ตอนที่ 18 ใกล้ชิดองค์าาก็เปรียบดั่งอยู่ใกล้พยัคฆ์ร้าย ล้วนมาเพื่อคารวะคุณชายกู้หรือ
“ขอบเขตเทวะมายานั้นแข็งแกร่งมากนักหรือ หากเ้าได้ขึ้นไปยังแดน์ เ้าจะพบว่าแท้จริงแล้วขอบเขตเทวะมายาก็เป็เพียงแค่ขั้นที่พบเห็นได้ทั่วไปเท่านั้น...”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ราวกับว่าขอบเขตเทวะมายาในแดน์นั้นเป็เื่ธรรมดาสามัญ
แต่คำกล่าวนี้ก็เป็เพียงคำพูดที่กล่าวออกไปเท่านั้น
ถึงอย่างไรการบรรลุขั้นเทวะมายาก็ย่อมมิใช่เื่ง่าย
การมีอายุขัยที่ยืนยาวนับหมื่นปี
ในบรรดาสำนักะนิรันดร์และนิกายอันยิ่งใหญ่ ก็นับว่าเป็กำลังหลักสำคัญของสำนักแห่งนั้นแล้ว
“มิทราบว่าคุณชายกู้จะกรุณาบอกเล่าเื่ราวของขอบเขตที่เหนือกว่าเทวะมายาให้ชิงเกอฟังได้หรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตางามของซูชิงเกอก็เปล่งประกายขึ้นเล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่านางสนใจในเื่นี้เป็อย่างมาก
ขอบเขตที่เหนือกว่าเทวะมายาแท้จริงแล้วคือสิ่งใดกัน
“เหนือขอบเขตเทวะมายาก็ย่อมเป็เทวะศักดิ์สิทธิ์ ยังจะมีอะไรให้ต้องสงสัยอีก” กู้ฉางเกอจิบสุราพลางกล่าวอย่างเรียบเฉย
ซูชิงเกอแม้จะได้รับคำตอบแบบขอไปที แต่นางก็ไม่ท้อถอย กลับยังคงรินสุราให้กู้ฉางเกออย่างสงบ จากนั้นจึงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเยื้องย่างเข้ามาใกล้ นำพากลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาแตะปลายจมูก
“คุณชายกู้ แรงขนาดนี้พอเหมาะหรือไม่” ซูชิงเกอก้าวมาที่ด้านหลังก่อนจะเริ่มบีบนวดบ่าให้เขา ท่าทางราวกับนางกำนัลสาวใช้ แม้ท่วงท่าจะดูเก้กัง แต่กลับแฝงไว้ซึ่งเสน่ห์เฉพาะตัว
“โอ้” กู้ฉางเกอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาอดรู้สึกประหลาดใจมิได้
การกระทำของซูชิงเกอในตอนนี้ช่างไม่สอดคล้องกับสถานะนางเอกและบุคลิกที่ลึกลับสูงส่งของนางเลย
“ชิงเกอเข้าใจดีว่าการที่จะทำให้คุณชายกู้พึงพอใจนั้นเป็เื่ยาก แต่ก็ไม่อยากยอมแพ้…” ซูชิงเกอเอ่ยอย่างซื่อตรง
หากมีผู้ใดอยู่ ณ ที่นี้ ก็คงอดเอ่ยมิได้ว่าสตรีผู้นี้ช่างซื่อตรงเสียจริง แต่แท้จริงแล้วนางเป็คนที่เฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง ต่อหน้ากู้ฉางเกอนั้น ทางที่ดีอย่าได้คิดมีเล่ห์เหลี่ยมอันใด
กู้ฉางเกอเองก็ยอมรับว่า เขามิอาจรู้สึกเกลียดชังซูชิงเกอได้เลยแม้แต่น้อย เขาย่อมเข้าใจถึงความคิดของนาง
สตรีผู้นี้ฉลาดล้ำ และไม่มีทางยอมเป็เพียงแค่แจกันดอกไม้ที่งดงามไร้ประโยชน์ นางมีความทะเยอทะยานในตนเอง
ความจริงแล้วกู้ฉางเกอเองก็รู้สึกชื่นชมนางอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ในตอนนี้ซูชิงเกอยังไม่สามารถทำให้เขาหวั่นไหวได้ และเขาก็ไม่ได้คิดจะยอมให้ตนหลงใหลในตัวนางเช่นเดียวกัน
แต่ถ้าหากจะมีสัมพันธ์อันลึกซึ้งกันบ้างก็นับว่ามิใช่ปัญหา
