บทที่ 6
หน้าที่ใหม่
ป่าเค่ออี้นี้ช่างเหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรอย่างยิ่ง สงบสุขไร้เื่กังวลใจ นับแต่จิ่วเหรินก้าวขามาที่นี่ก็เผลอลืมเื่ของซือเหยียนไปชั่วขณะ ข่าวคราวของเผ่าเทพนั้นมิอาจล่วงรู้ได้ หากไม่มีจดหมายมาส่ง จิ่วเหรินคิดว่าเผ่าเทพยังคงอยู่สุขสบายไร้ศัตรูกล้ำกลาย
“พี่จิ่ว ท่านซ่งจื้อเชิญที่โถงด้านนอกเ้าค่ะ”
“อ่อ ขอบใจนะ”
กระต่ายน้อยซูลี่พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม การเป็สาวรับใช้ข้างกายจิ่วเหรินนับว่าสบายยิ่ง
จิ่วเหรินอยู่ในอาภรณ์สีเรียบไม่ฉูดฉาด อาจเป็เพราะนางชอบใช้ชีวิตสมถะ ใบหน้าก็ปล่อยให้เป็ไปตามธรรมชาติมากกว่าจะเอาสิ่งใดไปแต่งแต้ม ความงามของจิ่วเหรินนั้นยากจะบรรยาย
“จิ่วเหริน! ทางนี้ๆ”
ไม่เพียงแต่จะมีศิษย์พี่ซ่งจื้ออยู่ แต่ไป๋หลี่กับหย่งฉีก็อยู่ด้วยเช่นกัน
“เ้าทั้งสองคงหายเหนื่อยจากการเดินทางแล้ว”
“เ้าค่ะศิษย์พี่”
“เช่นนั้นข้าจะอธิบายให้ฟังถึงเื่ที่เ้าทั้งสองต้องคอยดูแลและรับผิดชอบ ป่าเค่ออี้นั้นไม่ได้มีเพียงเซียนเทพอย่างเรา แต่ยังมีภูติ และสัตว์เทพอันเกิดจาก์สรรสร้าง”
“ป่าเค่ออี้มีพลังหนุนของฟ้าดิน อันเกิดจากสัตว์เทพทั้งสี่ กิเลน เต่า พญาหงส์ และั ดังนั้นเมื่อเ้าย่างกรายเข้ามาที่นี่ก็จะััได้ถึงพลังธรรมชาติ หน้าที่ของจิ่วเหรินคือดูแลสัตว์เทพและภูติเพื่อชี้แนะแนวทางในการบำเพ็ญ”
“ส่วนเ้าไป๋หลี่ เ้ามีเืของเทพาในกาย ดังนั้นเคล็ดวิชาป้องกันหรือวรยุทธ์ที่เ้าได้เรียนรู้มา ก็สามารถแลกเปลี่ยนกับเซียนเทพาุโได้”
ไป๋หลี่มีความยินดีอย่างยิ่งในการพบเจอเซียนเทพที่เชี่ยวชาญในการต่อสู้ ทว่าก็ต้องทำหน้าหม่นเมื่อต้องแยกจากจิ่วเหริน นางแสนห่วงวิหคน้อยที่จะทำเื่ช่วยผู้อื่นโดยไม่คิด
“เป็อะไรไปไป๋หลี่ เ้าชอบเรียนรู้เื่วรยุทธ์และการต่อสู้มิใช่รึ?”
“ข้าไม่อยากห่างเ้า บอกตามตรงเลยว่าข้านั้นกังวลมาก”
“ไม่เอาน่าไป๋หลี่..”
“อย่าทำเื่โง่แบบที่ตัวเองจะเป็อันตรายอีก เ้าต้องฟังสิ่งที่ข้าเตือนให้ขึ้นใจเชียว!”
