บทที่ 5
นั่งชมละคร
"ท่านะโลงมาข้ารอรับอยู่"
หญิงสาวในชุดบุรุษสีขาว บนใบหน้าสวมแว่นตาทรงกลมะโบอกกับอีกคนที่กำลังนั่งอยู่บนกำแพงด้วยท่าทีเงอะงะหวาดกลัวไม่รู้จะลงจากที่สูงอย่างไร หน้าเหยเกราวกับเด็กน้อยจะร้องไห้ดูแล้วยิ่งหน้ากลั่นแกล้งนัก
อาเฉียวยืนมองเหตุการณ์พยายามกั้นหัวเราะไม่ให้แม่นางน้อยเสียหน้า เดี๋ยวจะพานโกรธเอาจะยุ่ง
"รับดีๆ นะ"
เสียงสั่น ๆที่เอ่ยสั่งทำเอาอาเฉียวทนไม่ไหวลอบหัวเราะคิกคักแต่เมื่อเห็นสายตาดุร้ายจากหลี่หว่านเอ๋อร์ จึงปิดปากแสร้งไอกลบเกลื่อน
บุตรสาวสุดที่รักของอัครเสนาบดีแห่งแคว้นเยี่ยนผู้ถูกล่อลวงให้ทำอะไรพิเรนทร์ซึ่งคุณหนูทั่วไปเขาไม่ทำกันอย่างการปีนกำแพง
ประตูจวนมีก็ใช้ไม่ได้เพราะกำลังแอบหนีอยู่
นอกจากนั้นยังชุดบุรุษที่กำลังสวมนี่อีก เดาได้ไม่ยากเลยว่าเป็ความคิดผู้ใด
"รับนะ!"หลังจากบอกกล่าวก็ะโทิ้งตัวลงทันที ไม่รอคำตอบใดทั้งสิ้นนางหลับตาปี๋ไม่มองพื้นด้านล่าง หัวใจเต้นแรงอย่างหวาดเสียว
อาเฉียวยื่นมือทั้งสองข้างรับตัวของหญิงสาวเอาไว้อย่าง่ายดายโดยไม่ล้มเพียงเซถอยหลังเล็กน้อย นางอุ้มหลี่หว่านเอ๋อร์ก่อนจะค่อย ๆวางลงให้เท้าอีกฝ่ายััพื้นดินอีกครั้ง
"เห็นไหมไม่ยากสักนิด"
เสียงกระซิบแ่เบาดังขึ้นข้างหูหลี่หว่านเอ๋อร์จึงค่อย ๆ ลืมตา พบว่าเท้าตนเหยียบพื้นโดยสวัสดิภาพจึงยิ้มโล่งใจหัวเราะเบา ๆ เงยหน้าสบตาอาเฉียวระยะประชิด
"ทำเอาข้าแทบใตาย"ทั้งสองต่างจ้องมองกันนิ่งราวกับตกอยู่ในมนตร์สะกดของกันและกัน
จนกระทั่ง หลี่หว่านเอ๋อร์กระตุกยิ้มพ่นลมจากปากปะทะเข้าหน้าอาเฉียวเต็ม ๆเมื่อเช้านางเพิ่งทานเต้าหู้เหม็นมากลิ่นยังคงติดปากอยู่เลย
"ทำอะไรของท่านเนี่ย!"อาเฉียวปล่อยมือออกจากหญิงสาวในอ้อมแขน เขยิบถอยหนีนางนำชายแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดหน้าโดยพลัน เพราะััได้ว่ามันมีน้ำพ่นออกมาพร้อมกับลม
"เอาคืนไงล่ะ"
หลี่หว่านเอ๋อร์ตอบพลางจัดแต่งเสื้อผ้าที่ยุ่งเหยิงให้เรียบร้อยจัดทรงผมและปิ่นหยกเรียบไร้ลวดลายบนศีรษะให้เข้าที่ ยังไม่ลืมแขวะอาเฉียว
"เ้านี่ในหัวคงมีแต่เื่แปลกๆ นี่กำลังคิดจะนำไปเขียนตำราเล่มใหม่ใช่ไหม"
อาเฉียวหัวเราะแห้งไม่ปฏิเสธรีบเปลี่ยนเื่แก้หน้า
"อุตส่าห์หนีจากลั่วลั่วจอมบ่นมาได้เรารีบไปเที่ยวเล่นกันเถอะ" นางเดินไปควงแขนหลี่หว่านเอ๋อร์เดินไปยังรถม้าที่จอดไว้ข้างกำแพงจวนตระกูลหลี่คนบังคับรถม้าะโลงมาทำความเคารพเชิญทั้งสอง