เมื่อคิดถึงเื่นี้ กู้ฉางเกอก็พบว่านับั้แ่ความสัมพันธ์ระหว่างซูชิงเกอและเย่เฉินเริ่มแตกหัก ความรู้สึกถึงภัยอันตรายในเงามืดก็ได้จางหายไป ซึ่งก็หมายความว่า การตอบโต้จากโชคชะตานั้นเกิดขึ้นได้เฉพาะกับผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตและผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเขาเท่านั้น
ซูชิงเกอนั้นมีแต้มวาสนาที่สูงมาก อย่างน้อยก็สูงกว่าคนทั่วไปถึงสิบเท่า แต่กู้ฉางเกอกลับรู้สึกว่าเขาสามารถฆ่านางได้ทุกเมื่อ
‘ดังนั้นการมีแต้มวาสนาสูงก็มิได้หมายความว่าคนผู้นั้นจะเป็ผู้ครองชะตาฟ้าลิขิต จึงมิอาจได้รับการคุ้มครองจาก์ได้’
‘จะว่าไปก็นับว่าจริง ผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตก็เป็เพียงคนส่วนน้อยที่มีแบบฉบับเป็ตัวละครเอกเท่านั้น…’
กู้ฉางเกอรำพึงในใจ คล้ายจะเริ่มเข้าใจบางสิ่ง
“เหนือขอบเขตเทวะมายา ย่อมเป็เทวะศักดิ์สิทธิ์ ผู้จุดประกายเพลิงแห่งเทวะ หลอมสร้างรากฐานแห่งเทพ…”
“จากนั้นจึงเป็ขั้นเทวะ์ สูงส่งเหนือผู้ใด จนแม้แต่เทวะศักดิ์สิทธิ์ก็ยังต้องน้อมคารวะ…”
จากนั้นอารมณ์ของกู้ฉางเกอก็ดีขึ้น จึงกล่าวเสริมให้นางฟังเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย
“ขอบพระคุณคุณชายกู้ที่ได้กรุณาชี้แนะ ชิงเกอได้เปิดหูเปิดตาแล้ว”
“ที่แท้ระดับขั้นต่อจากนี้ก็เป็เช่นนี้เอง เทวะมายา เทวะศักดิ์สิทธิ์ เทวะ์ ราชันเทวะ และผู้ศักดิ์สิทธิ์…” ซูชิงเกอรู้สึกยินดี แต่เมื่อพูดถึงตอนท้ายก็อดรู้สึกเสียดายมิได้
เพราะในตอนนี้นางเองก็อยู่เพียงแค่ขอบเขตมรรคาเทพเท่านั้น ระยะทางสู่ขอบเขตเทวะมายายังอีกยาวไกลนัก ไม่รู้ว่าในชีวิตนี้นางจะมีโอกาสได้ััขอบเขตนั้นหรือไม่
“ต่อไปนี้ ชิงเกอจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้คุณชายกู้โปรดปรานให้ได้” ซูชิงเกอครุ่นคิด ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยความจริงจัง ดวงตาคู่งามดุจอัญมณีไร้ที่ติ จ้องมองไปยังกู้ฉางเกอ ถ้อยคำนี้ของนางเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างเปิดเผย ไร้ซึ่งความเคอะเขินแม้แต่น้อย
กู้ฉางเกอยิ้มอย่างมีเลศนัยพร้อมกล่าวว่า “เ้าก็ลองพยายามดูเสียสิ”
จะเอาใจให้เขาโปรดปรานนางงั้นหรือ
เสน่ห์ของตัวร้ายอย่างเขานั้นมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ กลับถึงขั้นทำให้นางเอกยอมศิโรราบได้อย่างรวดเร็ว
เขาไม่คิดเช่นนั้น
ซูชิงเกอเพียงกระทำในสิ่งที่สมควรและมีเหตุผลที่สุดเท่านั้น
และในขณะนั้น เสียงถ่ายทอดจากผู้าุโิก็ดังขึ้นข้างหูของเขา
‘น่าสนใจนัก ดูท่าทางทุกอย่างจะเป็ไปตามที่ข้าคาดการณ์ไว้’ รอยยิ้มของเขาแฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
ในขณะที่เหล่าสำนักและกลุ่มอำนาจต่างๆ ของดินแดนตงฮวงกำลังบุกโจมตีสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน เย่เฉินก็ได้หลบหนีออกจากคุกใต้ดินแล้ว
แน่นอนว่าเป็เพราะผลจากโอสถผสานิญญาที่กู้ฉางเกอมอบให้ ทุกอย่างล้วนดำเนินการไปตามแผนการของเขา
จากนั้น กู้ฉางเกอก็จากไปโดยมิกล่าวถึงเื่การหลบหนีของเย่เฉินให้ซูชิงเกอได้รับรู้ ซูชิงเกอได้แต่มองตามเขาด้วยความฉงน
หรือว่านางจะทำอะไรให้เขาไม่พอใจอีกแล้ว การอยู่ใกล้ชิดกับองค์าาเปรียบดั่งอยู่ใกล้กับพยัคฆ์ร้ายโดยแท้
บนใบหน้าของนางปรากฏแววอ่อนล้า พลางคิดทบทวนว่าตนเองพูดหรือกระทำสิ่งใดผิดไป
…
ในขณะเดียวกัน ณ เบื้องหน้าประตูเขตภูผาของสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน
เรือรบและพาหนะเหาะของหลากหลายขั้วอำนาจต่างๆ ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ พลังอำนาจแผ่ซ่านเปี่ยมด้วยพลังเกรียงไกร
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรยืนประจันหน้า หนาแน่นจนบดบังท้องฟ้า รัศมีของผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งแผ่ออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว
แม้กระทั่งสัตว์อสูรร้ายที่น่ากลัวก็ส่งเสียงคำรามก้องกังวานสั่นะเืทั่วฟ้า
สำนักศักดิ์สิทธิ์หยางซวี ราชวงศ์เทพสุริยัน และตระกูลเซียวโบราณ…
เหล่านี้ล้วนเป็กลุ่มอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่แข็งแกร่งที่สุดของดินแดนตงฮวง ยืนยงมายาวนานนับหมื่นปี
เมื่อได้ยินข่าวว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดของสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนได้สิ้นชีพลง ก็เหมือนฉลามที่ได้กลิ่นคาวเื พากันกรูเข้ามาหวังจะกลืนกินสำนักแห่งนี้
แต่ในยามนี้ ทุกคนต่างรู้สึกงุนงง แม้แต่ผู้าุโสูงสุดแห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์หยางซวีเองก็เช่นกัน
เมื่อมองดูประตูภูผาของสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนอันสงบนิ่งตรงหน้า ผู้าุโในอาภรณ์ขาวก็ขมวดคิ้วอย่างมิอาจเข้าใจ
“เหตุใดประตูภูผาของสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนจึงเปิดออกโดยไม่มีการเตรียมการป้องกันใดๆ ราวกับกำลังรอให้พวกเรามาถึง”
“สำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนไม่แม้แต่จะเปิดใช้ค่ายกลคุ้มกันเลยหรือ หรือพวกเขาตระหนักดีว่ามิอาจต้านทานได้”
อดีตจักรพรรดิชราจากราชวงศ์เทพสุริยันผู้สวมฉลองพระองค์ั บนศีรษะสวมมงกุฎอัญมณีทองคำ กล่าวด้วยน้ำเสียงดังก้องดุจระฆัง พร้อมปลดปล่อยพลังอันน่าสะพรึงกลัวสะท้อนไปทั่วด้านหน้า
และในขณะนั้น เ้าสำนักไท่เสวียนก็นำเหล่าผู้าุโและศิษย์ก้าวมาจากด้านหน้าอย่างไม่รีบร้อน
“พวกท่านทั้งหลายที่มาเยือนในวันนี้ ล้วนมาเพื่อคารวะคุณชายกู้เช่นนั้นหรือ”
เ้าสำนักไท่เสวียนกล่าวถามด้วยรอยยิ้มจางๆ แฝงแววหยอกเย้า