ตอนที่ 2 — รอยยิ้มแรกแห่งการตื่นรู้
ฉาก: ห้องพระในบ้านของเฉิน — ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีก่อน (เฉินอายุ 45 ปี)
บรรยากาศยามเช้าตรู่ แสงแดดอ่อนๆ สีทองลอดผ่านหน้าต่างไม้บานเฟี้ยม ควันธูปหอมลอยเอื่อยวนเป็สายขึ้นสู่เพดาน ความเงียบสงบในห้องปกคลุมไปทั่วจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง ทว่าภายในจิตใจของเฉินในขณะนั้น กลับกำลังเกิดการตื่นรู้ครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเขาไปตลอดกาล
เฉินในวัยกลางคน ชายผู้แบกรับความเครียดสะสมจากงานวิศวกรรมโครงสร้างและแรงกดดันในสายงานมานานหลายปี นั่งขัดสมาธิอยู่บนเสื่อสาน ใบหน้าที่เคยตึงเครียด ขมวดคิ้ว และเต็มไปด้วยความเร่งรีบ ค่อยๆ ผ่อนคลายลงทีละน้อย ผิวพรรณของเขาดูผ่องใสขึ้นตามลำดับ สายตาที่หลับลงอย่างผ่อนคลายไม่ได้มุ่งหวังการก้าวหน้าทางโลกอีกต่อไป แต่กำลังจดจ่ออยู่กับการสังเกต "ระบบการทำงานของจิต" ภายในตัวเองอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เฉิน (คิดในใจ):
(เราเคยสงสัยมาตลอด... ั้แ่สมัยยังทำงานหนักในไซท์งานก่อสร้าง ว่าทำไมคนเราถึงโกรธเื่เดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า? ทำไมบางคนถึงจมอยู่กับปมในอดีตจนไม่สามารถลุกขึ้นมามีความสุขได้? ทำไมเราถึงตอบสนองต่อคำพูดของคนอื่นในแบบเดิมๆ เหมือนสวิตช์ไฟที่ถูกกดปุ่มเดิมเสมอ... วันนี้เราเริ่มมองเห็นโครงสร้างและความจริงของมันแล้ว)
เฉินถอนหายใจยาว ชำแหละกระบวนการภายในจิตใจของตนเองเหมือนวิศวกรที่กำลังถอดแยกชิ้นส่วนเครื่องจักรกลชั้นสูง เขาค่อยๆ ถอยตัวเองออกมาเป็ "ผู้สังเกตการณ์" แล้วพิจารณาดูว่า พฤติกรรม นิสัย หรือสัญชาตญาณที่มนุษย์แสดงออกมาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่าหรือจู่ๆ ก็ลอยมาจากไหน แต่มันผ่านกระบวนการก่อรูปและสะสมอย่างเป็ระบบ:
1. จุดเริ่มต้นจากความไม่คุ้นเคย (Unconscious Initiation):
เมื่อมีปัจจัยภายนอกเข้ามาเดินทางผ่านตา หู ั์ตา หรือกายัั จิตใจจะเริ่มรับรู้และทำการ "วิเคราะห์-ปรุงแต่ง" เป็ครั้งแรก ในตอนแรกสุดนั้น ใจยังไม่มีความเชี่ยวชาญ สมองยังต้องใช้พลังงานในการจินตนาการ คิดหาเหตุผล และสร้างอารมณ์ขึ้นมาตอบสนอง ความรู้สึกในครั้งแรกๆ นั้นยังคงฝืนและไม่เคยชิน
2. ตอกย้ำด้วยการทำซ้ำ (Pattern Reinforcement):
ทว่าเมื่อไรก็ตามที่มนุษย์ปล่อยให้ตัวเองคิดในเื่เดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอกย้ำอารมณ์ความรู้สึกเดิมๆ ซ้ำๆ และแสดงพฤติกรรมตอบสนองแบบเดิมออกไป ร่องรอยในจิตใจจะเริ่มลึกขึ้นเรื่อยๆ จากความไม่คุ้นเคยในวันแรก จะค่อยๆ กลายมาเป็ "ความเคยชิน"
3. การตอบสนองแบบอัตโนมัติ (Automated Instinct):
เมื่อกระบวนการคิดและรู้สึกนั้นถูกทำซ้ำนับร้อยนับพันครั้ง ความเร็วในการประมวลผลของจิตจะเพิ่มขึ้นสูงมาก จนเกิดเป็สภาวะ "อัตโนมัติ" พอมีสิ่งมากระทบปุ๊บ จิตจะข้ามขั้นตอนการคิดวิเคราะห์ไปทันที แล้วแสดงผลลัพธ์เป็อารมณ์และนิสัยออกมาในเสี้ยววินาที สิ่งนี้เองที่ผู้คนต่างเรียกว่า "นิสัย" "บุคลิกภาพ" หรือแม้กระทั่ง "สัญชาตญาณ"
