์ ทั้งที่รู้ว่ามีคนคอยใช้อุบายเล่นงานแต่กลับพยายามแค่หลบหลีก ไม่ได้ต้องการ แก้แค้นเอาคืน
และเพราะหัวใจที่บริสุทธิ์เช่นนั้นจึงทำให้เฝิงเจิ้งชูยิ่งใส่ใจกับเขาเป็นพิเศษ เขารักบ้านเมืองและโอบอ้อมอารีนี่คือหัวใจแห่งจักรพรรดิที่จะขาดไปมิได้เพียงแต่เวินจ้านกลับไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ของเขา ในความคิดของเวินจ้านนั้นสำหรับคนที่คิดเล่นงานลับหลังสมควรเอาคืนแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ทำให้พวกเขาเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ห้ามแตะต้อง ดังนั้นทั้งสองคนจึงทะเลาะกันด้วยเรื่องความเห็นที่ไม่ตรงกันอยู่ไม่น้อย
ยามปกติลั่วจิ่งเฉินมักจะสุขุมใจเย็นด้วยเหตุที่เขาเคยเผชิญกับเคราะห์กรรมมากมายมาก่อนจึงยิ่งทำให้หัวใจของเขาหนักแน่น หากวิเคราะห์จากบางแง่มุมแล้วประสบการณ์ชีวิตของเขากับเยี่ยนฉู่มีความคล้ายกันอยู่ดังนั้นความคิดบางเรื่องของทั้งสองจึงค่อนข้างใกล้เคียงกัน
หลิงชางไห่กลัวชีเหนียงจะเป็นห่วงจึงไล่ให้ชีเหนียงไปจ่ายตลาดข้างนอก ส่วนเขาก็เดินวนเวียนไปมาอยู่ตรงลานบ้านจากนั้นก็จับจ้องบานประตูห้องที่ปิดสนิทบานนั้นเป็นพักๆเพราะเห็นว่าตะวันใกล้ลับฟ้าแล้ว แต่คนยังไม่ออกมากันเลย
เขารู้ว่าลั่วจิ่งเฉินหลักแหลมและคงคาดเดาสถานะของเยี่ยนฉู่ได้แต่ก็ห่วงว่าลั่วจิ่งเฉินจะเผลอทำอะไรไป หากเกิดพูดสิ่งใดล่วงเกินองค์รัชทายาท ก็อาจทำให้ศีรษะหลุดจากบ่าได้ทีเดียว
เมื่อเฝิงเจิ้งชูก้าวออกจากห้องและเห็นดวงตาของหลิงชางไห่จับจ้องมา ใบหน้าก็ยิ้มดูแคลนเบาๆ
“หลิงชางไห่ท่าทางของเจ้าคิดว่าองค์รัชทายาทเป็นคนเช่นกัน? หรือเจ้าคิดว่าข้าปกป้องคนของตัวเองไม่ได้?”
เมื่อเผชิญกับคำถามของเฝิงเจิ้งชูหลิงชางไห่ก็โบกมือ “เจ้าจะไปรู้อะไร! เจ้าคืออาจารย์ขององค์รัชทายาทสถานะย่อมแตกต่าง หากคำพูดไม่ดีและดันไปสะกิดปมในใจขององค์รัชทายาท จะทำอย่างไร?”
ปมในใจที่หลิงชางไห่หมายถึงคงเป็นเรื่องที่เยี่ยนฉู่สูญเสียผู้เป็นมารดาไปตั้งแต่เกิดมารดาของเยี่ยนฉู่ก็คือฮองเฮาที่สวรรคตไปแล้ว อดีตฮองเฮาอายุน้อยกว่าองค์ฮ่องเต้สิบกว่าปีฮ่องเต้เสวียนหวู่มองฮองเฮาน้อยเป็นน้องสาวมาโดยตลอด อีกทั้งไม่ได้มีความรู้สึกในเชิงชู้สาวกระทั่งการแต่งตั้งนางขึ้นเป็นฮองเฮาก็เพื่อปลอบประโลมหัวใจของเหล่าขุนนางเท่านั้นเนื่องจากหญิงในดวงใจที่ฮ่องเต้เสวียนหวู่คิดว่าเหมาะสมจะเป็นฮองเฮาที่สุดกลับมีสถานะไม่เพียงพอกับตำแหน่งฮองเฮาอีกทั้งต่อมาคนผู้นั้นได้เสียชีวิตลง อดีตฮองเฮาจึงมีโอกาสให้กำเนิดองค์รัชทายาท
แต่เพราะตั้งครรภ์ตอนที่อายุที่มากเกินไปจึงส่งผลให้คลอดยากและเสียชีวิต ดีที่ฮ่องเต้เสวียนหวู่ให้ความสำคัญกับสายพระโลหิตสายตรงหลายปีมานี้ เยี่ยนฉู่จึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและได้รับความคุ้มครองจากฮ่องเต้เสวียนหวู่
-----
[1] ไท่ฟู่ (太傅), ไท่ซือ (太師), ไท่เป่า(太保) คือตำแหน่งซานกง (三公) หรือสามมหาเสนาบดีสูงสุดของจีนในสมัยราชวงศ์โจว