ฟ้ายังไม่สว่างดีเจินเจินก็ถูกปลุกให้ตื่นการเดินทางเข้าเมืองเป็นระยะทางค่อนข้างไกล หากออกเดินทางสายจะไม่ทันก่อนเที่ยง เด็กหญิงยังคงหลับตาขณะที่กู่ซื่อพาไปอาบน้ำชำระกายและช่วยสวมเสื้อผ้าอาภรณ์เกล้าผมให้
“เด็กดี กินอะไรสักหน่อยก่อนเถิดขึ้นเกวียนเมื่อใดค่อยนอนต่อ”กู่ซื่อพูดกล่อมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เจินเจินที่ยังคงหลับตากล่าวตอบ “เจ้าค่ะ”
ครั้นกู่ซื่ออุ้มพาเด็กหญิงตัวน้อยไปที่ห้องโถงทันทีที่เจินเจินได้กลิ่นหอมของอาหารตาก็ลืมขึ้นในพลัน แววตาแจ่มชัดในทันใดจมูกฟุดฟิดประหนึ่งสุนัขที่ได้กลิ่นหอมของอาหารก็มิปาน
“นี่คืออะไรหรือ”บนโต๊ะมีถ้วยหลายใบวางอยู่
กู่ซื่อยิ้มตอบ “นั่นคือหลัวซือเฝิ่น[1] กลิ่นอาจจะแรง แต่รสชาติอร่อยมาก”ที่บ้านไม่มีหน่อไม้ดอง ตอนทำนางจึงไม่ได้ใส่ลงไป หากใช้ชิงไฉ่[2] ดองแทนส่วนหอยหลัวซือหลังแกะเอาแต่เนื้อนางก็นำไปล้างจนสะอาด ก่อนจะนำไปผัดกับกระเทียมขิง พริกดอง สุราและน้ำตาล เสร็จเรียบร้อยใส่ในกระปุกทิ้งเอาไว้หนึ่งคืน ตอนเช้าถึงค่อยต้มน้ำแกงต้มเส้นบะหมี่ทำเช่นนี้รสชาติของเครื่องเทศจะเข้าเนื้อ
“ในกะละมังยังมีปลาไหลอยู่ตอนเย็นแม่ค่อยทำบะหมี่ปลาไหลให้เจ้าดีหรือไม่”
ไม่ว่าจะเป็นปลาไหลหรือหอยหลัวซือล้วนเป็นกู้อวี้ให้เงินเอ้อร์วั่งไปจับมาไม่รู้ว่าบุตรชายคนโตของนางไปกินอะไรผิดสำแดงทั้งที่ไม่ชอบกินแต่กลับให้เด็กชายในหมู่บ้านไปหามาให้ แต่พอได้มาก็ไม่สนใจ เมื่อนางถามว่าจะให้ทำอะไรกินก็ตอบว่าแล้วแต่
“ดีเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านแม่มาก”เจินเจินหอมแก้มกู่ซื่อหนึ่งทีอย่างเอาใจ ซึ่งประจวบเหมาะกับที่หยวนเหล่าเอ้อร์เดินเข้ามาพอดี
กู้ซิ่วไฉเชื้อเชิญให้กินข้าวด้วยกันหยวนเหล่าเอ้อร์ยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า “นี่จะได้อย่างไร”แม้ปากจะพูดอย่างเกรงอกเกรงใจ แต่กลับนั่งลงทันทีที่สิ้นประโยค จากนั้นลงมือกินโดยไม่สนใจผู้ใดอีกเลย
กู้ซิ่วไฉที่กำลังอ้าปากกล่าวว่า ‘ไม่ต้องเกรงใจ’ แต่ปรากฏว่าหยวนเหล่าเอ้อร์กลับนั่งลงแล้วกินหลัวซือเฝิ่นเข้าไปคำใหญ่แล้วเขาจึงได้แต่ต้องกลืนประโยคนี้ลงท้องแทน
เจินเจินขยับตะเกียบลงมือกินเช่นกันทั้งคู่สมกับเป็นพ่อลูก ท่าทางตอนกินเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน ทั้งตอนคีบเส้นบะหมี่เข้าปากหรือแม้แต่กินเข้าไปแล้วแววตาเปล่งเป็นประกายประหนึ่งไม่เคยกินของที่อร่อยเท่านี้มาก่อนกระนั้นทว่าท่าทางเช่นนี้ทำให้กู่ซื่อรู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่ง อาหารเป็นที่ชื่นชอบของคนกินคนทำเช่นนางจะไม่รู้สึกปลื้มใจได้อย่างไร