หลี่หว่านเอ๋อร์มองคนสลับรถม้าหรี่ตาจ้องอาเฉียว
"ท่านพ่อข้าไม่รู้จริงหรือ"
ตอนเย็นเมื่อวานอาเฉียวบอกว่าจะพาหนีเที่ยวนางไม่เห็นด้วยเพราะกลัวเื่ยุ่งยากที่จะตามมาภายหลัง แต่ไป ๆ มา ๆไม่รู้ทำไมนางถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ ขณะที่กำลังแอบหลบคนในจวน แล้วพวกเขาก็ไม่เห็นนางต้องยอมรับเลยว่ารู้สึกสนุกทั้งตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน
"ถ้าไม่รู้แล้วข้าจะพาท่านออกจากจวนได้อย่างไร"
อาเฉียวตอบเสียงสดใสส่วนอีกฝ่ายได้ยินก็อ้ำอึ้ง ชี้นิ้วมาอาเฉียวจึงจับมือข้างนั้นลากขึ้นรถม้าไปเสียเลย
รถม้าวิ่งไปตามถนนหลักของเมืองหลวงผ่านผู้คน เสียงจ่อแจครึกครื้น
ม่านขยับเปิดสายตาสงสัยมองสำรวจเส้นทางที่รถม้าวิ่งผ่านภาพวิถีชีวิตชาวบ้านธรรมดากำลังดำเนินไปตามปกติยิ่งระยะทางออกห่างจากเมืองหลวงมากเท่าใด ความหรูหราฟุ่มเฟือยก็น้อยลงเท่านั้นสายตาหลี่หว่านเอ๋อร์จับจ้องภาพระหว่างทางนิ่งเงียบ
ตลอดชีวิตสิบหกปีที่ผ่านมานางแทบไม่เคยเห็นทัศนียภาพเช่นนี้แบบจริงจังทั้งชีวิตจำได้แค่ว่าเคยอาศัยและมองภาพเหล่านี้คงประมาณสิบกว่าปีที่แล้วก่อนจะใช้ชีวิตหลังกำแพงสูงหนาซึ่งกั้นระหว่างกฎเข้มงวดกับอิสระ
หลี่หว่านเอ๋อร์นั่งชิดติดขอบหน้าต่างรถม้าตกอยู่ในภวังค์ความคิด อาเฉียวนั่งเงียบอย่างรู้ความ
ก่อนจะกลายเป็หลี่หว่านเอ๋อร์มีหลายสิ่งที่ไม่เคยัั ไม่เคยทำ แต่เวลานี้นางล้วนได้ััและทำมันทีละเล็กละน้อย อย่างเช่นวันนี้ ปีนกำแพง แต่งกายเป็บุรุษซ้ำยังหนีเที่ยวอีก
ดูไร้สาระยิ่งทั้งไร้กฎระเบียบ เมื่อก่อนกระทั่งจะคิดยังไม่กล้า...
รอยยิ้มพลันผุดขึ้นมาบนใบหน้าขาวนวลเป็รอยยิ้มผ่อนคลาย ซึ่งยากที่จะได้เห็นใน่หนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมา
"เรากำลังจะไปที่ไหนหรือ"หลี่หว่านเอ๋อร์เอ่ยถาม
"ท่านรอดู...อีกสักครู่จะถึงแล้ว"อาเฉียวยิ้มมีลับลมคมใน
เมื่ออีกฝ่ายไม่บอกนางจึงไม่ซักไซ้หันกลับไปให้ความสนใจทางรถม้าวิ่งผ่าน บนถนนผู้คนจำนวนมากส่วนใหญ่เหมือนจะเป็เหล่าคุณชาย บัณฑิตเองก็มี แถมยังมีรถม้าอีกหลายคัน บางคันมีตราสัญลักษณ์แสดงฐานะบางคันเรียบง่ายไม่บ่งบอกว่าเป็ผู้ใด ทุกคันล้วนวิ่งไปในทิศทางเดียวกันคือมุ่งสู่ทิศตะวันตกของเมือง ศาลาวสันตฤดู
"งานชุมนุมบุปผา..."หลี่หว่านเอ๋อร์เอ่ยถามหลังวิเคราะห์ "ว่าแต่เ้ามีเทียบเชิญหรือ?"
