Time and Space ห้วงความทรงจำรักในต่างโลก (Yaoi)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 36 เปิดเผยความลับ (2) หมวดที่ 2 ภารกิจทดสอบ: ราชวงศ์จิ้นเหนือ

            สองสามวันต่อมาคลื่นสงัดลมสงบ 

            ฮ่องเต้ได้ส่งคนสนิทหลายกลุ่มออกไปสำรวจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งข่าวแรกสุดที่ได้รับคือระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวง ซูตงเฉินถูกมือสังหารซุ่มโจมตี ซ้ำซูตงเฉินยังได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเกือบเสียชีวิตเพื่อปกป้องซูอวี้จ้งนี่ไม่ใช่การแสดง ในเวลานั้นเขาถูกลูกธนูปักทะลุอกหมดสติไปหลายวันหลายคืนหากไม่ได้ฟู่หมิงฮั่นรักษาให้ บาดแผลนั้นคงถึงแก่ชีวิตจริงๆ 

            ฮ่องเต้มอบความไว้วางพระทัยแก่ซูตงเฉินมากขึ้น ทว่าพระองค์ไม่ได้รีบร้อนและส่งองครักษ์เงาคนสนิทฝีมือดีคอยตามประกบซูอวี้จ้งเพื่อปกป้องเขาทั้งกลางวันและกลางคืนทุกย่างก้าวของซูอวี้จ้งจึงไม่อาจรอดพ้นสายตาของพวกเขาได้ 

            เด็กคนนี้ยังคงปลอมตัวอยู่ ซึ่งดูแล้วรูปลักษณ์เหมือนซูอวี้เมิ่งมากหล่อเหลาสง่างาม ฉลาดปราดเปรื่อง ราศีเปล่งปลั่ง ไม่เหมือนเด็กหนุ่มทั่วไปการเล่าเรียนในกั๋วจื่อเจียนของเขาถูกฮ่องเต้ตรวจสอบแล้วว่า เขามีพรสวรรค์ชั้นยอดฉลาดหลักแหลม และได้รับความสำคัญจากผู้ที่อบรมสั่งสอน 

            ฮ่องเต้ทรงปลาบปลื้มอย่างมาก แม้ยังไม่ได้เจอกัน ทว่าพระองค์กลับรู้สึกได้ว่าเด็กคนนี้เป็นพระราชนัดาของพระองค์จริงๆและเป็นสายเลือดโดยตรงจากรัชทายาทผู้ที่พระองค์รักมากที่สุด 

            ในเวลาเดียวกัน พระองค์ได้รับจดหมายลับจากเยี่ยนเฟ่ย ซึ่งเนื้อความอธิบายการสังหารหมู่ที่ตำหนักตงกงอย่างชัดเจนทั้งพยานและหลักฐานยังมีอยู่ นอกจากนั้นเขายังได้เขียนเรื่องวาระสุดท้ายที่รัชทายาททรงฝากฝังให้องครักษ์คนสนิทคุ้มกันพระราชนัดดาของฮ่องเต้ไปทางตอนใต้ทว่าตรวจสอบไม่พบว่าพระราชนัดดาของฮ่องเต้อยู่ที่ใด ซึ่งเยี่ยนเฟ่ยกำลังดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม 

            ฮ่องเต้ยังทรงหลงมีความโกรธอยู่จึงตัดสินพระทัยไม่ไปพบพระราชนัดดาเป็นการชั่วคราว และต้องการขุดรากถอนโคนอำนาจของคังอ๋องตั้งแต่ในราชสำนักไปจนถึงวังหลังโดยไม่ผ่อนปรน 

            ในไม่ช้าพวกขุนนางและกลุ่มผู้มั่งคั่งร่ำรวยทั้งหมดก็ถูกกวาดล้างครั้งยิ่งใหญ่ผู้คนนับไม่ถ้วนถูกตัดสินโทษประหาร บ้างทำให้พิการบ้างก็ถูกค้นบ้านยึดทรัพย์และถูกเนรเทศ 

            ไม่นานนักเหล่าพระสนมของฮ่องเต้องค์ก่อนที่อยู่ในวังหลังก็ทยอยล้มป่วย 

            พระสนมลี่ที่ยังคงงดงามไม่เปลี่ยนแปลง พระนางไม่ยอมตามคังอ๋องผู้เป็นบุตรชายไปยังพื้นที่พระราชทานในมณฑลเหลียวเป่ยเนื่องจากนางได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้องค์ก่อนมาสิบกว่าปี ทั้งยังอาลัยอาวรณ์ จึงยืนกรานที่จะอยู่วังหลวงเพื่อรำลึกถึงฮ่องเต้ผู้ล่วงลับในเวลานี้หลังฝนฤดูใบไม้ผลิผ่านไปหลายครา นางจึงจับไข้นอนติดเตียง พระชายาพระสนมเอก เจาอี๋ และซูหยวนหลายคนที่ไม่มีบุตร ทั้งยังค่อนข้างใกล้ชิดกับนางก็พากันติดไข้ไข้ขึ้นสูงและไอกระเสาะกระแสะจนล้มหมอนนอนเสื่อพระสนมและข้าราชบริพารระดับต่ำบางคนในวังหลังของฮ่องเต้ก็ล้มป่วยไปตามๆ กันกระทั่งบ่าวในวังจำนวนไม่น้อยที่รับใช้ภายในก็ป่วยเพราะความอ่อนเพลีย 

            ตามกฎของวัง เมื่อบ่าวชายหญิงที่รับใช้ภายในวังป่วยหนักต้องย้ายวัง แล้วให้คนที่สุขภาพแข็งแรงไปรับใช้พระสนมขั้นสูงแทนในไม่ช้าวังหลังก็เปลี่ยนกลุ่มคน ส่วนคนสนิทของพระสนมเหล่านั้นก็ถูกกวาดล้างออกไปและถูกส่งไปยังคุกหลวงขององครักษ์เสื้อแพรอย่างลับๆ 

            อาจเป็นเพราะชราภาพหรือไม่ก็อ่อนแอพระสนมผู้ที่หมั่นสวดมนต์ไหว้พระและถือศีลกินเจตลอดทั้งปีกลับล้มป่วยและรักษาไม่หายฮ่องเต้พาฮองเฮามาเยี่ยมและมองนางสิ้นลมหายใจสุดท้ายไปกับตา เหมือนพระสนมลี่จะเข้าใจสาเหตุอะไรบางอย่างสองสามวันในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต นางเอาแต่ท่องบทสวด ไม่ได้ทิ้งคำสั่งเสียไว้แม้แต่คำเดียวก่อนจะจากไปอย่างสงบ แววตาเหม่อมองไปยังทางตอนเหนือไกลลิบและวาดรอยยิ้มลึกลับบนริมฝีปาก 

            จากนั้นพระชายา พระสนมเอก และพระสนมของฮ่องเต้หลายคนก็ทยอยป่วยตายหนึ่งในนั้นมีหรงเฟย มารดาผู้ให้กำเนิดของจิ้งอ๋องด้วย จิ้งอ๋องเสียใจและร้องไห้เศร้าโศกอยู่หน้าพิธีงานศพหลายวันโดยไม่กินไม่นอนไม่นานร่างกายก็ซูบผอม 

            ผ่านไปเพียงครึ่งเดือนคนในวังหลวงหายไปกว่าครึ่งจนรู้สึกเงียบเหงาเนื่องจากพระสนมป่วยตายเป็นจำนวนมาก ฮ่องเต้จึงไม่ได้จัดพระราชพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่เพียงพระราชทานสมญานามให้หรงเฟยเท่านั้น ส่วนพระสนมคนอื่น พระองค์ไม่ได้สนพระทัยนักนอกจากสั่งให้จัดงานพระศพอย่างเรียบง่าย สิ่งของที่ฝังร่วมกับศพมีมากกว่ายี่สิบเท่า ซึ่งทั้งหมดถูกฝังไว้ในสุสานพระสนมของฮ่องเต้ที่อยู่ข้างสุสานของฮ่องเต้ นับว่าพวกนางได้ตายอย่างสมเกียรติและมีการไว้อาลัย 

