ท่ามกลางความเงียบสงัดของพงไพร แสงจันทร์สลัวฉายจับร่างขาวนวลที่ทอดกายอยู่บนพื้นหญ้า กูกู่เถิงไม่รอช้า มันจับ แท่งหยก ที่มีขนาดมหึมาประดุจท่อนแขนเหล็กของบุรุษจ่อเข้าที่ปาก ถ้ำสวาท สีชมพูที่ปิดสนิทของไป๋หย่งชิง ก่อนจะเริ่มออกแรงกดมุดทะลวงเข้าไปอย่างดิบเถื่อน
“วะฮ่าฮ่าฮ่า! แน่นเป็บ้าเลยฮูหยิน!” กูกู่เถิงร้องออกมาด้วยความสะใจเมื่อเห็นรอยแยกของนางถูกถ่างขยายออกจนตึงเปี๊ยะ “เห็นได้ชัดว่าสามีท่านมันไร้น้ำยา มีของดีระดับ์แต่กลับปล่อยให้ฝืดเคืองเพียงนี้ หากข้าเป็มัน ข้าจะเสพสุขกับร่างกายท่านวันละห้าเวลาจนท่านสำลักความสุขตายเชียวล่ะ!”
มันคำรามพลางฝืนยัดกายแกร่งเข้าไปทีละน้อย ส่วนหัวที่บานขยายเริ่มมุดลึกเข้าไปในความอุ่นนุ่มที่แน่นขนัด ไป๋หย่งชิงเบิกตากว้างด้วยความเ็ปรวดเร็ว ความยิ่งใหญ่ระดับท่อนแขนนั้นกำลังฉีกกระชากความบอบบางของนางทีละเิเ นางรู้สึกเหมือนร่างจะถูกแยกออกเป็สองซีก ความทรมานแสนสาหัสทำให้น้ำตาไหลพราก แต่อาจมิจนใจที่ถูกสกัดจุดไว้ทำให้แม้แต่จะกรีดร้องระบายความเจ็บก็มิอาจทำได้
อึ๊ก!
กูกู่เถิงกระแทกกายพรวดเดียวจนสุดโคลน แท่งหยกหนาใหญ่ฝังลึกเข้าไปในกายสาวจนมิดด้าม ความยาวอันเกินพิกัดนั้นส่งส่วนปลายแหลมพุ่งชนเข้ากับ ปากมดลูก ของไป๋หย่งชิงอย่างจัง แรงปะทะะเืไปถึงทรวงอกทำให้นางรู้สึกจุกและวูบวาบอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต
จากนั้นอสูรร้ายก็เริ่มบทเพลงกามที่ดุดัน มันถอนกายออกมาเกือบสุดแล้วกระแทกกลับเข้าไปใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
ตับ! ตับ! ตับ!
เสียงเนื้อกระทบกันดังก้องป่า ใน่แรกหย่งชิงรู้สึกเพียงความรังเกียจและเ็ป ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ความร้อนระอุจากแท่งั์ที่เสียดสีกับผนังถ้ำสวาทซ้ำๆ เริ่มกระตุ้นสัญชาตญาณร่างกาย น้ำหล่อลื่นที่ชุ่มโชกเริ่มหลั่งออกมาชโลมกายแกร่งของศัตรู ทำให้การแทงเข้าออกเริ่มลื่นไหลและสะดวกยิ่งขึ้น ความเ็ปในตอนแรกค่อยๆ เปลี่ยนแปรเป็ความเสียวซ่านที่รุนแรงและลึกซึ้งกว่าที่สามีผู้มีขนาดเพียง ‘หนอนชาเขียว’ เคยให้ไว้นับแสนเท่า
แรงกระแทกที่ชนเข้ากับจุดลึกสุดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเริ่มส่งกระแสไฟราคะแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง ไป๋หย่งชิงเริ่มรู้สึกมึนงง ความเสียวไต่ระดับขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงจุดที่นางมิอาจควบคุมใจได้อีกต่อไป ในหัวของนางเริ่มขาวโพลนจนลืมสิ้นว่าบัดนี้กำลังถูกเดรัจฉานย่ำยีท่ามกลางป่าเขา หรือแม้แต่ลูกชายที่นอนสลบอยู่ไม่ไกล
ในที่สุด เมื่อกูกู่เถิงเร่งจังหวะจนถึงขีดสุด ร่างของไป๋หย่งชิงก็กระตุกเกร็งอย่างรุนแรง ถ้ำสวาทของนางบีบรัดตัวแน่นราวกับจะดูดกลืนัั์ตัวนั้นไว้ นางถึงจุดสุดยอดเป็ครั้งแรกในชีวิต! ความรู้สึกนั้นรุนแรงจนหัวใจแทบจะหยุดเต้น ในหัวโล่งโปร่งไร้ซึ่งความนึกคิด มีเพียงความสุขสมที่พุ่งพล่านไปทุกอณูขุมขน
“ฮ่าฮ่าฮ่า! แค่นี้ก็ถึงจุดสุดยอดแล้วหรือฮูหยิน?” กูกู่เถิงหัวเราะร่าพลางกดกายฝังลึก "บอกไว้ก่อนนะว่านี่มันเพิ่งจะเริ่มต้น!"