แม้จะอยู่ในป่าเค่ออี้ที่ไร้ความกังวลใจ แต่ไป๋หลี่นั้นรู้นิสัยของนางเป็อย่างดี จิ่วเหรินจะยอมสละตัวเองเพื่อทุกสิ่งโดยไม่สนเื่ใด มันน่าเป็ห่วงไม่ต่างกับตอนที่อยู่ในเผ่าเทพเลยสักนิด
“อย่าห่วงเลยไป๋หลี่ ข้าจะดูแลนางเป็อย่างดี”
ซ่งจื้อเอ่ยแทรกขึ้นเมื่อเห็นว่าไป๋หลี่นั้นไม่ยอมวางใจ ความเป็สหายรักของทั้งสองนั้นเขาย่อมเข้าใจเป็อย่างดี ครั้งหนึ่งซ่งจื้อก็เคยมีสหายที่รักใคร่ตายแทนกันได้อยู่เหมือนกัน
“เช่นนั้นข้าฝากศิษย์พี่ด้วยนะเ้าคะ นางชอบกระทำอะไรลงไปแบบไม่คิด”
“พอเถอะน่าไป๋หลี่”
จิ่วเหรินค้อนให้สหายเซียนที่ดูจะพูดมากเสียเหลือเกิน นางก็แค่ทำเื่ที่คิดว่ามันถูกต้องเหมาะสมในตอนนั้น ทว่าผลออกมาก็มักกลายเป็ด้านตรงข้ามซะอย่างนั้น
“อย่ามัวเถียงกันเลย ไป๋หลี่เ้าก็ไปได้แล้ว”
“เ้าค่ะ”
เอ่ยร่ำลาจิ่วเหรินก็เดินออกไปจากโถงเพื่อมุ่งหน้าไปทางใต้ของป่าเค่ออี้ โดยมีหย่งฉีแมวน้อยเดินตามหลังไปไม่ห่าง จิ่วเหรินเบาใจที่ไป๋หลี่จะไม่ต้องเผชิญโลกอย่างลำพัง
“ส่วนเ้าจิ่วเหริน จงตามข้ามา”
นางเดินตามซ่งจื้อไปตามแนวเขตของป่าเค่ออี้ พลังธรรมชาตินั้นยิ่งเพิ่มทวีคูณ เห็นสัตว์น้อยใหญ่ต่างก็ใช้ชีวิตตามวิถีของพวกมัน บ้างก็อยู่เพื่อบรรลุเซียนอย่างที่หวัง บ้างก็อยู่เพราะที่นี่คือบ้านที่ปลอดภัยไม่มีอันตราย
“ก่อนหน้านี้สัตว์เทพและภูติเคยไปปะปนอยู่ในยุทธภพ ทว่าก็โดนเผ่าปีศาจตามฆ่าล้างบาง หวังพลังของพวกมัน”
ซ่งจื้อเล่าเื่ระหว่างที่พาจิ่วเหรินชมความงดงามตามสองข้างทาง จิ่วเหรินสะท้อนใจเมื่อได้รับรู้ว่าสิ่งมีชีวิตที่หวังการบำเพ็ญนั้นต้องถูกทำร้าย โดยที่ยังไม่ได้ไปเบียดเบียนหรือก่อความวุ่นวายเลยแม้แต่น้อย
“ศิษย์พี่เ้าคะ”
“หือ?”
“เผ่าปีศาจอยากได้พลังของพวกสัตว์เทพไปเพื่อสิ่งใดหรือเ้าคะ?” จิ่วเหรินเอ่ยถามขึ้น เมื่อทั้งสองมาหยุดอยู่ตรงทางเข้าด้านหน้า ซุ้มประตูที่เต็มไปด้วยบุปผาส่งกลิ่นอวล
“คงคิดว่ามันแทนพลังจากโลหิตวิหคสีชาดได้กระมัง”
“!!!”
จิ่วเหรินตัวชาวาบเมื่อได้รับฟังคำตอบ จริงอย่างที่ท่านปู่เคยบอกเอาไว้ไม่มีผิด สองมือของนางกำชายอาภรณ์ไว้แน่นเพื่อสะกดความกลัวในใจ หากเผ่าปีศาจรู้ว่านางคือวิหคสีชาดเพียงหนึ่งเดียวของเผ่าเทพ ชีวิตของสรรพสิ่งจะต้องล่มสลายเพราะา
“จิ่วเหริน..”
“...”
“จิ่วเหริน!”
“หะ..เอ่อ เ้าคะ?” สติของนางกลับคืนมาเมื่อเสียงเรียกชื่อนั้นดังขึ้น
“ท่านตี้หวั่งิบอกว่าเ้าสูญเสียพี่ชายไปในา หากว่ามันยังกระทบจิตใจของเ้าอยู่ ข้าว่าเราไม่จำเป็ต้องสนทนาเื่ของเผ่าปีศาจนักหรอก”
“คือว่า..”