"อย่าลืมสิว่าท่านเป็บุตรผู้ใดเหตุใดจะไม่มีเทียบเชิญ" อาเฉียวเอ่ยพลางชูแผ่นไม้สี่เหลี่ยมกะทัดรัดสลักคำว่า'หลี่' เอาไว้เมื่อเพ่งมองก็จะเห็นว่ามันทำจากไม้หอมเนื้อเนียนเรียบเงา ดูหรูหราไม่น้อย
ผ่านไปไม่นานรถม้าจึงหยุดหลี่หว่านเอ๋อร์กับอาเฉียวลงจากรถม้าในบริเวณผู้คนหนาแน่น จากนั้นก็ค่อย ๆแฝงตัวให้กลมกลืนกับฝูงชนได้อย่างไม่ยาก
ทั้งคู่เดินเข้าไปในงานอย่างไม่เป็ที่สังเกตนั้นเป็เพราะผู้มาร่วมงานส่วนใหญ่นิยมสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์โดยเฉพาะเหล่าบัณฑิตหนุ่มทั้งหลาย
อาเฉียวคลี่พัดมาบังริมฝีปากตนกระซิบข้างหูหลี่หว่านเอ๋อร์ เอ่ยอย่างได้ใจ
"เป็ไงล่ะกลมกลืนไม่โดดเด่นอย่างยิ่ง"
หลี่หว่านเอ๋อร์ยิ้มเจื่อนมองเหล่าชายหนุ่มทั้งหลายก็เห็นแต่สีขาวละลานตา จนนึกว่ามางานศพผู้ใดพอหันกลับมามองพวกนางเองก็กำลังสวมเสื้อผ้าสีไม่ต่างกัน
มันจะกลมกลืนยิ่งกว่านี้...
หากไม่ใช่เพราะแว่นตาสีเงินที่สวมอยู่บนใบหน้าอาเฉียวผู้คนที่เดินผ่านพวกนางต่างแอบมองมา ทั้งชี้ไม้ชี้มือ ซุบซิบกันเบา ๆยังดีที่ไม่นานพวกเขาก็เลิกให้ความสนใจ
เมื่อเข้ามาบริเวณศาลาวสันตฤดูทุกคนต่างจับจองพื้นที่นั่งชมที่สามารถมองเห็นได้ชัด โดยถูกจัดไว้รอบศาลาหินสีขาวยกพื้นสูงสร้างขึ้นเพื่อใช้สำหรับเป็เวทีแสดงความสามารถของเหล่าคุณหนูทั้งหลาย
อาเฉียวพาหลี่หว่านเอ๋อร์มาอีกฝั่งซึ่งค่อนข้างห่างไกลผู้คนแต่ยังสามารถเห็นศาลาจัดแสดงได้ชัด
"วันนี้เป็รอบตัดสินคนใหญ่คนโตจึงมาเยอะหน่อย ท่านรีบนั่งเราจะได้เริ่มดูละครกัน" อาเฉียวนั่งบนตั่งไม้ สายตาสอดส่องทั่วงาน ดวงตาเปล่งประกาย
ท่าทางตื่นเต้นออกหน้าออกตาของอาเฉียวทำให้นางฉงนว่ามีสิ่งใดน่าสนใจขนาดนั้นนางนั่งลงตามอีกฝ่ายสายตามองสำรวจภายในงานเงียบ ๆ
"ที่นี่มีละครที่ใดกัน"
"ก็คนเ่าั้ไงต่างชิงดีชิงเด่นกัน มันต้องมีเื่สนุก ๆ เกิดขึ้นแน่ท่านรู้ไหมว่ามันคือวัตถุดิบชั้นดีที่นำไปเขียนตำราเล่มต่อไปเลยนะ" อาเฉียวอธิบายพลางถูไม้ถูมือ มองสำรวจรอบด้านไม่ละสายตามองคู่สนทนาสักนิด
"หากเขาพูดคุยกันเ้าจะได้ยินหรือ" หลี่หว่านเอ๋อร์เอ่ยถามยิ้ม ๆ
"เื่นั้นไม่ใช่ปัญหา...แต่ถ้าเข้าไปใกล้นั่นถึงจะเป็ปัญหา"
"อย่างไร?"ยิ่งฟังหลี่หว่านเอ๋อร์ยิ่งสงสัย
อาเฉียวหันหน้ามาอธิบายอย่างเคร่งขรึม ไม่ต่างกับอาจารย์ผู้หนึ่งกำลังสั่งสอนศิษย์
"กฎในการเป็ผู้ชมข้อหนึ่งควรเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ ถ้าเข้าใกล้มากเกินไปอาจถูกดึงเข้าไปรวมแสดงด้วยจากนั้นผู้ชมก็กลายเป็นักแสดงเสริมที่ช่วยให้ตัวเอกโดดเด่น"
ทางด้านลูกศิษย์รับฟังอย่างตั้งใจพลางคิดตามไปด้วย ก็เอ่ยตอบเสียงเข้ม
"มีเหตุผล! "
หากใกล้กว่านี้จะมีเื่ยุ่งยาก ซึ่งนางไม่ชอบอยู่ตรงนี้ดีที่สุด
"และกฎข้อสองหยิบขนมขึ้นกินเพิ่มความสำราญในการรับชม แล้วนั่งเงียบอย่าทำตัวเด่น"
ห่อขนมถูกยื่นมาตรงหน้าหลี่หว่านเอ๋อร์จึงเก็บมาซ่อนไว้ในแขนเสื้อ ตอนนี้นางยังไม่มีอารมณ์กินมัน
งานชุมนุมบุปผาครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมากเป็พิเศษ เนื่องจากผู้เข้ารอบชิงวันนี้ล้วนเป็หญิงสาวโดดเด่น มีคุณสมบัติฐานะ หน้าตาชาติตระกูล รวมทั้งความสามารถอีกทั้งทุกคนยังรู้โดยทั่วกันว่าภายในปีนี้ตำแหน่งข้างกายรัชทายาทจะถูกเติมเต็มส่งผลให้บรรยายคึกคัก
หลายคนมีที่นั่งเป็ของตัวเองหลายคนไม่มีต้องยืนอยู่รอบนอก
โดยจะเป็การแข่งขันศิลปะชั้นสูงทั้งสี่ซึ่งผู้ที่ขึ้นแข่งคู่แรกคือการแข่งเดินหมาก ตามด้วยการดีดฉิน การเขียนพู่กันการวาดภาพตามลำดับ ซึ่งผู้ชมในที่นี้ที่ถูกรับเชิญมาจะเป็ผู้ตัดสินโดยจะมีกล่องไม้แบ่งเป็สองฝั่ง เขียนชื่อผู้แข่งขันไว้คนละฝั่ง เมื่อการแสดงจบลงจะมีผู้ถือกล่องเดินรอบงานให้ผู้คนนำไม้สลักบุปผาใส่ลงด้านที่ตนเลือก
ก่อนเข้างานจะมีผู้ตรวจสอบคนที่มาร่วมจะใช้เทียบเชิญแลกกับไม้สลักสี่ดอกตามจำนวนการแข่งขัน
ผู้ชนะครั้งนี้จะได้รับสิทธิ์เข้าเฝ้าต่อพระพักตร์อู่จงฮ่องเต้ในงานเลี้ยงที่จัดขึ้นในวังหลวง เพื่อต้อนรับเหล่าแม่ทัพกลับจากชายแดนอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
สำหรับหญิงสาวงานนี้ถือว่ามีประประโยชน์ช่วยเื่การออกเรือนของพวกนางแถมเป็หน้าเป็ตาต่อวงศ์ตระกูล ฉะนั้นแล้วยิ่งเด่นยิ่งดี
"งานวันนี้ครึกครื้นเสียจริงพวกเรามาสายที่นั่งล้วนถูกจับจองหมด ข้าต้องรีบหาที่นั่งให้กำลังใจลูกพี่ลูกน้องคนเก่งของข้า"
ชายหนุ่มชุดขาวหรูหราในมือถือพัดโบกสะบัดใบหน้าหล่อเหลาดูทะเล้นเอ่ยกับชายหนุ่มอีกสองคนที่มาด้วยกันพวกเขามองสำรวจทั่วงานจึงพบว่าไม่มีที่นั่งแล้วจริง ๆ
ทั้งสามเพิ่งจะมาถึงงานก็เริ่มเสียแล้ว จึงไม่แปลกที่จะไม่เหลือที่ว่าง
"เดียวข้าจะไปบอกใต้เท้าจางที่ดูแลงานให้เตรียมที่นั่ง"
"ไม่ต้องลำบากหรอก"
ชายหนุ่มใบหน้างดงามเอ่ยเสียงเรียบเฉยแต่แลดูอ่อนโยนอยู่ในทีท่าทางสง่างามสวมชุดสีฟ้าครามดูแตกต่างและโดดเด่น เพียงแค่เขายืนเฉย ๆ ปรายตามองเพียงนิดก็ทำให้คนตกตะลึงตาค้างเหลียวมองตามเป็แถบ
เขากวาดตามองหามุมที่เงียบสงบผู้คนบางตาไม่พลุกพล่าน ซึ่งเป็บริเวณที่บุรุษสวมแว่นตาสวมชุดขาวราบเรียบนั่งอยู่ตรงนั้นมีคนนั่งอยู่ไม่ถึงสิบคน แม้จะห่างไกลอยู่บ้าง
เขาหาได้ใจเพราะเขาไม่ใช่ผู้อยากมา
เมื่อตัดสินใจแล้วจึงเดินตรงดิ่งไปยังเป้าหมายส่วนชายหนุ่มชุดดำทะมัดทะแมงใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มทว่าเ็าเดินตามไปไม่เอ่ยอะไรมากความ
"พวกท่านจะไปไหน?"
"..."
คนทั้งสองไม่ตอบและไม่หันเหลือบแลแม้แต่น้อย ทิ้งให้ชายหนุ่มชุดขาวยืนคนเดียว
"เฮ้อช่างเป็อาหลานที่เข้ากันได้ดีจริง ๆ เชียว..."
ถึงแม้จะบ่นชายหนุ่มชุดขาวหรูหราก็ยังเดินตามทั้งสองอย่างเลี่ยงไม่ได้