สิ้นเสียงคำราม กูกู่เถิงก็ปลดปล่อยลาวาร้อนระอุจำนวนมหาศาลพุ่งเข้าสู่ลึกสุดของถ้ำสวาท หย่งชิงสะดุ้งสุดตัวเมื่อรับรู้ถึงของเหลวที่ร้อนวาบพุ่งกระฉูดเข้าใส่ปากมดลูกระลอกแล้วระลอกเล่า ความรู้สึกอุ่นร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วช่องท้องนั้นเป็สิ่งที่นางไม่เคยได้รับจากสามีมาก่อน มันช่างเย้ายวนและทำให้รู้สึกดีอย่างเหลือเชื่อจนนางเผลอไผลไปกับรสชาติแห่งกามราคะนั้นอย่างสิ้นเชิง
ท่ามกลางป่าลึก มีเพียงเสียงหอบหายใจและคราบคาวกามที่เปรอะเปื้อนร่างหงส์ผู้สูงศักดิ์ ซึ่งบัดนี้ทำได้เพียงนอนรอรับการพิพากษาจากเดรัจฉานผู้นี้ในรอบถัดไปอย่างสยบยอม
ท่ามกลางกลิ่นอายคาวราคะที่ยังไม่ทันจางหาย กูกู่เถิงหัวเราะอย่างลำพองใจในชัยชนะ มันจัดท่าทางของ ไป๋หย่งชิง ที่บัดนี้ไร้ซึ่งการต่อต้านให้เปลี่ยนท่าทางใหม่ โดยจับร่างนวลเนียนของนางให้นอนคว่ำลงกับพื้นหญ้าที่ขรุขระ
ในสภาวะที่ถูกสกัดจุดจนร่างกายแข็งทื่อ การที่นางต้องอยู่ในท่า "พยัคฆ์โผนตะปบเหยื่อ" หรือท่าคลานสี่ขานั้น กลับกลายเป็ภาพที่อัปยศอดสูยิ่งกว่าเดิม เพราะร่างของนางไม่สามารถค้ำยันตัวเองได้ ทำให้ใบหน้าสวยซึ้งและทรวงอกอิ่มทั้งสองข้างต้องแนบชิดบี้แบนไปกับพื้นดิน ขณะที่บั้นท้ายกลมมนขาวผ่องกลับถูกยกเชิดขึ้นเด่นตระหง่านท้าทายแสงจันทร์ ผิวพรรณส่วนหลังที่โค้งเว้าเว้าลงไปถึงร่องก้นนั้นดูยั่วยวนจนยากจะถอนสายตา
หย่งชิงเริ่มคืนสติกลับมาจากการล่องลอย ความอุ่นวาบของน้ำเชื้อที่ยังนองอยู่ในท้องทำให้นางรู้สึกละอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ท่าทางที่เหมือนแม่โคที่รอการผสมพันธุ์นี้ช่างทำลายเกียรติของฮูหยินผู้สูงศักดิ์จนหมดสิ้น
“ฮูหยิน... ดูท่าทางของท่านสิ ช่างเชิญชวนให้ข้ากระแทกกระทั้นเหลือเกิน!”
กูกู่เถิงไม่รอช้า มันจับสะโพกผึ่งผายของนางไว้มั่นแล้วจ่อยอดแท่งั์เข้าสู่ ถ้ำสวาท อีกครั้ง คราวนี้ัั์มุดทะลวงเข้าไปได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ราวกับทางเข้านั้นเปิดอ้ารอรับมันอยู่แล้ว ทั้งจากหยาดน้ำกามที่หลั่งออกมาเพราะความกำหนัด และน้ำอสุจิขาวขุ่นจากรอบแรกที่ยังเคลือบชโลมจนผนังถ้ำลื่นปรื๊ด ผนังเนื้อที่เพิ่งถูกขยายจนบวมแดงยังไม่ทันหุบตัวลง ทำให้มันสามารถกลืนกินความใหญ่โตเข้าไปได้จนสุดโคนในคราวเดียว
ปึก!