            ตอนที่พระสนมลี่ใกล้ตาย ฮ่องเต้ทรงรับสั่งให้คังอ๋องที่ใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนห่างไกลในเมืองเหลียวเป่ยกลับมาเยี่ยมนางภายหลังพระสนมลี่ป่วยตาย ฮ่องเต้ทรงรับสั่งให้คังอ๋องกลับมาร่วมงานพระศพที่เมืองหลวงอีกครั้งคำสั่งทั้งสองครั้งถูกปฏิเสธ เนื่องจากคังอ๋องถูกทหารม้าชาวทาร์ทาร์รุกรานเป็นบริเวณกว้างและเขาต้องนำทัพไปต่อต้านข้าศึกที่ชายแดนจึงไม่มีเวลาแยกร่าง จนกระทั่งถึงวันพิธีฝังพระศพของพระสนมลี่คังอ๋องก็ไม่ได้ออกจากเมืองเหลียวหนิง เขาส่งเพียงบุตรคนโตของอนุภรรยาไปที่เมืองหลวงพร้อมกับหัวหน้าขุนนางในจวนอ๋องประการแรกคือ ไปร่วมพิธีงานพระศพของพระสนมลี่เพื่อทำพิธีและถือธงในนามบิดา ประการที่สองคือ เพื่อขอคืนเบี้ยเลี้ยงทหารอย่างเร่งด่วน 

            ฮ่องเต้ทรงอ่านฎีกาเสร็จก็อดยิ้มเยาะในพระทัยไม่ได้ 

            คังอ๋องหนานกงซู่อายุน้อยกว่าพระองค์สิบแปดปี เป็นพระอนุชาต่างมารดาและเป็นพระอนุชาคนสุดท้องของพระองค์ในปีนั้นที่ฮ่องเต้องค์ก่อนสวรรคต หนานกงซู่เพิ่งอายุเพียงสี่ชันษาแน่นอนว่าไม่ได้มีความเกลียดชังต่อทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์ ก่อนและหลังขึ้นบัลลังก์ฮ่องเต้ได้สังหารพระอนุชาหลายคนเพื่อกู้ชื่อเสียงและแสดงความรักฉันพี่น้อง พระองค์ดูแลหนานกงซู่เป็นอย่างดีหลังจากเติบโตจนอายุได้สิบหกชันษา พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งให้เขาเป็นชินอ๋องและพระราชทานที่ดินในเมืองเหลียวเป่ยตามความปรารถนาของพระสนมลี่นอกจากเงินสามแสนตำลึงเงินที่มอบให้เพื่อสร้างจวนตามกฎแล้ว ฮ่องเต้ยังพระราชทานเงินหนึ่งแสนตำลึงและสมบัติมากมายจากในคลังให้เขาเป็นรางวัลเรียกได้ว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ทว่าผู้ใดจะคาดคิด พระองค์ทรงเลี้ยงหมาป่าตาขาวไว้หนึ่งตัว 

            ความปรารถนาต้องการแย่งชิงบัลลังก์ฮ่องเต้ของคังอ๋องถูกเสี้ยมสอนครั้งแรกจากมารดาผู้ให้กำเนิดอย่างพระสนมลี่นานวันเข้าเมื่อคังอ๋องเติบโตขึ้นจึงแปรเปลี่ยนเป็นความหมกมุ่นพระสนมลี่เต็มใจอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่มุมหนึ่งในวังหลวงเพื่อเขา นางสังหารรัชทายาทรวบรวมเส้นสาย รวบรวมทรัพยากร รวบรวมจิตใจผู้คน ทุ่มเททั้งกายใจเพื่อคังอ๋อง ทว่าคังอ๋องกลับไม่แยแสต่อการเสียชีวิตของมารดาผู้ให้กำเนิดและนึกถึงแต่เรื่องของตนเอง 

            ฮ่องเต้ทรงครุ่นคิดกับพระองค์เองอย่างเย็นชา พระองค์กตัญญูรู้คุณต่อพระมารดาผู้ให้กำเนิดตนเองเป็นอย่างมากหลังขึ้นครองราชย์ก็แต่งตั้งพระนางเป็นหวงไท่โฮ่วและดูแลพระนางด้วยพระทัย จนกระทั่งพระนางสิ้นพระชนม์จึงจัดพระราชพิธีศพให้อย่างยิ่งใหญ่และแบกโลงพระศพของพระนางด้วยองค์เองส่งพระนางไปยังสุสานของฮ่องเต้และฝังร่วมกับฮ่องเต้องค์ก่อน เพื่อให้พระนางบรรลุผลสำเร็จและไม่มีความเสียใจในชีวิต 

            เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง กระทั่งมารดาผู้ให้กำเนิดยังไม่กตัญญู คังอ๋องจึงไม่มีคุณสมบัติในการเป็นฮ่องเต้อย่างไรก็ตาม แม้คังอ๋องไม่อาจเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้ ทว่าตอนนี้เขามีรูปลักษณ์ของผู้ห้าวหาญทะเยอทะยานทั้งยังมีความช่วยเหลือของพระสนมลี่ที่เมืองหลวง เขาวางแผนมาหลายปีจนวันนี้มีอำนาจมาก จึงไม่อาจดูแคลนได้ 