“อร่อยเหลือเกิน” เจินเจินกลืนเส้นบะหมี่ลงท้องก่อนจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อหอยเข้าปากตามไปเวลานี้เองนางถึงค่อยสังเกตเห็นว่าบนโต๊ะขาดคนผู้หนึ่งไป
“พี่ชายเล่า”นางหันไปกล่าวถามกู่ซื่อ อีกฝ่ายยิ้มตอบ “พี่ชายของเจ้าไม่ชอบกลิ่นหลัวซือเฝิ่นข้าเลยทอดไข่แล้วยกไปให้กินในห้อง”
“น่าเสียดายเหลือเกินของอร่อยเช่นนี้พี่ชายกลับไม่ชอบ” เจินเจินทำหน้าเสียดาย
เจินเจินไม่เพียงกินเส้นบะหมี่และหอยหลัวซือจนหมดยังยกถ้วยดื่มน้ำแกงจนไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว จากนั้นจึงวางถ้วยลงบนโต๊ะแล้วแลบลิ้นเลียริมฝีปากประหนึ่งว่าของอร่อยเช่นนี้กินเท่าใดก็ไม่เพียงพอ
กู่ซื่อหันไปมองสามีกู้ซิ่วไฉก้มมองน้ำแกงในถ้วยสักครู่ก่อนจะยกขึ้นดื่มบ้าง
เผ็ดเหลือเกิน!
เห็นทุกคนกินอิ่มแล้วกู่ซื่อนำน้ำส้มที่คั้นสดออกมาให้ทุกคนดื่มแก้เผ็ดสองพ่อลูกสกุลหยวนยกถ้วยน้ำส้มขึ้นดื่มจนหมด กู้ซิ่วไฉเห็นแล้วก็อยากจะทำตามบ้างทว่าท้องของเขาในยามนี้เต็มแล้ว ไม่อาจใส่อะไรลงไปได้อีกจึงทำได้แค่มองสองพ่อลูกสกุลหยวนยกถ้วยน้ำส้มขึ้นดื่มลงไปเป็นถ้วยที่สอง
ขณะที่ทุกคนเตรียมตัวจะออกจากบ้านเอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อหลางตื่นขึ้นพอดีและเดินออกมาจากห้องกู่ซื่อบอกกล่าวแก่บุตรชายทั้งสามว่าได้นึ่งหมั่นโถวไว้ให้ อยู่ในลังนึ่งในห้องครัวและสั่งกำชับมิให้บุตรชายออกจากบ้านไปเที่ยวเล่นที่ใด ให้คอยเฝ้าอยู่ในบ้าน
ทั้งสามรับคำขณะมองตามเกวียนเทียมล่อที่กำลังแล่นจากไปไกล
เจ้าใหญ่มองดูเกวียนเทียมล่อของท่านอารองที่กำลังแล่นออกจากหมู่บ้านไปด้วยในใจเจ็บแค้นนางคิดไม่ถึงเลยว่า นับวันร่างกายของสองสามีภรรยากู้จะดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังยินดีให้ความช่วยเหลือแก่บ้านรองอีกต่างหากเกวียนเทียมล่อคันนี้อย่างน้อยก็ต้องมีเงินถึงยี่สิบตำลึงจึงจะหาซื้อมาได้ถึงแม้ว่าชาตินี้นางไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับสกุลกู้ และไม่มีวันชื่นชอบชายพิการอย่างกู้อวี้แต่การที่สกุลกู้ทำดีกับบ้านรองเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกโกรธแค้นบ้านรองมีสิทธิ์อันใดถึงได้รับในสิ่งที่นางไม่เคยได้รับเมื่อชาติก่อนคิดแล้วก็โมโหยิ่งนัก!
