บทที่ 4
บทสนทนาบนโต๊ะอาหาร
หลังจากสนทนาเรื่อยเปื่อยได้สักพัก เติ้งฮวนลี่ก็เริ่มสอนกู่เจิงให้กับศิษย์ทั้งสามคน จากนั้นก็ปล่อยให้พวกเขาผลัดกันบรรเลงกู่เจิง แน่นอนว่าผู้ที่ทำได้ดีที่สุดก็ไม่พ้นจางอวี้ตี๋ เห็นได้ชัดจากแววตาชื่นชมของเติ้งฮวนลี่ เมื่อศิษย์แต่ละคนบรรเลงเพลงจนจบ เติ้งฮวนลี่ก็จะชี้แนะจุดที่ผิดพลาดให้ทีละคนๆ จนกระทั่งเวลาเลิกเรียน หลังจากที่ส่งเติ้งฮวนลี่กลับจวน จางอวี้ตี๋จึงแยกกลับไปที่เรือน ระหว่างที่เดินกลับนั้นเขาก็สั่งบ่าวรับใช้ในเรือนไปแจ้งที่โรงครัวกับเรือนฮุ่ยกู้ว่าจะไปทานอาหารเย็นด้วย
เมื่อมาถึงเรือน จางอวี้ตี๋ก็นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ รอจนเถาฉิงเทียนชงชาเสร็จ ก็หยิบจอกชาขึ้นมาจิบ กลิ่นหอมๆที่ทิ้งบนปลายลิ้นทำให้จางอวี้ตี๋รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้คล้ายกับจะผลาญพลังชีวิตของเขาไปมาก ยามที่เผชิญหน้ากับคนที่คุ้นเคยและรู้จักในชาติที่แล้ว ทำให้อารมณ์ของจางอวี้ตี๋ขึ้นๆลงๆ จนแทบปรับตัวตามไม่ทัน แต่จางอวี้ตี๋เชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ เขาก็จะปรับตัวได้เอง ในอนาคตถ้าหากเจอคนที่คุ้นเคยในชาติที่แล้ว เขาก็สามารถรับมือได้
นั่งพักได้ครู่หนึ่ง ร่างบอบบางก็ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีที่กระฉับกระเฉง ใบหน้าสวยหันมาพูดกับเถาฉิงเทียนด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง
“ไปที่เรือนฮุ่ยกู้กันเถอะ” เถาฉิงเทียนที่ยืนอยู่ข้างๆก็คลี่ยิ้มกว้างออกมา ก่อนจะเดินตามหลังจางอวี้ตี๋ไปยังเรือนฮุ่ยกู้ทันที การที่สองคนแม่ลูกกลับมาคืนดีกัน คนที่ดีใจที่สุดนอกจากฮูหยินแล้ว ก็มีคนรอบข้างเนี่ยแหละ ที่รู้สึกปลาบปลื้มไปด้วย ขณะที่กำลังจะเดินออกจากเรือนนั้น บ่าวรับใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามาคำนับ ก่อนจะกล่าวว่า “คุณชายสาม ฮูหยินสั่งให้ข้าน้อยมาเรียนคุณชายสามว่าสำรับอาหารจะถูกจัดที่เรือนหลักขอรับ”
จางอวี้ตี๋อดขมวดคิ้วไม่ได้ แต่ก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ที่จวนอื่นนั้นมีกฎอย่างไร จางอวี้ตี๋ไม่อาจจะทราบ แต่กฎของจวนตระกูลจางนั้นมีเขียนอย่างชัดเจนว่าในหนึ่งเดือนทุกคนในตระกูลจะต้องมาทานอาหารอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน ส่วนเวลาอื่นให้ต่างคนต่างทานในเรือนของตัวเอง แต่ในบางครั้งบุตรชายหรือบุตรเกอที่ออกจากเรือนของมารดาไปแล้ว ก็จะไปร่วมทานอาหารที่เรือนของมารดา
อันที่จริง จางอวี้ตี๋สมควรที่จะพักอาศัยร่วมชายคาเดียวกับมารดาของตัวเอง จนกว่าที่เขาจะเข้าพิธีสวมกวาน แต่ทว่าเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีนั้น ทำให้บิดาของเขา ตัดสินใจแยกจางอวี้ตี๋ออกจากเรือนของมารดาเร็วกว่าปกติ และหลังจากที่จางอวี้ตี๋แยกเรือนไปอยู่คนเดียวได้ปีหนึ่ง พี่ใหญ่ก็เข้าพิธีสวมกวานในปีถัดมา และย้ายออกจากเรือนของมารดาไป ทำให้ซุนหัวลี่ต้องอยู่เรือนคนเดียว
แม้จะรู้ว่าบิดาให้ตั้งสำรับอาหารไว้ที่เรือนหลัก แต่จางอวี้ตี๋ก็ยังคงมุ่งหน้าไปที่เรือนฮุ่ยกู้อยู่ดี เนื่องจากยังมีเวลาเหลืออยู่อีกเล็กน้อยกว่าจะถึงเวลาทานอาหารเย็นพร้อมกัน ฉะนั้นใช้เวลาที่มีอยู่ไปนั่งพูดคุยกับมารดาจะดีกว่า เท้าเล็กๆของจางอวี้ตี๋ก็มุ่งหน้าไปยังเรือนฮุ่ยกู้ เมื่อร่างบางปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าของเรือนฮุ่ยกู้ ร่างเล็กๆของมารดาที่กำลังนั่งอ่านบัญชีอยู่ก็พลันดีดตัวลุกขึ้นยืนทันที ใบหน้าหวานของมารดาคลี่ยิ้มอย่างดีใจออกมา
“เสี่ยวตี๋?!”
“คารวะท่านแม่” ซุนหัวลี่รีบเดินเข้ามาประคองร่างของจางอวี้ตี๋ด้วยความรู้สึกดีใจ เมื่อเช้าได้นั่งทานอาหารด้วยกันก็ดีใจแทบแย่แล้ว ตกเย็นบ่าวเรือนลูกก็วิ่งมาบอกว่าเสี่ยวตี๋ของนางจะมาทานอาหารเย็นด้วย ทำให้ซุนหัวลี่ดีใจจนตัวสั่นไปหมด และคาดไม่ถึงเลยว่าบุตรชายคนเล็กผู้นี้จะมาหานางถึงเรือน ทั้งๆที่บ่าวของสามีก็มาแจ้งว่าจะเรียกทุกคนไปทานอาหารเย็นด้วยกัน ฉะนั้นซุนหัวลี่จึงคิดว่าตัวเองคงจะเจอบุตรชายคนเล็กที่เรือนหลักเป็แน่ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะมาหานางถึงเรือน
“ข้ามารบกวนท่านแม่หรือไม่?” จางอวี้ตี๋เอ่ยถาม ขณะเหลือบมองสมุดบัญชีมากมายที่กองอยู่บนโต๊ะ ซุนหัวลี่รีบส่ายหน้า
“ไม่เลย สมุดบัญชีเ่าั้ แม่ตรวจเสร็จแล้ว เพียงแค่ตรวจทานอีกรอบเท่านั้น” ขณะที่พูด บ่าวรับใช้ในเรือนฮุ่ยกู้ก็พากันยกสมุดบัญชีออกไป เพื่อให้มีที่ว่างสำหรับวางอาหารทานเล่นและชุดชงชา ซุนหัวลี่จูงมือจางอวี้ตี๋ให้มานั่ง จากนั้นสองแม่ลูกก็พากันพูดคุยสนทนากันอย่างเรื่อยเปื่อย ความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกันมาหลายปี ก็ดูเหมือนว่าจะค่อยๆผสานรอยร้าวขึ้นมาแล้ว จนกระทั่งใกล้ถึงเวลาทานอาหารเย็น สองแม่ลูกจึงพากันเดินออกจากเรือนฮุ่ยกู้และตรงไปยังห้องโถงของเรือนหลัก