            สำหรับเบี้ยเลี้ยงทหารที่คังอ๋องร้องขอนั้น แท้จริงแล้วไม่จำเป็นต้องส่งมาจากกรมการคลังทว่าจัดสรรได้โดยตรงจากการจัดเก็บภาษีที่ดินของเขา ในอดีตพระองค์จ่ายเบี้ยหวัดให้แก่ฐานันดรศักดิ์ด้วยวิธีนี้ทว่าครั้งนี้ฮ่องเต้จะไม่มอบเงินทุนแก่คังอ๋องมากเกินไปอีกเพื่อไม่เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น ฮ่องเต้ตกลงที่จะจ่ายเบี้ยเลี้ยงทหาร โดยแบ่งจ่ายเป็นงวดจากภาษีของแต่ละเมืองในเมืองเหลียวเป่ยโดยทุกงวดจะไม่ให้มากจนเกินไปต่อไปคือการตัดเขี้ยวเล็บของคังอ๋องที่แผ่ขยายไปยังพื้นที่ผลิตธัญพืชทางตอนใต้ทั้งหมดเพื่อไม่ให้เขาเลี้ยงกองกำลังทหารจำนวนมากได้ 

            ระหว่างเกมการเมืองของฮ่องเต้และคังอ๋อง ซูตงเฉินและเยี่ยนเฟ่ยแอบพบกันอย่างลับๆที่ถ้ำแห่งหนึ่งใกล้ค่ายทหารซีซาน 

            ถ้ำแห่งนี้อยู่ในหุบเขาลึกของภูเขา รายล้อมด้วยเถาวัลย์หนาทึบและต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่านปากถ้ำถูกปกคลุมอย่างมิดชิด หลังจากเข้าไปแล้ว พื้นที่ไม่ค่อยกว้างนักทว่าเป็นระบบมากด้านในมีการขุดเป็นห้องหลายๆ ห้อง มีห้องพักอาศัย มีคลังเก็บของซึ่งดูเป็นระเบียบเรียบร้อย          

            ซูตงเฉินไม่ได้ถามเยี่ยนเฟ่ยอย่างละเอียดเพราะของเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับเขา และเขาไม่มีสมาธิสนใจมันมากนักหลังจากเข้าไปในห้องรับแขก ซูตงเฉินก็มีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น เขาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงหินซึ่งปูด้วยผ้านวมอย่างเคยชินก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “เจ้าสอบคัดเลือกช่วงฤดูใบไม้ผลิผ่านแล้วบุรุษสง่างามผู้ที่สอบได้เป็นอันดับหนึ่งของเมืองจื๋อลี่กลับไม่ได้อยู่สามอันดับแรกในการสอบเข้ารับราชการในวังช่างน่าแปลกใจจริงๆ ” 

            เยี่ยนเฟ่ยนั่งพิงข้างกายซูตงเฉินแล้วกล่าวอย่างไม่ยี่หระ “นี่เป็นการจัดการของฮ่องเต้ ข้าก็ทำอะไรไม่ได้ ฝ่าบาทต้องการให้ข้าทำผลสอบออกมาไม่ดีข้าจึงทำได้เพียงสอบไปเฉยๆ ” เยี่ยนเฟ่ยสอบได้ที่ยี่สิบเอ็ดในการสอบระดับประเทศจึงทำให้ผู้คนประหลาดใจหลังจากสอบหน้าพระที่นั่ง อันดับก็ยิ่งลดลงไปอีก ซึ่งอยู่ขั้นรองอันดับที่สามสิบเจ็ดแตกต่างจากการสอบคัดเลือกช่วงฤดูใบไม้ผลิอันน่าทึ่งของเขาราวฟ้ากับดิน จึงทำให้คนจำนวนมากรู้สึกแปลกใจ 

            ส่วนใหญ่เหล่าบัณฑิตจิ้นซื่อที่ได้อันดับที่สิบห้าขั้นสองลงไปจะแสวงหาการไปเป็นขุนนางส่วนท้องถิ่นน้อยมากที่จะอยู่เมืองหลวง ทว่าเยี่ยนเฟ่ยกลับอยู่เมืองหลวงและได้รับตำแหน่งขุนนางระดับล่างขั้นเจ็ดที่สำนักงานผู้ตรวจการ 