เฉิน (คิดในใจ):
(ถ้ามันก่อรูปขึ้นมาจากกระบวนการทำซ้ำ... นั่นแปลว่า หากเรา้าจะล้างนิสัยลบๆ หรือปมในใจเดิมๆ ออกไป เราก็ต้อง 'ย้อนกระบวนการ' โดยการสร้างร่องรอยใหม่ขึ้นมาแทนที่! เราต้องเริ่มฝึกคิดใหม่ กำหนดอารมณ์ใหม่ในทางที่สงบและเป็กุศล เริ่มต้นจากความรู้สึกที่ไม่เคยชิน ฝืนทำมันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งความเคยชินใหม่แข็งแรงขึ้น และทำให้ความเชี่ยวชาญในนิสัยเดิมค่อยๆ ฝ่อร่วงไปเอง ซึ่งกระบวนการนี้ต้องอาศัยเวลา ความอดทน และพลังสติอย่างมหาศาล)
เฉินยังจำภาพความพยายามของตัวเองใน่ปีแรกๆ ได้ดี ในยามที่ความโกรธ ความหงุดหงิด หรือความทะเยอทะยานเดิมๆ แทรกตัวเข้ามา เขาพบว่าการพยายามดึงดันไปสู้กับอารมณ์ตรงๆ มักจะทำให้เหนื่อยล้า แต่แล้วในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังนั่งสมาธิอย่างลึกซึ้ง เขาก็ได้ค้นพบ "ตัวช่วยสำคัญ" โดยบังเอิญ
ในเสี้ยววินาทีที่อารมณ์ขุ่นมัวกำลังจะก่อตัวขึ้น เฉินลองดึงจิตกลับมารู้สึกตัวอยู่กับความเงียบสงบภายใน เกิดเป็สภาวะที่เรียกว่า **"ประกายอารมณ์ว่าง"** และ **"ประกายความคิดว่าง"** ปรากฏขึ้นมาทำหน้าที่เหมือนใบมีดอันคมกริบที่ตัดฉับความคิดและอารมณ์ลบที่ไม่้าให้หยุดหมุนลงทันที
ทว่า... กระบวนการย้อนรอยสร้างนิสัยใหม่นี้ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป
มีหลายครั้งหลายคราวที่จิตใจของเขาอ่อนแอจากการทำงานหนัก หรือเผชิญโลกภายนอกจนเกิดความเหนื่อยล้าสะสม พลังสติหดหาย ใน่เวลาเช่นนั้น พอพยายามจะดึงจิตให้เกิด "ประกายความว่าง" หรือฝืนตัดอารมณ์ จิตกลับไม่มีกำลังพอ กลายเป็การเค้นและสร้างความเครียดซ้อนลงไปอีกชั้นหนึ่ง
เมื่อเฉินเรียนรู้บทเรียนนั้น เขาจึงปรับวิธีรับมืออย่างมีศิลปะ... ในยามที่จิตเหนื่อยล้าจนทำความว่างไม่ไหว เขาจะไม่ดึงดันสู้ต่อ เขาเลือกที่จะ **"พักทำใจให้สงบและว่างเปล่าเท่าที่พอจะทำได้"** ไม่กดดันตัวเอง และหากสถานการณ์อำนวย เขาจะ **"ปล่อยวางภาระและกิจกรรมตรงหน้าลงชั่วคราว"** ถอยออกมาพักผ่อนกายใจ ให้จิตได้พักเติมพลังในความสงบอย่างเต็มที่ก่อน เมื่อใจกลับมามีกำลัง สติและประกายความว่างจึงจะคืนกลับมาทำงานได้อย่างเป็ธรรมชาติและทรงพลังอีกครั้ง
--------------------------------------------------
หลายเดือนผ่านไป หลังจากเฉินเรียนรู้การถอดถอนและพักผ่อนจิตอย่างถูกต้อง จนจิตใจตั้งมั่นคงและมีกำลังสมาธิลึกซึ้ง วันหนึ่งขณะที่เขานั่งอยู่ในร้านกาแฟและมองดูเพื่อนร่วมงานรวมถึงญาติพี่น้องที่กำลังถกเถียงกันอย่างรุนแรงเื่ผลประโยชน์ ในวินาทีนั้นเอง จิตที่ทรงพลังและนิ่งสนิทของเขาก็เกิดการตระหนักรู้ขยายผลออกไปอย่างทะลุทะลวง
เฉิน (คิดในใจ):
(น่าทึ่งเหลือเกิน... กระบวนการสร้างนิสัยและอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายในตัวเรา มันคือกระบวนการเดียวกันกับที่กำลังเกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ไม่มีผิดเพี้ยน!)
เขาเริ่มมองเห็นโครงสร้างทางจิติญญาของผู้คนอย่างแจ่มแจ้ง บุคลิกภาพที่กร้าวร้าว ความกรอกหู หรือความวิตกกังวลของคนตรงหน้า ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขา แต่มันคือผลลัพธ์จากการสะสมความคิด ความรู้สึก และการกระทำผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายในอดีต ั้แ่วัยเด็ก หรือแม้กระทั่งวิบากกรรมและอุปนิสัยติดตัวที่ข้ามภพข้ามชาติมา
เฉิน (คิดในใจ):
(มนุษย์เราน่าสงสารนัก... ทุกคนต่างโดนสะกดไว้ด้วย 'โปรแกรมความคิด' ของตัวเอง พวกเขาแสดงอารมณ์ออกมาแบบอัตโนมัติราวกับเครื่องจักรกลที่มีการป้อน Input และ Output พอมีคำพูดกระทบหูเข้ามาเป็ Input จิตที่สะสมปมและความแค้นไว้ในอดีตก็ประมวลผล และส่ง Output เป็อารมณ์โกรธแผดเผาออกมาทันที โดยที่เ้าตัวไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังติดอยู่ในลูปความทุกข์นี้ เพราะพวกเขาไม่รู้วิธีสลายมันด้วยความว่าง หรือไม่รู้วิธีพักใจอย่างถูกวิธี)
เมื่อเฉินเข้าใจโครงสร้างการเกิดอารมณ์ของมนุษย์อย่างถ่องแท้ จิตของเขาก็ยิ่งพัฒนาความตระหนักรู้ที่คมกลมกล่อมขึ้น
นับแต่นั้นมา เวลาที่เขาจ้องมองหน้าใคร เขาไม่ได้มองแค่เปลือกนอกหรือฟังแค่เสียงพูด แต่มองเห็นลึกลงไปถึง:
1. ต้นตอและภูมิหลัง: คนๆ นี้ต้องผ่านาแและความทรมานอะไรมาบ้างในอดีต จึงสั่งสมให้เขาต้องคิดและแสดงอารมณ์แข็งกร้าวเช่นนี้
2. ปมที่ติดดักไว้: เหตุใดเขาจึงหลุดออกจากวงจรความทุกข์เดิมๆ ไม่ได้ จนสร้างเป็บุคลิกภาพอันเป็พิษในปัจจุบัน
จากแรกเริ่มที่เป็การ "คาดคะเนและเข้าใจเชิงเหตุผล" เมื่อเฉินฝึกฝนสมาธิภาวนาจนจิตนิ่งดั่งสระน้ำไร้ระลอกคลื่น และได้มองเห็นกรณีศึกษาของผู้คนหลากหลายรูปแบบ ความแม่นยำในการวิเคราะห์ประมวลผลของจิตก็สูงขึ้นเรื่อยๆ... จนกระบวนการประมวลผลทั้งหมดเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีโดยไม่ต้องใช้นึกคิด
จนกระทั่งวันหนึ่ง... ในเช้าตรู่อันสงบเงียบ จิตของเฉินที่ปราศจากความโกรธ ความหลง และความถือตัว ได้กลายเป็สภาวะที่ใสบริสุทธิ์ดุจกระจกเงาแผ่นใหญ่ มันเริ่ม **สะท้อนคลื่นความคิด เสียงในหัว และกระแสอารมณ์ที่ค้างอยู่ในจิตใจของคนรอบข้างเข้ามาปรากฏในรับรู้ของเขาตรงๆ** ราวกับได้ยินเสียงพูดของตัวเอง
เฉิน:
(ยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างสงบ ลืมตาขึ้นจากสมาธิช้าๆ สายตามองออกไปนอกหน้าต่างเรือนไม้ เห็นนกกระจิบตัวน้อยกำลังบินมาเกาะบนกิ่งไม้ใหญ่)
"ที่แท้... สิ่งที่ผู้คนเรียกว่าการอ่านใจคน หรืออภิญญาหยั่งรู้ ไม่ใช่เื่อัศจรรย์เหนือธรรมชาติ หรือเวทมนตร์อภินิหารอะไรเลย แต่มันคือการมองเห็น 'กระบวนการธรรมชาติ' ของจิตใจ ที่สะสมและแสดงผลออกมาอย่างตรงไปตรงมานั่นเอง"
และนั่นคือจุดเริ่มต้น... ที่สภาวะอภิญญาแห่งการหยั่งรู้ใจคนของเฉินได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างบริบูรณ์ ด้วยรากฐานแห่งความเมตตาและความเข้าใจในธรรมอย่างแท้จริง