ยิ่งระหว่างเดินขึ้นเขาได้เจอชาวบ้านคนใดชาวบ้านคนนั้นจะพูดกับนางเป็นเสียงเดียวกันว่าเจ้าหกช่างเป็นคนโชคดีมีวาสนาเหลือเกิน เข้าไปอยู่บ้านสกุลกู้ได้ไม่เท่าไร คนสกุลกู้ที่ป่วยอยู่ก็กลับมีอาการดีขึ้นทั้งยังพูดกับนางอีกว่า สกุลกู้ช่างเป็นคนดีเหลือเกินให้ความช่วยเหลือบ้านรองที่แยกบ้านออกมาตัวเปล่า
ยิ่งเป็นเช่นนี้ในใจนางก็ยิ่งทั้งโกรธเจ็บใจ และเคียดแค้น แต่เป็นเพราะต้องรักษาภาพลักษณ์อันดีไว้จึงทำได้แค่ยิ้มและพูดคุยปราศรัยตอบกลับไปประโยคสองประโยค
ใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าเจ้าใหญ่จะขึ้นมาถึงตีนเขาในที่สุดนางก็ได้อยู่คนเดียว จากนั้นก้มหน้าสอดส่ายสายตามองหาเหอเปาเฉ่า[3] หลังหลิ่วเหวินไฉถูกเจ้าหกเล่นงานจนเจ็บตัวในครานั้นก็ได้ไปหาท่านหมอซึ่งท่านหมอได้เขียนเทียบยามาให้ ยามนี้มีสมุนไพรครบหมดแล้วจะขาดก็แต่เหอเปาเฉ่าซึ่งมีสรรพคุณลดบวม ท่านหมอบอกว่าบนตีนเขามีสมุนไพรชนิดนี้ขึ้นอยู่หลายต้น โดยได้ให้ตัวอย่างมาและบอกให้หญิงม่ายหลิ่วขึ้นไปเก็บมาต้มยาให้บุตรชายดื่มต่อมาหลิ่วเหวินไฉและหญิงม่ายหลิ่วก็ได้มอบหน้าที่นี้ให้แก่นาง
“แม่นาง ข้าขอสอบถามแม่นางเล็กน้อยไม่ทราบว่าเคยเห็นชายชราสวมเสื้อแขนยาวสีเทาแถวนี้บ้างหรือไม่ ตัวสูงประมาณนี้…”
เจ้าใหญ่หันไปมองตามทิศทางเสียงนั้น พบว่าต้นเสียงเป็นบุรุษสวมเสื้อแพรหน้าตาหล่อเหลาประหนึ่งเทพเซียนซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลผู้หนึ่งนางถึงกับนิ่งชะงักงันไป
หลิ่วตี๋เลิกคิ้วเล็กน้อย สายตาของสตรีนางนี้ทำให้เขาเกิดความรู้สึกรังเกียจหากไม่ใช่เพราะยามที่ออกไปทำธุระกับนายท่านหกเกิดข้อผิดพลาดจนทำให้มีปัญหาตามมาป่านนี้เขาคงควักลูกตาของคนผู้นี้ไปแล้วไม่มีทางปล่อยให้มองมาที่เขาเช่นนี้เป็นอันขาด
“แม่นาง!”
“แม่นาง…”บ่าวที่อยู่ข้างกายหลิ่วตี๋เดินขึ้นหน้ามายืนบังผู้เป็นนายพร้อมกับร้องเรียกด้วยหน้าตาของคุณชายเขา ไม่ว่าจะเป็นสตรีคนใด จะสาวหรือแก่ หากเห็นแล้วล้วนต้องตะลึงงันเช่นนี้ทั้งสิ้น
เจ้าใหญ่ดึงสติกลับคืนมานางอยากจะมองหน้าคุณชายที่ถามนางเมื่อครู่อีกสักหน่อย แต่กลับถูกบ่าวของอีกฝ่ายเข้ามายืนบังเสียได้ใบหน้านางขึ้นสีแดงจัด กล่าวถามอย่างอับอายว่า “เมื่อครู่ท่านถามว่ากระไรข้าฟังไม่ชัด”
“พวกเราถามว่าแม่นางเคยเห็นบุรุษสวมเสื้อแขนยาวสีเทาหรือไม่ชายชราผู้นั้นเป็นผู้ใหญ่ในบ้านของพวกเราเอง พวกเราพลัดหลงกันบนเขาลูกนี้เวลานี้คนที่บ้านทั้งเป็นห่วงและกังวลใจมาก” บ่าวรับใช้เป็นฝ่ายตอบ
เจ้าใหญ่กลอกตาหมุนคิดอย่างรวดเร็วก่อนจะเอ่ยอย่างลังเลว่า “ข้าไม่เคยเห็นคนที่ท่านถามหา แต่พอจะได้ยินชาวบ้านพูดกันว่าเด็กหญิงสกุลกู้ขึ้นเขามาแล้วเผลอทำให้ชายชราผู้หนึ่งได้รับบาดเจ็บชายชราผู้นั้นไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้”
“เวลานี้พวกเขาอยู่ที่ใดหรือ” บ่าวรับใช้เอ่ยถามอย่างร้อนใจ
เจ้าใหญ่ส่ายศีรษะ “ข้าเองก็ไม่ทราบได้ยินว่าคนสกุลกู้พาเขาออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าตรู่ แต่ไม่รู้ว่าไปที่ใด”
บ่าวรับใช้หันไปหาผู้เป็นนายอย่างจะถามความเห็นหลิ่วตี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “บ้านสกุลกู้อยู่ที่ใด”
เจ้าใหญ่ชี้ไปยังบ้านซึ่งมุงหลังคากระเบื้อง“หลังนั้นเจ้าค่ะ บ้านที่สร้างจากอิฐและกระเบื้องหลังนั้นคือบ้านสกุลกู้”
“ขอบคุณแม่นางมาก” บ่าวรับใช้กุมหมัดคารวะก่อนจะหมุนกายสาวเท้าเดินตามผู้เป็นนายที่กำลังมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้าน
เจ้าใหญ่มองตามจนทั้งคู่หายลับไปจากสายตาด้วยแววตาหลงใหลหากต่อมาไม่นานก็ได้สติกลับคืนมา นางรีบสะบัดความคิดอันไม่สมควรนี้ทิ้งไปโดยพลันภายภาคหน้าหลิ่วเหวินไฉจะได้เป็นถึงราชเลขาธิการตำแหน่งฮูหยินราชเลขาธิการไม่ใช่ตำแหน่งที่คุณชายธรรมดาผู้นี้จะเทียบได้
นางกำลังจะได้ชมเรื่องสนุกแล้วได้ยินคนในหมู่บ้านพูดคุยกันเกรงว่าชายชราที่เจ้าหกกับกู้อวี้ช่วยกลับมาจากในป่าจะไม่รอดและหากชายชราผู้นั้นตายไป คุณชายผู้นั้นไม่มีทางปล่อยสกุลกู้ไปแน่นางอยากเห็นจุดจบของสกุลกู้เหลือเกิน เพียงแต่ไม่รู้ว่าฝายนั้นจะกำหนดโทษเป็นหรือโทษตายและจะแก้แค้นคนสกุลกู้อย่างไรพอถึงยามนั้นคนสกุลกู้จะยังคิดว่าเจ้าหกคือตัวนำโชคอยู่อีกหรือไม่ทั้งที่ความจริงแล้ว นางคือตัวโชคร้ายต่างหาก!
[1]หลัวซือเฝิ่นหรือบะหมี่หอยหลัวซือ ซึ่งหอยชนิดนี้จะมีลักษณะคล้ายกับหอยขมของไทย มีรสชาติเผ็ดจัดจ้านและกลิ่นที่รุนแรงอย่างมากจนเป็นเอกลักษณ์
[2]ชิงไฉ่หมายถึงผักกวางตุ้ง
[3]เหอเปาเฉ่าชื่อวิทยาศาสตร์คือ Dichondrarepens เป็นไม้ยืนต้น ใบมีลักษณะคล้ายรูปไตหรือทรงกลมดอกเป็นรูปดาวสีเหลืองแกมเขียว