            ซูตงเฉินเข้าใจว่าตำแหน่งนี้เป็นขุนนางชั้นผู้น้อยที่ทำงานทั่วไปในสำนักงานดังนั้นจึงไม่ได้ถามเนื้องานของเขาอย่างละเอียด ทำเพียงยกยิ้มและกล่าวว่า “ช่วงนี้มีข่าวใหม่อะไรหรือไม่? ” 

            “ข่าวมีมากมาย ทว่าที่เกี่ยวกับเจ้ายังคลุมเครือ” เยี่ยนเฟ่ยมองเขาด้วยความเป็นกังวล “ตอนนี้คาดได้เพียงว่ามีหลายฝ่ายต้องการปลิดชีวิตเจ้าหนึ่งในนั้นคือมารดาเลี้ยงของเจ้า ส่วนอีกฝ่ายน่าจะเป็นคังอ๋อง อย่างไรก็ตาม คังอ๋องมีความทะเยอทะยานอันแรงกล้า และต้องการยืมการฝึกซ้อมร่วมกันของทหารทั้งสามค่ายในครั้งนี้เพื่อลงมือในเวลาเดียวกันเจ้า เจียงหยวนอู่ สือชิง ต่างตกเป็นเป้าหมายในการลอบสังหารครั้งนี้” 

            “โอ้” ซูตงเฉินไม่แปลกใจ เขาพยักหน้าเล็กน้อย “เรื่องเช่นนี้ยากที่จะป้องกัน ทำได้เพียงใช้วิธีเมื่อทหารมาใช้ขุนพลต้านรับน้ำมาใช้ดินต้าน ฝีมือของข้าไม่เลว ทั้งยังมีกองกำลังนับหมื่นนับพันอยู่เคียงข้างคิดจะลอบสังหารข้าคงไม่ง่ายดายเช่นนั้น” 

            เยี่ยนเฟ่ยชื่นชอบความเอาแต่ใจที่หลบซ่อนอยู่ของซูตงเฉินมาก เขาหัวเราะจนไหล่สั่นเล็กน้อยผ่านไปครู่ใหญ่จึงกล่าวว่า “โอ้ ใช่ ยังมีอีกข่าวหนึ่งองค์หญิงใหญ่ซูหมิ่นและองค์หญิงฉงอานต่างหมายตาเจ้า” 

            ซูตงเฉินตกใจ “อะไร… หมายความว่าอย่างไร?” ราชบุตรเขยขององค์หญิงทั้งสองต่างก็ป่วยตาย และทั้งคู่ยังไม่ได้แต่งงานใหม่ที่ว่า ‘หมายตา’ คงไม่ใช่ข่าวดี 

            เยี่ยนเฟ่ยกล่าวติดตลกว่า “เพียงหมายตาเจ้า และต้องการเรียกตัวเจ้าเป็นราชบุตรเขย” 

            ซูตงเฉินไม่อยากจะเชื่อ “องค์หญิงใหญ่ซูหมิ่นพระชนมายุปาเข้าไปสี่สิบชันษาแล้วไม่ใช่หรือ?” 

            “อืม สี่สิบสอง แล้วมันเกี่ยวอะไร? นางเป็นองค์หญิงใหญ่เป็นพระขนิษฐาของฮ่องเต้ เจ้ากล้ารังเกียจนางหรือ? แม้พระมารดาผู้ให้กำเนิดองค์หญิงใหญ่จะเป็นเพียงพระสนมทว่าพระนางกัดฟันสู้ตั้งแต่ยังเล็ก พระมารดาผู้ให้กำเนิดขององค์ชายรองหนิงอ๋องคือเสียนเฟยมารดาของเสียนเฟยกับพระมารดาผู้ให้กำเนิดขององค์หญิงใหญ่ซูหมิ่นเป็นพี่น้องท้องเดียวกันด้วยเหตุนี้หนิงอ๋องจึงเรียกนางว่าท่านป้า ดังนั้นนางจึงเป็นญาติของหนิงอ๋อง” เยี่ยนเฟ่ยโอบซูตงเฉินที่ใจสั่นระรัวด้วยความผวาไว้ในอ้อมแขนแล้วหัวเราะอยู่ครึ่งค่อนวัน “ช่างนางเถิด องค์หญิงใหญ่ที่เกิดจากนางสนมของฮ่องเต้หาได้มีความสำคัญอันใดทว่าองค์หญิงฉงอานนั้นไม่ธรรมดา นางเป็นองค์หญิงที่เกิดจากพระราชชายา เป็นพระขนิษฐาต่างพระมารดาของรัชทายาทตั้งแต่รัชทายาทสิ้นพระชนม์ ฮ่องเต้ก็ทรงเอ็นดูนางเพิ่มเป็นสองเท่าจนแทบจะตอบรับทุกคำร้องขอราชบุตรเขยคนก่อนของนาง นางเป็นคนเลือกเอง ทว่าไม่ลงรอยกันมาโดยตลอดนางอารมณ์ร้อนและเย่อหยิ่ง ขี้หึงหวง ส่วนราชบุตรเขยนั้นโดดเด่นมากเขาไม่เคยชอบนาง ทว่าไม่สามารถแต่งอนุหรือหย่าร้างกับนางได้ สุดท้ายก็กลายเป็นโรคซึมเศร้าและเสียชีวิตเมื่ออายุเพียงสามสิบปีน่าเสียดายจริงๆ ปีนี้นางอายุยี่สิบแปดปี นับว่าอายุเท่ากับเจ้า หากนางยืนกรานที่จะแต่งกับเจ้าเกรงว่าฮ่องเต้คงยอมให้นางได้เติมเต็มความหลงใหลเป็นแน่” 

            ซูตงเฉินหลับตาลง “ฮ่องเต้ทรงรับปากข้าแล้วว่าเรื่องการแต่งงานให้ขึ้นอยู่กับข้าพระองค์ไม่อาจมอบสมรสพระราชทานให้ข้าได้ ตราบใดที่ฮ่องเต้ไม่ทรงรับสั่ง ข้าก็มีวิธีปฏิเสธ” 

            “แม้ฮ่องเต้ไม่ได้รับสั่ง ทว่าพระองค์สามารถเป็นพ่อสื่อเองได้” เยี่ยนเฟ่ยลูบใบหน้าของซูตงเฉิน “หากนั่นเป็นพระราชโองการเจ้าจะทำอย่างไร? ” 

            ซูตงเฉินรู้สึกอับจนหนทาง “คนโบราณเพิ่งรู้จักกันตอนเข้าหอเปิดผ้าคลุมพวกเขาขึ้นเตียงกันได้ทันที จากนั้นก็อยู่ด้วยกัน เยี่ยมยอดกว่าพวกเรามากตรงกันข้าม ข้าไม่อาจทำได้ องค์หญิงอะไรพวกนั้น ข้าล้วนไม่กล้าแตะต้องอุปสรรคในจิตใจยิ่งใหญ่เกินไป” 

            “ข้าก็รู้สึกแบบเดียวกับเจ้า” เยี่ยนเฟ่ยกล่าวอย่างดีอกดีใจ “ให้ข้าหาวิธีช่วยเจ้าเถิด องค์หญิงใหญ่ซูหมิ่นหมายตาเจ้า เหตุผลหลักก็เพื่อช่วยหนิงอ๋องหาสมัครพรรคพวก แน่นอนว่านางต้องตาในรูปลักษณ์ที่งดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ของเจ้าด้วยส่วนองค์หญิงฉงอานหมายตาเจ้าอย่างไร้ข้อกังขา เป็นเพราะรักในใบหน้านี้ของเจ้าในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าจะหาชายหนุ่มที่หล่อเหลามาและหาทางให้พวกเขาพบกันโดยบังเอิญไม่แน่ว่าอาจเบี่ยงเบนความสนใจขององค์หญิงได้” 

            “อืม เข้าท่า” ซูตงเฉินมีความสุขมาก “เช่นนั้นฝากเจ้าด้วยก็แล้วกัน” 

            เยี่ยนเฟ่ยมองใบหน้าแย้มยิ้มของซูตงเฉินด้วยความตื่นเต้น แรงปรารถนาปะทุในใจก่อนจะฉวยโอกาสจุมพิตใบหน้าของเขา 

            ทั้งสองคนเข้ากันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซูตงเฉินไม่ได้สนใจการกระทำที่ใกล้ชิดจนเกินไปของเขาอีกฝ่ายแย้มยิ้มพลางเหยียดเอวงดงามให้ตั้งตรง และผ่อนคลายทั่วทั้งร่างให้เอนกายซบร่างของเยี่ยนเฟ่ยอย่างเกียจคร้านพลางเอ่ยเรื่องอื่นขึ้นมา 

             

     

    คล้ายกับเรื่องTime and Space ห้วงความทรงจำรักในต่างโลก (Yaoi) ที่คุณอ่าน