“อ๊ะ... อื้อออ!” หย่งชิงครางไม่ออกแต่ดวงตาเบิกกว้าง ทันทีที่แท่งร้อนแทงเข้าออกเพียงไม่กี่จังหวะ สติสัมปชัญญะที่นางเพิ่งกู้คืนมาก็พังทลายลงอีกครั้ง ความเสียวซ่านมหาศาลจู่โจมเข้าที่จุดลึกสุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่องเนื้อสีชมพูที่เคยบริสุทธิ์บัดนี้ถูกถ่างขยายจนเห็นรอยแยกสีแดงสด มันดูดเม้มและกลืนกินแท่งหยกท่อนหนาประดุจสัตว์ป่าที่หิวโหย
เสียงเนื้อกระทบกัน ตับ! ตับ! ตับ! ดังสนั่นหวั่นไหว จังหวะการเย็ดที่ดิบเถื่อนทำให้หน้าอกของนางที่บี้กับพื้นสั่นไหวไปตามแรงกระแทก ในใจของนางเริ่มเปลี่ยนไป ความรู้สึกขัดขืนจางหายกลายเป็ความยินดีที่ถูกปรนเปรอ ร่างกายของนางต้อนรับการรุกรานนี้ราวกับเป็ส่วนหนึ่งของกันและกัน นางเผลอไผลไปกับรสกามที่รุนแรงจนถึงขั้นลืมสิ้นทุกศักดิ์ศรี
กูกู่เถิงเร่งความเร็วขยับซอยถี่รัว จนในที่สุดมันก็คำรามลั่นพร้อมกับกระแทกครั้งสุดท้ายฝังลึกเข้าไปชนปากมดลูกอีครั้ง น้ำอสุจิจำนวนมหาศาลพุ่งกระฉูดรดใบหน้ามดลูกของนางระลอกแล้วระลอกเล่า หย่งชิงกระตุกเกร็ง ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรงเมื่อถึงจุดสุดยอดพร้อมกับศัตรู ความร้อนจากลาวากามที่ฉีดพ่นอยู่ภายในทำให้นางรู้สึกเหมือนบรรลุขึ้น์ชั้นฟ้าจนสมองขาวโพลน
“สะ... สะใจข้านัก! ฮูหยินเ้าช่าง...” กูกู่เถิงแหงหน้าขึ้นฟ้า สูดปากด้วยความพึงพอใจมหาศาล ทว่าคำพูดของมันกลับต้องหยุดชะงักลง
ฉึก!
ปลายดาบเหล็กกล้าเล่มหนึ่งพุ่งทะลุจากแผ่นหลังที่อ้วนทึนออกมาทางหน้าอก เืสีแดงสดพุ่งกระฉูดออกมาเปรอะเปื้อนแผ่นหลังขาวเนียนของไป๋หย่งชิง กูกู่เถิงดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า มันค่อยๆ หันหน้าไปมองเื้ัด้วยความไม่อยากเชื่อ
สิ่งที่มันเห็นคือ ไป๋หย่งเจิ้ง ในสภาพใบหน้าฟกช้ำและโชกไปด้วยเื ทว่าดวงตาของชายหนุ่มกลับลุกโชนด้วยไฟแค้นที่เย็นเยียบ มือที่สั่นระริกกำด้ามดาบที่ปักคาอกศัตรูไว้แน่น
“เ้า...” กูกู่เถิงเค้นเสียงออกมาได้เพียงคำเดียว ก่อนที่เรี่ยวแรงจะดับวูบลง
ไป๋หย่งเจิ้งชักดาบออกอย่างแรง เืสีแดงฉานพุ่งกระฉูดออกจากาแของกูกู่เถิง ร่างอ้วนทึนล้มคว่ำลงกับพื้นขาดใจตายในทันที พร้อมกับที่แท่งเนื้อขนาดมหึมาที่ยังคงขยายตัวคับแน่นหลุดพรวดออกมาจากร่างของมารดา
หย่งเจิ้งไม่อาจหลีกเลี่ยงสายตาจากภาพเบื้องหน้าได้ เขาเห็น ถ้ำสวาท ของมารดาที่บัดนี้บวมช้ำและแดงก่ำจากการถูกเสียดสีอย่างรุนแรง ปากทางรักที่เคยปิดมิทบัดนี้อ้าค้างอยู่อย่างน่าเวทนา น้ำอสุจิสีขาวขุ่นผสมปนเปกับน้ำหวานแห่งกามราคะไหลทะลักออกมาตามง่ามขาไม่หยุดหย่อน บ่งบอกถึงความดิบเถื่อนที่นางเพิ่งได้รับมา
ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนหัวใจถูกกรีด เขาเมินหน้าหนีภาพความอัปยศนั้นด้วยความเ็ป ก่อนจะรีบเข้าไปพยุงร่างที่แข็งทื่อของมารดาขึ้นมา ใบหน้าของไป๋หย่งชิงบัดนี้เลื่อนลอย ดวงตาพริ้มเพราเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย
“มารดา! ได้ยินข้าไหม! มารดา” หย่งเจิ้งเขย่าตัวเรียกสติ
เมื่อได้ยินเสียงบุตรชาย สติของหย่งชิงก็ค่อยๆ ฟื้นคืนมา ทว่าทันทีที่ความทรงจำย้อนกลับมาว่านางเพิ่งถูกกระทำชำเราอย่างป่าเถื่อนเพียงใด และบุตรชายต้องมาเห็นสภาพที่น่าอดสูเช่นนี้ ความรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่ก็เข้าครอบงำจิตใจ หากนางขยับกายได้ นางคงเลือกจบชีวิตตนเองด้วยกระบี่ไปแล้วเพื่อหนีจากความอัปยศที่ไม่มีวันลบเลือน
“มารดา... ข้ารู้ว่าท่านคิดจะทำอะไร" หย่งเจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่หนักแน่น "แต่ข้าขอให้ท่านล้มเลิกความคิดนั้นเสีย ตอนนี้ข้ามีเพียงท่านคนเดียวแล้ว ท่านต้องอยู่ต่อไปเพื่อช่วยข้าล้างแค้นให้ท่านพ่อ... ข้าไม่มีทางทำสำเร็จได้หากไม่มีท่าน หากท่านเห็นด้วยกับข้า ขอให้ท่านกระพริบตาสองครั้ง”
หย่งชิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ภาพของ ไป๋เจิ้งฉี สามีผู้ยอมสละชีพเพื่อเป็เหยื่อล่อให้พวกนางหนีรอดผุดขึ้นมาในหัว ความรักและความแค้นที่มีต่อศัตรูเริ่มมีน้ำหนักมากกว่าความอับอาย นางจึงตัดสินใจกระพริบตาสองครั้งเพื่อยืนยันว่าจะอยู่สู้ต่อไป
หย่งเจิ้งยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เขาจัดการคลายจุดสกัดให้มารดาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหยิบเอาเศษอาภรณ์ที่ขาดวิ่นของนางมาห่อหุ้มร่างกายที่เปลือยเปล่าไว้เพื่อปกปิดภาพที่ทำให้นางต้องละอายใจ
“มารดา เราจะทำอย่างไรกันต่อดี...” หย่งเจิ้งพึมพำพร้อมกับกำ จี้หยก ที่คล้องอยู่ที่คอไว้แน่น จี้หยกชิ้นนี้เองที่เป็ต้นเหตุของมหันตภัยทั้งหมด
ย้อนกลับไปไม่กี่สัปดาห์ก่อน ขณะที่เขากับบิดาไปตกปลาในป่าลึก พวกเขาพบชายผู้หนึ่งาเ็สาหัสใกล้ตาย บิดาของเขาเข้าไปหวังจะช่วยชีวิต แต่ชายผู้นั้นกลับสิ้นใจโดยที่มือยังกำจี้หยกนี้ไว้แน่น ทันทีที่ไป๋เจิ้งฉีเห็นมัน เขาก็มีท่าทางตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งคืนนี้ที่มารหน้าขาวและพรรคพวกฝ่ายอธรรมบุกมาฆ่าล้างตระกูลเพื่อแย่งชิงมัน
บิดาของเขาเคยสั่งเสียไว้ก่อนสิ้นใจว่า จี้หยกนี้คือส่วนหนึ่งของลายแทงที่ซ่อนสุดยอดวิชาในตำนาน ผู้คนทั่วหล้าต่างกระหายที่จะมัน โดยหารู้ไม่ว่ามันคือ 'ยันต์มรณะ' ที่จะเรียกหาความวิบัติมาสู่ผู้ถือครองอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และบัดนี้ ภาระอันหนักอึ้งนี้ได้ตกมาอยู่ในมือของเขากับมารดาเสียแล้ว
ไป๋หย่งชิงมองดูลูกชายที่พยายามทำเข้มแข็งเพื่อปกป้องนาง นางจึงข่มความร้าวรานในใจแล้วเอ่ยเสียงสั่นเครือ “อาเจิ้ง... พ่อของเ้าเคยบอกว่า เขามีสหายสนิทที่เป็เ้าของสำนักคุ้มกันภัยอยู่ที่กวางโจว คนผู้นั้นคือ กัวฉงเฟิง แม้เขาจะมีนิสัยทะลุดุดันไปบ้าง แต่ก็เป็คนที่ยึดมั่นในคุณธรรมอย่างแท้จริงและพึ่งพาได้ที่สุดในยามนี้”
นางเว้นจังหวะพลางมองไปที่หน้าอกของลูกชาย “และจี้หยกนั่น... เ้าห้ามให้ใครเห็นเด็ดขาด เก็บมันไว้ใต้เสื้อให้มิดชิดที่สุด ของสิ่งนี้คือนำพาเภทภัยมาสู่ตัวเรา”
หย่งเจิ้งพยักหน้าอย่างว่าง่าย เขาหยิบจี้หยกซุกซ่อนไว้ใต้คอเสื้ออย่างมิดชิด จากนั้นหย่งชิงลอบสำรวจสภาพร่างกายของตนเองที่ดูไม่จืดต่อหน้าลูกชาย รอยช้ำตามเนื้อตัวและความเปียกชื้นที่ง่ามขาคอยย้ำเตือนถึงความอัปยศที่เพิ่งผ่านพ้นไป ภาพกูกู่เถิงที่ขย่มกายบนร่างนางยังคงติดตาจนนางอยากจะกรีดร้อง ทว่าคำพูดของลูกชายที่บอกว่านางต้องอยู่เพื่อแก้แค้นกลับเป็ดั่งน้ำทิพย์ที่ชโลมใจให้นางต้องอดทน
“อาเจิ้ง... เ้าช่วยไปหยิบห่อผ้าที่ตกอยู่ตรงนั้นมาให้แม่ที แม่ต้องรีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยด่วน ก่อนที่พวกมารหน้ากากขาวจะตามมาสมทบ”
หย่งเจิ้งรีบวิ่งไปหยิบห่อผ้าที่ปลิวหลุดมือมารดาในตอนที่ถูกกูกู่เถิงโจมตีมาให้นางด้วยท่าทีสำรวม เขาหันหลังให้เพื่อให้มารดาได้จัดการร่างกายอย่างรวดเร็วที่สุด
ณ จวนตระกูลไป๋ กลิ่นอายแห่งจุดจบ
ในเวลาเดียวกันนั้น ภายในจวนตระกูลไป๋ที่เคยรุ่งเรืองกลับเงียบสงัดราวกับสุสาน มีเพียงร่างของ ไป๋เจิ้งฉี ที่นั่งสิ้นใจอยู่กลางลานบ้าน ร่างกายของเขากลายเป็สีม่วงคล้ำด้วยพิษร้ายทว่ามือหนายังคงกำดาบใหญ่ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย บ่งบอกถึงจิตใจที่แข็งแกร่งและหยิ่งทนงจนวินาทีสุดท้าย
มารหน้ากากขาวมองภาพนั้นด้วยสายตาเ็า บริวารคนหนึ่งก้าวเข้ามาประสานมือ “ท่านประมุข... จะให้พวกเราตามล่าสองแม่ลูกนั่นต่อเลยหรือไม่ขอรับ? กูกู่เถิงอาจจะจัดการพวกนางได้ แต่ถ้าหากมันพลาด...”
มารหน้ากากขาวกลับยิ้มกริ่มภายใต้หน้ากากหยก “ไม่จำเป็... หน้าที่ของพวกเราในคืนนี้จบลงแล้ว ความตายของไป๋เจิ้งฉีคือสิ่งที่ข้า้า ส่วนที่เหลือ... ให้เป็หน้าที่ของสองพ่อลูกตระกูลกัวจัดการต่อเถอะ”
เขาก้มลงใช้กรงเล็บเหล็กคีบดาบของไป๋เจิ้งฉีขึ้นมามองดูครู่หนึ่ง ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบๆ จวนที่ไร้สิ่งมีชีวิต ความมืดมิดและกลิ่นเืโชยมาตามลมเย็น มารหน้ากากขาวแค่นยิ้มออกมาอย่างพึงใจ
“เหยื่อที่วิ่งเข้าไปหาผู้พรานเอง... มักจะดิ้นรนได้น่าสนุกกว่าเสมอ”