แม้จะบอกว่าให้ทุกคนในตระกูลมาร่วมทานอาหารด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ‘ทุกคน’ จริงๆ มีแค่หัวหน้าตระกูลอย่างบิดา ฮูหยิน บรรดาลูกๆและอนุที่คลอดบุตรให้กับบิดาเท่านั้น จางอวี้ตี๋ประคองมารดาไปยังเรือนหลัก ก่อนที่ทั้งคู่จะบังเอิญมาพบกับจางเสี่ยงหลิงและฉางซิ่วเหวินที่หน้าประตู เมื่อเห็นจางอวี้ตี๋กับซุนหัวลี่ จางเสี่ยงหลิงและฉางซิ่วเหวินก็พากันชะงัก ก่อนจะคำนับซุนหัวลี่ มารดาของจางอวี้ตี๋ก็พยักหน้ารับแบบขอไปที ก่อนจะพาจางอวี้ตี๋เข้าไปในเรือนหลัก
แม้ว่าซุนหัวลี่จะมีชื่อเสียในเื่ความหึงหวงที่เกินพอดี แต่ทว่าก็ดูแลอนุในเรือนอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง สิ่งใดควรมีก็มี สิ่งใดไม่ควรขาดก็มีพร้อม นางจะอาละวาดและกลั่นแกล้งเฉพาะคนที่เป็เมียเก็บอยู่นอกจวน ส่วนบรรดาอนุในจวน ก็วางตัวแบบน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง อาจจะกล่าวได้ว่าเรือนหลังของจางจิ้งเหรินสงบสุขมากกว่าบรรดาขุนนางคนอื่นๆ ซึ่งบางครั้งจางอวี้ตี๋ก็ไม่เข้าใจบิดา เพราะเรือนหลังสงบมากไปหรือ ถึงได้ชอบไปหาเศษหาเลยอยู่ด้านนอก?
จางจิ้งเหรินที่กำลังสนทนาอยู่กับจางเต๋ออิ่งและจางเซินเป้ย เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก จึงหันไปมอง ก่อนจะเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อพบว่าจางอวี้ตี๋กำลังประคองฮูหยินของตนเดินเข้ามา ท่าทางเสียกริยาเช่นนี้ ไม่อาจกล่าวได้ว่าเกินจริง เพราะจางอวี้ตี๋นั้นมักจะชอบหลีกเลี่ยงซุนหัวลี่อยู่บ่อยๆ ฉะนั้นการได้เห็นสองแม่ลูกคู่นี้อยู่ด้วยกัน จึงสร้างความประหลาดใจให้กับจางจิ้งเหรินเป็อย่างมาก
“ดูทำท่าเข้า ท่านพี่” ซุนหัวลี่มองค้อนจางจิ้งเหรินอย่างไม่พอใจ แค่แม่ลูกอยู่ด้วยกัน เหตุใดถึงได้ทำท่าประหลาดเช่นนั้นออกมา ถ้าหากจางอวี้ตี๋รู้สึกเก้อเขินและทำตัวเหินห่างกับนางล่ะก็ นางจะบิดเนื้อสามีให้หลุดเลยคอยดู
จางจิ้งเหรินกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะถามออกมาด้วยความแปลกใจว่า “พวกเ้าสองคนคืนดีกันั้แ่เมื่อไหร่?”