“ตรงหน้าของเ้าคือที่อยู่ของจตุรทิศสี่สัตว์เทพ ข้าจะพาเ้ามาแนะนำให้พวกเขารู้จัก”
ซ่งจื้อตัดบทไม่ยอมให้จิ่วเหรินสนทนาต่อ เื่เมื่อครู่จึงต้องถูกพับเก็บไป พลังเวทย์คุ้มครองของสี่สัตว์เทพหนาแน่นและแข็งแกร่ง ซ่งจื้อหยิบป้ายหยก์ประทับลง ประตูนั้นก็เปิดออกอย่างง่ายดาย ความสวยงามทำเอาจิ่วเหรินลืมเื่เมื่อครู่ไปในทันที
“งดงามมากเลยเ้าค่ะศิษย์พี่”
“หากเ้าชอบที่นี่ ก็สามารถแวะเวียนมาได้เป็ประจำ ข้าจะมอบป้ายอนุญาตไว้ให้”
“ขอบคุณศิษย์พี่เ้าค่ะ”
จิ่วเหรินนางยังคงไม่ได้ลืมว่าตนเองเป็เพียงสตรีบอบบาง ดอกไม้พวกนี้กำลังหยอกล้อเล่นกับนางอยู่ มันเกิดจากการสรรสร้างของภูติบุปผา ทุกสิ่งที่อยู่ในแดนนี้ล้วนมาจากพลังของเทวะ
แดนนี้เป็เขตของสัตว์เทพหรือภูติที่บรรลุแล้วในระดับสาม เริ่มแปลงเป็มนุษย์ได้ ก็จะต้องมาเรียนรู้เพิ่มเติมกับสัตว์เทพาุโที่คอยสอนสั่ง
จิ่วเหรินวาดรอยยิ้มสวยงามตามแบบของคนที่กำลังมีความสุข พลอยทำให้รอบข้างมีชีวิตชีวา รอยยิ้มแบบนี้นานมากแล้วที่ซ่งจื้อไม่ได้พบเจอ เขาเคยเห็นมันมาก่อนหน้านี้แล้ว ทว่าความคิดของซ่งจื้อก็ต้องหยุดลงเมื่อมีพลังบางอย่างพุ่งมาปะทะ ซ่งจื้อยกพัดวิหคโบกพลังนั้นย้อนกลับคืน ทำเอาจิ่วเหรินใรีบวิ่งมายืนหลบอยู่ด้านหลังของซ่งจื้อ
“ฝีมือไม่ตกเลยนะท่านซ่งจื้อ”
พญาหงส์ร่อนลงสู่พื้นและแปรเปลี่ยนเป็ร่างมนุษย์บุรุษเพศ อาภรณ์แซมสลับสีขาวกับมรกต บนศีรษะนั้นประดับด้วยปิ่นลายหงส์ ท่วงท่าสง่าผ่าเผยเช่นนี้คงเป็หนึ่งในสี่สัตว์เทพ
“ท่านก็ยังชอบปล่อยพลังทีเผลอไม่เปลี่ยน”
“แล้วนี่คือ..”
“อ่อ นางคือเซียนจากเผ่าเทพ ศิษย์ของท่านตี้หวั่งิ นามว่า จิ่วเหริน”
“จิ่วเหรินคาราวะท่าน..”
“จูเชว่ ข้าคือพญาหงส์อย่างที่เ้าเห็นเมื่อครู่ นั่นแหละร่างจริงของข้า” จูเชว่เอ่ยอย่างอารมณ์ดี
“เ้าค่ะ”
ข้าตั้งใจพานางมาฝากฝังกับพวกท่านทั้งสี่ เพื่อให้นางมาคอยแนะแนวทางการบำเพ็ญของสัตว์เทพและภูติ อีกทั้งให้นางได้รับการสอนสั่งเพิ่มเติมจากพวกท่านด้วย
ซ่งจื้อบอกถึงจุดประสงค์ที่พาจิ่วเหรินมาในที่แห่งนี้ จูเชว่พยักหน้าเป็เชิงว่าเข้าใจ ก่อนจะหันไปสั่งภูติที่ยืนอยู่ไม่ไกลให้ไปตามสัตว์เทพทั้งสามมา
รอเพียงไม่นานนักก็เห็นเซียนบุรุษหนุ่มทั้งสามมุ่งหน้ามาทางนี้ ทุกคนมีปิ่นประดับศีรษะที่บอกถึงตัวตนในร่างที่แท้จริง จิ่วเหรินมองปราดเดียวก็รู้ว่าทั้งสามเป็สัตว์เทพจตุรทิศ
“โอ้..คาราวะท่านซ่งจื้อ”
“อย่ามากพิธีเลยท่านทั้งสาม วันนี้ข้ามาเพื่อฝากฝังเซียนผู้นี้แก่พวกท่าน”
ทั้งสามหันมามองจิ่วเหรินเป็ตาเดียว ก่อนจะยกยิ้มและพยักหน้าตอบรับคำขอของซ่งจื้อ
“คาราวะท่านทั้งสาม ข้ามีนามว่า จิ่วเหริน เ้าค่ะ”
ฟุดฟิด!
ฉีหลิน กิเลนหนุ่มน้องเล็กสูดจมูกเมื่อพบกลิ่นจากกายของจิ่วเหริน นางถอยห่างเล็กน้อยด้วยความใ “นางเป็เทพนี่!”
“ถูกแล้วล่ะท่านฉีหลิน นางคือเซียนเทพเฉกเช่นข้า แต่ดูเหมือนว่านางจะชอบเป็เซียนธรรมดามากกว่า” ซ่งจื้อเปิดปากพูดอีกครั้งแทนจิ่วเหรินที่ยืนนิ่งอยู่
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด