ตอนที่ 13 พี่หญิง (1)
เวลานั้นเยี่ยสุยเข้าไปคารวะท่านแม่ยามเช้าพอดี เมื่อได้ยินว่ามีขันทีจากในวังมาเยือน ก็พลันหยุดชะงัก
ในวัง...ใช่แล้ว ในวัง! ปัจจุบันพี่หญิงเป็พระสนมฉุนผินอยู่ในวัง แน่นอนว่าขันทีผู้นี้ย่อมเป็คนพี่หญิงที่ส่งมา ต้องใช่แน่นอน!
เยี่ยสุยเดาไม่ผิด ขันทีทำตามเจตนารมณ์ของพระสนมฉุนผิน มาเพื่อมอบของกำนัลให้แก่ตระกูลเยี่ยและถ่ายทอดข้อความหนึ่ง
ที่แท้เื่ที่เยี่ยเซี่ยงอวี๋ได้รับเลือกให้เข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนก็แพร่ไปถึงในวังแล้ว เนื่องจากผลงานอันโดดเด่น แม้แต่ฮ่องเต้ยังได้ยินเื่นี้ ทั้งยังอนุญาตให้พระสนมฉุนผินพบกับครอบครัวเป็กรณีพิเศษ
“ข้าน้อยนำคำของพระสนมมาแจ้ง เชิญฮูหยินเข้าวังภายในสามวันจากนี้ เมื่อถึงเวลานั้น องครักษ์ฝ่ายประตูวังจะปล่อยให้ท่านเข้าวังได้” ขันทีวัยกลางคนใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลากล่าวด้วยรอยยิ้มหวาน ใบหน้าเปี่ยมความซื่อสัตย์
แน่นอนว่าเถาซื่อเองก็แย้มยิ้มตอบรับ ขณะที่ไห่มามาที่อยู่ข้างๆ ยื่นถุงเงินให้อย่างรู้งาน ขันทีวัยกลางคนฉวยโอกาสนี้เก็บถุงเงินเข้าไปในแขนเสื้อ เคลื่อนไหวรวดเร็วจนไม่ทันสังเกต บ่งบอกได้ว่าคุ้นเคยกับสถานการณ์เช่นนี้เป็อย่างดี
ทันใดนั้นเขาก็ยิ้มกว้างขึ้น พลางพยักหน้าต่ำ “ฮูหยินเกรงใจข้าน้อยเกินไปแล้ว เช่นนั้นข้าน้อยขอตัวกลับไปทูลพระสนมก่อน”
เยี่ยสุยรู้สึกคุ้นหน้าเขามากขึ้นเรื่อยๆ คล้ายว่าเคยเห็นที่ไหน แต่กลับนึกไม่ออก
กระทั่งขันทีผู้นั้นหันหลังจากไป เยี่ยสุยสังเกตท่าทางของเขา มือเท้าสัมพันธ์กัน ความทรงจำพลันแจ่มชัดขึ้น
ท่าทางซื่อสัตย์ มือเท้าคล่องแคล่ว นี่คือมหาขันทีฉิวเอินที่ได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ และอยู่ติดตามข้างกายพระองค์ในภายภาคหน้า!
หลังจากวังอิ้นผู้บัญชาการแห่งหน่วยสืบราชการลับเสียชีวิต ฉิวเอินก็ปรากฏตัวขึ้น เส้นทางชีวิตของเขาเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียงไม่กี่ปีก็กลายเป็หัวหน้ากรมขันที และยังดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพหน่วยองครักษ์อี๋หลวนควบคู่ไปด้วย
ขันทีนำทัพนับว่าเป็เกียรติแก่ชีวิตอย่างยิ่ง! ราชวงศ์ต้าอันก่อตั้งขึ้นมานานกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบปี แต่มีขันทีเพียงสองคนเท่านั้นที่ได้รับเกียรตินี้ นอกจากฉิวเอินแล้ว มีเพียงผู้บัญชาการวังในอดีตเท่านั้น
ผู้บัญชาการวังเคยเป็แม่ทัพใหญ่กองรักษาการณ์เยี่ยนซี โดยธรรมชาติแล้วเขามีอำนาจกว่าฉิวเอินมาก น่าเสียดายที่ผู้บัญชาการวังเสียชีวิตั้แ่อายุยังน้อย แต่ฉิวเอินเสียชีวิตเมื่อวัยชราจึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ จากจุดนี้ ฉิวเอินโชคดีกว่าวังอิ้นมากนัก
แต่เยี่ยสุยกลับไม่รู้ว่า รัชศกหย่งเจาปีที่สิบแปด ฉิวเอินยังเป็เพียงเน่ยเยี่ยเจ่อ[1]จากระดับแปดล่าง อีกทั้งยังเคยเป็ผู้สนองคำสั่งของพี่หญิงด้วย
นางครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว ครู่ต่อมาจึงเอ่ยปาก “ใต้เท้าขันที โปรดรอก่อน”
ทันทีที่สิ้นเสียง ฉิวเอินไม่เพียงหยุดฝีเท้า เถาซื่อเองก็ประหลาดใจมากด้วยเช่นกัน ‘อาหนิงคิดจะทำอะไรกันแน่ถึงเรียกขันทีท่านนี้ไว้’
ฉิวเอินหันกลับมา สายตาตกอยู่ที่ตัวเยี่ยสุย และยังคงพูดด้วยรอยยิ้มหวาน “คุณหนูเรียกข้าน้อย ไม่ทราบว่ามีอะไรจะสั่งหรือ”
เยี่ยสุยก้าวเข้าไปหา กัดริมฝีปากแล้วพูดราวกับคนขี้อาย “ข้า...ข้าอยากถามว่าพี่หญิงสบายดีหรือไม่ รบกวนท่านเสียเวลาสักครั้ง ข้า...ข้ามีชาซ่านซีอยู่สองสามจิน[2] ไม่สู้มอบให้ใต้เท้า...”
ชาซ่านซีไม่ถือว่าเป็ชาที่ดีที่สุด แต่กลับเป็สิ่งโปรดปรานของหัวหน้าขันทีฉิวเอิน เมื่อชาติที่แล้ว ผู้คนมากมายแห่กันไปที่ถนนต้าอันเพื่อเลือกเก็บชาซ่านซี แม้แต่ตระกูลกู้แห่งหนานผิงก็ยังมีพวกลูกหลานจำนวนมากตั้งใจเก็บชานี้เพื่อไปเอาใจฉิวเอิน นางจะจำไม่ได้ได้อย่างไร
ฉิวเอินแววตาเป็ประกาย แต่ใบหน้ากลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ยังคงพูดด้วยรอยยิ้ม “พระสนมฉุนผินทรงสบายดีทุกอย่าง คุณหนูช่างใส่ใจยิ่ง เพียงแต่ข้าน้อยมีธุระต้องไปทำ ไม่เหมาะจะอยู่นาน ชาซ่านซีนั้นข้าน้อยขอน้อมรับเพียงน้ำใจ”
เมื่อกล่าวเช่นนั้นจบ เขาก็เหลือบมองเยี่ยสุยอย่างลึกซึ้ง กล่าวอำลาเถาซื่ออีกครั้งก่อนจะจากไป คราวนี้ไม่มีการหยุดฝีเท้าอีก
เชิงอรรถ
^ ตำแหน่งขันทีผู้รายงาน แจ้งเรื่องต่างๆ^ 1 จิน = 500 กรัม หรือ ครึ่งกิโลกรัม