“ท่านพี่!” ซุนหัวลี่ร้องเรียกเสียงสูง จางอวี้ตี๋คลี่ยิ้มบางๆออกมา ก่อนจะตอบกลับไปว่า “ท่านพ่อ ข้าสำนึกผิดแล้ว และอยากจะกตัญญูต่อท่านแม่ให้มากๆ นับจากนี้ข้าจะปรับปรุงตัว ไม่ทำตัวแบบเดิมอีกต่อไป”
“ดีๆๆ สำนึกได้ก็ดีแล้ว” จางจิ้งเหรินหัวเราะออกมาอย่างพอใจ ตัวเขาเองก็เคยพยายามเกลี้ยกล่อมให้จางอวี้ตี๋สำนึกผิดและกลับไปคืนดีกับฮูหยิน แต่ทว่าผลที่ได้กลับไม่เป็ดั่งที่หวัง แม้ว่าจางอวี้ตี๋จะสำนึกผิด แต่กลับไม่ยอมเข้าใกล้หรือสนิทสนมกับมารดาดังเดิม เื่นี้จึงสร้างความกังวลให้กับจางจิ้งเหรินอยู่ลึกๆ แต่ตอนนี้ความกังวลในใจของเขาก็ได้คลี่คลายลงแล้ว
“คารวะท่านพี่/ท่านพ่อ” ตอนนี้เองก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา เมื่อจางจิ้งเหรินหันไปมองก็พบว่าเป็อนุคนโปรดและบุตรคนที่สี่
“มาแล้วหรือเหวินเอ๋อร์ เสี่ยวหลิง” จางจิ้งเหรินหันไปถามไถ่สองแม่ลูกที่เพิ่งเข้ามา ก่อนที่เสียงฝีเท้าของคนอีกจำนวนหนึ่งจะดังมาจากหน้าห้อง จากนั้นร่างระหงของสตรีสองนางก็ปรากฏตัวขึ้น
“คารวะท่านพี่/ท่านพ่อ” เป็อู่ปิงเสวี่ยอนุภรรยาอีกคนของท่านพ่อ กับน้องเล็กจางเยว่เจิง เมื่อเห็นว่าทุกคนมากันพร้อมหน้าพร้อมตา จางจิ้งเหรินจึงบอกให้ทุกคนนั่งประจำที่ จากนั้นก็เริ่มลงมือทานอาหาร จนกระทั่งทานอาหารเสร็จเรียบร้อย และบรรดาบ่าวรับใช้เก็บสำรับออกจากโต๊ะไปจนหมด จางจิ้งเหรินที่นั่งอยู่หัวโต๊ะจึงเริ่มบทสนทนาขึ้นมา
“อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็จะถึงการสอบระดับมณฑลแล้ว ดังนั้นอาอิ่ง เ้าจะต้องขยันหมั่นเพียรให้หนัก ถ้าหากพลาดการสอบในครั้งนี้ เ้าจะต้องรอไปอีกสามปีเชียวนะ” จางจิ้งเหรินหันมาพูดกับบุตรชายคนโตด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาคาดหวังกับบุตรชายคนนี้มาก ถ้าหากจางเต๋ออิ่งสอบผ่าน อีกสองปีข้างหน้าก็เตรียมตัวสอบระดับเมืองหลวงและระดับแคว้นได้เลย และถ้าหากสอบผ่าน ด้วยอำนาจและเส้นสายที่เขามีอยู่ในมือ มันไม่ยากที่จะหาตำแหน่งขุนนางให้กับบุตรชายของเขาได้
“ท่านพ่อโปรดวางใจ ลูกจะพยายามอย่างหนักขอรับ!” จางจิ้งเหรินพยักหน้าอย่างพอใจ เขาจะไม่ยอมให้ตระกูลจางตกต่ำลงไปมากกว่านี้
ในอดีตบรรพบุรุษของตระกูลจางสามารถสอบผ่านจิ้นซื่อ และเป็ถึงจ้วงหยวน หลังจากนั้นเขาก็ได้คลุกคลีและดิ้นรนอยู่ในแวดวงขุนนางอยู่หลายปี จนในที่สุดก็สามารถยืนหยัดอยู่ในเมืองหลวงได้อย่างมั่นคง ก่อนที่ตระกูลจางจะค่อยๆตกต่ำลงในรุ่นของท่านทวดและท่านปู่ แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่ท่านพ่อสามารถสอบผ่านจิ้นซื่อ และใช้เส้นสายที่ตระกูลจางได้วางรากฐานไว้ ถีบตัวเองขึ้นมาเป็ขุนนางขั้นที่ 5 ในทุกวันนี้
ที่จางจิ้งเหรินเอ็นดูจางเต๋ออิ่งมาก ไม่ใช่แค่ว่าจางเต๋ออิ่งเป็บุตรชายคนโตของตระกูล แต่ยังรวมไปถึงการที่เขามีสติปัญญาที่ฉลาดเฉลียวเกินวัยอีกด้วย ดังนั้นจางจิ้งเหรินจึงตั้งความหวังไว้กับจางเต๋ออิ่ง เขาอยากให้บุตรชายคนนี้ฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของตระกูลจางขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งหนึ่งตระกูลจางของพวกเขาเคยมีขุนนางขั้นที่ 3 อยู่ แต่บัดนี้ แม้แต่ขุนนางขั้นที่ 5 ก็แทบจะเกาะตำแหน่งไว้ไม่ไหวแล้ว ก่อนที่เขาจะเกษียณตำแหน่งออกไป บุตรชายของเขาจะต้องมีรากฐานที่มั่นคงในแวดวงขุนนางเสียก่อน
“เสี่ยวเป้ย เ้าเองก็เช่นกัน เ้าจะต้องสอบระดับอำเภอให้ผ่านรู้ไหม?”
“ขอรับ” จางเซินเป้ยรับคำเสียงเบา จางอวี้ตี๋เหลือบมองไปที่พี่สอง เท่าที่เขาจำได้จางเซินเป้ยไม่ใช่คนเรียนเก่งอะไร อาจจะบอกได้ว่าความสามารถของเขานั้นธรรมดามาก มองอย่างไรก็ไม่มีหวังที่จะขึ้นเป็ขุนนางตำแหน่งสูงได้ ด้วยเหตุนี้ท่านพ่อจึงทุ่มเส้นสายของตัวเองไปให้กับพี่ใหญ่ จนกระทั่งน้องสี่ จางเสี่ยงหลิงได้ตบแต่งเป็หรูเหริน พระชายารองในอ๋อง ทำให้จางเซินเป้ยได้รับการสนับสนุนจากน้องเขย จนได้ครองตำแหน่งขุนนางขั้นที่ 3 ผิดกับพี่ใหญ่ของเขา ที่แม้ว่าจะใช้ความพยายามและความสามารถของตัวเอง แต่ก็ยังดิ้นรนขึ้นมาได้แค่ขุนนางขั้นที่ 4
ถ้าหากอดีตสามีผู้นั้นยอมช่วยจางเต๋ออิ่ง ด้วยเส้นสายของเขาและความสามารถของพี่ชาย ตำแหน่งขุนนางขั้นที่ 3 คงไม่ไกลเกินเอื้อม และไม่แน่ว่าอาจจะได้ครองตำแหน่งขุนนางขั้นที่ 2 ด้วยซ้ำ แต่น่าเสียดายที่สามีผู้นั้นเป็คนหัวแข็ง เขาไม่ยอมใช้อำนาจหรือเส้นสายเพื่อช่วยเหลือพี่ชายของเขา แต่กลับบอกให้พี่ชายของเขาใช้ความสามารถของตัวเองไต่เต้าขึ้นมา ยังดีที่แม้ว่าจะไม่ช่วย แต่ก็ไม่ยอมให้ใครมารังแกพี่ชายของเขา ก็ยังนับว่าสามีบัดซบผู้นั้น ก็ยังพอมีความดีอยู่บ้าง
จางอวี้ตี๋หันไปมองพี่ชายของตนพร้อมกับคิดในใจว่า ชาติที่แล้วตัวเองไม่อาจสนับสนุนพี่ใหญ่ได้ แต่ในชาตินี้เขาจะสนับสนุนพี่ใหญ่เอง!
“ส่วนเื่ที่สอง เดือนหน้าท่านย่าจะกลับมาอยู่ที่จวนของพวกเรา” จางจิ้งเหรินกล่าวด้วยน้ำเสียงดีใจ
นับั้แ่ท่านผู้เฒ่าได้จากไป ฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่อาจทำใจอยู่ในจวนนี้ได้ ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่ความทรงจำของสามีอยู่ทุกที่ในจวน ดังนั้นฮูหยินผู้เฒ่าจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่บ้านบรรพบุรุษในชนบท ตอนนั้นเองใบหน้าของหญิงชราที่ดูใจดีก็ปรากฏขึ้นมาในหัวของจางอวี้ตี๋ จากนั้นใบหน้าสวยก็พลันซีดเผือดขึ้นมา จางอวี้ตี๋เริ่มจำเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้และอนาคตอันใกล้นี้ได้ เนื่องจากผ่านมาเป็สิบปีแล้ว ทำให้จางอวี้ตี๋ก็หลงๆลืมๆเื่ราวไปบ้าง
เหตุการณ์ที่บิดาเรียกพวกเขามาคุยในวันนี้ จางอวี้ตี๋ไม่อาจจะจำได้ แค่รู้สึกเหมือนกับว่าคลับคล้ายคลับคลาเท่านั้น แต่เหตุการณ์ที่จำได้แม่นที่สุดก็คือ การกลับมาในครั้งนี้ ท่านย่าไม่ได้กลับมาแบบมีชีวิต! หากจำไม่ผิด ในระหว่างที่เดินทางกลับนั้น ขบวนเดินทางของฮูหยินผู้เฒ่าถูกโจรชั่วดักปล้น พวกมันช่างเลวทรามมาก ไม่เพียงแต่ปล้นของในขบวนแล้ว ยังเข่นฆ่าผู้คนในขบวนพร้อมทั้งฉุดคร่าสาวใช้ของตระกูลไปด้วย
แม้ว่าโจรเ่าั้จะถูกทางการกวาดล้างในภายหลัง และถูกปะาชีวิตไป แต่ทว่าความตายของพวกมันก็ไม่อาจจะคืนชีวิตที่เสียไปของฮูหยินผู้เฒ่าได้ จางอวี้ตี๋จำได้ว่า ตอนที่ท่านพ่อทราบข่าวถึงกับล้มทั้งยืน และเก็บตัวเงียบอยู่คนเดียวหลายวัน ความจริงแล้วท่านพ่อก็มีความคิดที่จะไปรับท่านย่าเอง เสียแต่ว่าในตอนนั้นท่านพ่อมีงานรัดตัว จึงไม่อาจปลีกตัวไปรับได้ ส่วนพี่ใหญ่และพี่สองก็ต้องเตรียมตัวสอบ ดังนั้นคนที่ว่างก็มีแค่เขา น้องสี่และน้องห้า แต่พวกเขาในตอนนั้นไม่มีใครอาสาไปรับท่านย่า เนื่องจากว่าไม่อยากลำบากเดินทาง
จางอวี้ตี๋ลอบกำหมัดแน่น ก่อนจะตัดสินใจบางอย่าง “ท่านพ่อ”
“ว่าอย่างไรเสี่ยวตี๋?”
“ลูกขอเป็ตัวแทนท่านพ่อไปรับท่านย่าที่บ้านบรรพบุรุษเองขอรับ” จางจิ้งเหรินตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างพอใจ อันที่จริงแล้วจางจิ้งเหรินก็หวังอยากให้จางอวี้ตี๋หรือจางเสี่ยงหลิงอาสาไปรับท่านย่า แต่เขาก็ไม่อยากบังคับลูกๆ เลยไม่พูดเื่นี้ออกไป บุตรของเขา เขาเลี้ยงมาเป็อย่างดี ฉะนั้นเขาก็คงทนไม่ได้ถ้าหากลูกๆจะต้องไปลำบากที่ชนบท แม้ว่าจะเป็เพียงเวลาไม่กี่วันก็ตาม
“เด็กดี เ้าช่างกตัญญูยิ่งนัก หากไม่ติดว่าพ่อมีงานรัดตัว พ่อคงไปรับท่านย่าของลูกที่บ้านบรรพบุรุษด้วยตัวเองแล้ว แต่ไม่ต้องกังวลนะ พ่อจะส่งคนไปกับลูกเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยให้”
“ท่านพ่อวางใจเถอะ ลูกกับท่านย่าจะต้องเดินทางกลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน”