โม่อวี้เฉินพึงพอใจกับปฏิกิริยาของกู้ชิงเฉิงเป็นอย่างยิ่งเขากล่าวเสริมว่า “ซูเหวินจิ้งเป็นความปรารถนาฝ่ายเดียวของเสด็จแม่ข้าไม่มีทางได้อยู่ร่วมกับนางอย่างแน่นอนหัวใจของข้ามีเพียงแค่พวกเจ้าสองคนแม่ลูกเท่านั้น” นี่คือโอกาสอันดีที่จะสารภาพรักจะปล่อยให้หลุดมือไปไม่ได้
กู้ชิงเฉิงย่อมไม่เชื่อนางยิ้มเล็กน้อย หากนางยังคงมีใบหน้าอัปลักษณ์เช่นนั้นโม่อวี้เฉินย่อมไม่อาจแสดงความรักใคร่ลึกซึ้งได้ถึงเพียงนี้แม้ก่อนหน้านี้โม่อวี้เฉินจะเคยสารภาพรักมาหลายครั้งแต่นางก็ยังรู้สึกว่าเขามีจุดประสงค์แอบแฝง และในตอนนี้เขาก็ย่อมต้องมีจุดประสงค์ที่ไม่อาจบอกผู้ใดได้เช่นกัน
โม่อวี้เฉินสามารถคาดเดาสิ่งที่กู้ชิงเฉิงคิดอยู่ในใจได้จึงไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม เขารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดการกระทำนั้นเพียงพอแล้ว
ที่น่าประหลาดใจคือฮ่องเต้ฉินไม่ได้สร้างปัญหาให้กู้ชิงเฉิงและตระกูลไป๋อีกราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทำให้กู้ชิงเฉิงประหลาดใจไม่น้อย
หลังจากนั้นแม่ทัพไป๋ก็มาเยือนตำหนักบูรพาหลายครั้ง ผู้ที่ต้อนรับเขาล้วนเป็นโม่อวี้เฉินแต่กู้ชิงเฉิงไม่ได้ปรากฏตัวแม้แต่ครั้งเดียว ในที่สุดไป๋ฉี่เหรินจึงจำต้องพาไป๋จุ่นมาด้วย เมื่อไป๋ฉี่เหรินได้พบกับไป๋จุ่นเขาก็ได้รู้ความจริงเมื่อห้าปีก่อน และยิ่งอยากพบกู้ชิงเฉิงมากขึ้นความรู้สึกผิดในใจก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้นไปอีก
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่า ตระกูลกู้จะใจดำอำมหิตถึงเพียงนี้ข้าจะทำให้พวกเขาต้องชดใช้ด้วยเลือด” ไป๋ฉี่เหรินกล่าวอย่างเจ็บแค้นเขารู้สึกว่าการปล่อยให้คนตระกูลกู้มีชีวิตที่ดีเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมต่อกู้ชิงเฉิง
“ขอรับ คนตระกูลกู้สมควรตายจริงๆ” ไป๋จุ่นกล่าวอย่างขุ่นเคือง“แต่ว่าฝ่าบาท…ไม่รู้ว่าทรงต้องการสิ่งใดกันแน่ถึงกับให้พาแม่นางแพศยากู้ตงหลิงผู้นั้นออกจากคุกหลวง ไปยังวังหลวงซ้ำยังทรงกริ้วเป็นอย่างมาก”
“กู้หยวนเจี๋ยตายแล้ว” ไป๋จุ่นกล่าวต่อ “ข้าสืบมาแล้ว เป็นฝีมือขององค์รัชทายาท”
“องค์รัชทายาทผู้นี้...” ไป๋ฉี่เหรินหรี่ตาลงเขาก็เริ่มมองไม่เข้าใจโม่อวี้เฉินเช่นกันก่อนหน้านี้คนคนนี้เคยรังเกียจกู้ชิงเฉิงถึงเพียงนั้นแต่ตอนนี้กลับแสดงท่าทีรักใคร่ลึกซึ้ง
“ตอนนี้องค์รัชทายาทดีกับน้องสะใภ้และซือจื่อมาก” ไป๋จุ่นยิ้มเล็กน้อย“เราคงวางใจได้แล้ว”
“เพราะเหตุใด? เป็นเพราะชิงเฉิงไม่ได้โง่งมแล้วใช่หรือไม่”ไป๋ฉี่เหรินไม่เข้าใจเลยจริงๆและยังคงสงสัยในจุดประสงค์ของโม่อวี้เฉินการเปลี่ยนแปลงก่อนหลังนั้นใหญ่หลวงเกินไป
“ชิงเฉิงในตอนนี้แตกต่างจากอดีตโม่อวี้เฉินผู้นี้คงไม่คู่ควรกับชิงเฉิงแล้วกระมัง” ไป๋จุ่นกล่าวอย่างดูแคลนอันที่จริงเมื่อห้าปีก่อนพวกเขาก็รู้สึกว่าโม่อวี้เฉินไม่คู่ควรกับกู้ชิงเฉิงอยู่แล้ว
แต่ในตอนนั้นกู้ชิงเฉิงก็เป็นคนโง่เง่าจริงๆนางไม่สามารถแยกแยะความดีความชั่วและเรื่องภายในภายนอกได้มิฉะนั้นคงไม่ถูกคนตระกูลกู้สมคบคิดวางแผนจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ไป๋ฉี่เหรินพยักหน้า“แน่นอนว่าเขาไม่คู่ควรกับชิงเฉิงของเรา”
หลังจากห้าปีเขาได้พบกู้ชิงเฉิงอีกครั้ง เขารู้สึกว่าหลานสาวผู้นี้งดงามขึ้นหลายส่วนและท่าทางของนางก็เฉลียวฉลาดหลักแหลม ดูคล้ายๆ เขาเขายิ่งให้ความสำคัญกับแม่นางน้อยผู้นี้
“ท่านปู่ ท่านเห็นเจ้าตัวเล็กนั่นหรือไม่?” ใบหน้าของไป๋จุ่นเปื้อนรอยยิ้ม“เขาช่างเหมือนชิงเฉิงและองค์รัชทายาทจริงๆ ขอรับ”
“ยังมีอีกคนหนึ่งหรือ?” ดวงตาของไป๋ฉี่เหรินเป็นประกายเขามีหลานชายสิบกว่าคน ผู้ที่อายุมากที่สุดคือไป๋จุ่น ซึ่งอายุยี่สิบห้าปีแล้วแต่ยังไม่มีแม้แต่ภรรยา ไม่ต้องพูดถึงเหลนเลยยามนี้เมื่อได้ยินว่ากู้ชิงเฉิงพาลูกเล็กกลับมา เขาก็รีบร้อนทันที “ไปเถอะ รีบไปตำหนักบูรพากับข้า ข้าไม่พบชิงเฉิงแล้ว ข้าจะไปหาเจ้าตัวเล็ก”
เขาไปตำหนักบูรพาหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถพบกู้ชิงเฉิงได้ แม้จะไม่โกรธ แต่ก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อยตอนนี้เขาขอเอาใจเหลนชายตัวน้อยก่อนเถิด
พวกเขาเข้าใจกู้ชิงเฉิงผิดในตอนนั้นแต่พวกเขาก็ไม่ได้เกลียดชังนาง สิ่งเดียวที่ทำผิดพลาดคือการสนับสนุนตระกูลกู้และสนับสนุนกู้ตงหลิง
--------
ณตำหนักบูรพา
กู้ชิงเฉิงและโม่อวี้เฉินกำลังเตะลูกขนไก่กับกู้จิ่งเซวียนเพลินๆก็เห็นไป๋ฉี่เหรินและไป๋จุ่นเดินเข้ามา เมื่อเห็นไป๋ฉี่เหรินกู้ชิงเฉิงก็หยุดชะงัก พลางหันหน้าเข้าหาเขาที่กำลังเดินมาใต้แสงตะวัน
ไป๋ฉี่เหรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือคล้ายน้ำตาจะร่วงไม่ร่วงแหล่ ก่อนจะตรงเข้าไปโอบกอดนางไว้“ชิงเฉิง ในที่สุดเจ้าก็ยอมพบตาแล้ว”
กู้ชิงเฉิงถึงกับพูดไม่ออกนางยอมพบเขาเมื่อใดกัน? เขาต่างหากที่บุกเข้ามาเองใช่หรือไม่?
ผู้ดูแลตำหนักก็ไม่ทันได้เข้ามาแจ้งข่าวแต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็พบว่าผู้ดูแลตำหนักสลบอยู่ข้างประตูไป๋ฉี่เหรินผู้นี้ช่างอำมหิตนัก
ไป๋ฉี่เหรินเก็บซ่อนคมเขี้ยวทั้งหมดในกายแล้วกวักมือเรียกกู้จิ่งเซวียน “เซวียนเอ๋อร์ มานี่มาหาทวดสิ” เขาพยายามทำตนให้ดูอ่อนโยนและน่าเข้าใกล้
กู้จิ่งเซวียนยังคงหันไปมองกู้ชิงเฉิง“ท่านแม่ คนผู้นี้เป็นท่านทวดของลูกหรือ?”
กู้ชิงเฉิงพยักหน้า“อืม เขาคือท่านทวดไป๋ฉี่เหริน” เพราะนางเคยเล่าเรื่องราวของตระกูลไป๋ให้กู้จิ่งเซวียนฟังแล้ว
กู้จิ่งเซวียนจึงหรี่ตาลงและจ้องไป๋ฉี่เหริน “ท่านทวดขอรับท่านแม่บอกว่าท่านทวดออกรบที่ชายแดน รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งไร้ผู้ต้านทานข้าจะขอเรียนวิชาการศึกจากท่านได้หรือไม่ขอรับ?” นอกจากจะสนใจวิชาพิษแล้วกู้จิ่งเซวียนก็ยังสนใจการศึกเป็นพิเศษ เรียกได้ว่าเป็นเด็กที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง
ไป๋ฉี่เหรินได้ยินคำพูดจากปากของเด็กน้อยก็รู้ว่ากู้ชิงเฉิงไม่โทษตน “ได้สิเจ้าไปค่ายทหารกับทวดดีหรือไม่?” ในชั่วขณะหนึ่งอดไม่ได้ที่จะตาแดงก่ำแววตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่ยากจะปิดบัง
กู้จิ่งเซวียนเลียนแบบน้ำเสียงของเขาพยักหน้าอย่างแรง “ดีขอรับ” ท่าทางเล็กๆ นั้นช่างน่ารักยิ่งนัก ถึงกับทำให้ใจผู้คนอ่อนยวบ
ไป๋ฉี่เหรินรู้สึกว่าตนไม่ได้มาเสียเที่ยวไม่นานนัก เขาก็เข้ากับกู้จิ่งเซวียนได้อย่างรวดเร็วทำให้กู้ชิงเฉิงและโม่อวี้เฉินไม่มีเรื่องอะไรให้ทำสุดท้ายทั้งสองจึงไปที่โถงเพื่อพูดคุยหารือกับไป๋จุ่น
ไป๋จุ่นก็อยากจะกำจัดกู้ตงหลิงเช่นกัน“ข่าวคราวจากในวังยังไม่มีอันใดที่เป็นประโยชน์ ทางท่านเล่า?”มิเช่นนั้น ก็ยังคงรู้สึกกังวลใจ ราวกับมีภัยซ่อนเร้นอยู่
โม่อวี้เฉินส่ายหน้าพลางหรี่ตาลง “เสด็จพ่อทรงคุ้มกันนางเป็นอย่างดี”
ไป๋จุ่นชะงักไปครู่หนึ่งมีคำพูดแต่ก็กลืนกลับลงไป
โม่อวี้เฉินยังคงให้ความเคารพไป๋จุ่นเป็นอย่างมากเพราะกู้ชิงเฉิงเองก็เรียกเขาว่าท่านพี่ “ท่านพี่มีสิ่งใดก็กล่าวมาเถิด”ตราบใดที่เป็นคนที่กู้ชิงเฉิงยอมรับ เขาก็จะยอมรับด้วยเช่นกัน
ไป๋จุ่นมองกู้ชิงเฉิงแวบหนึ่งก่อนจะหันไปมองโม่อวี้เฉิน “เราอาจต้องให้ฮองเฮาออกหน้า”
ฮ่องเต้ซ่อนหญิงงามไว้ในตำหนักส่วนพระองค์อย่างนี้ฮองเฮาย่อมมีวิธีจัดการ มิเช่นนั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมาฮ่องเต้ต้าฉินจะมีเพียงโอรสอย่างโม่อวี้เฉินได้อย่างไร
กู้ชิงเฉิงพยักหน้า“นี่ก็นับเป็นวิธีที่ดีไม่น้อย” หากให้ฮองเฮาออกมาวุ่นวายฮ่องเต้ฉินย่อมต้องปวดหัวเป็นแน่ และยังอาจเปิดโอกาสให้สายลับในวังได้ฉวยโอกาส
--------
อีกด้านหนึ่ง...
อันที่จริงฮองเฮาก็กำลังคิดหาวิธีจะกำจัดกู้ตงหลิงอยู่เช่นกันนางเคยชอบเด็กสาวผู้นี้มากในอดีต หากไม่ใช่นางพิการสองขาฮองเฮาคงเป็นผู้กำหนดให้นางหมั้นหมายกับโม่อวี้เฉินไปแล้ว
แต่ไม่คาดคิดว่าห้าปีให้หลังกู้ตงหลิงกลับไม่ได้เป็นลูกสะใภ้ของนางแต่กลับใกล้จะได้เป็นสหายร่วมเตียงของนางเสียแล้ว เพื่อรับใช้ฮ่องเต้ร่วมกันสถานการณ์เช่นนี้ช่างเหมือนฝันร้ายยิ่งนัก ทำให้นางปรารถนาจะสังหารใครสักคนแต่ก็ไม่มีโอกาส เพราะฮ่องเต้ฉินปกป้องกู้ตงหลิงไว้อย่างแน่นหนา
ท่านหญิงหลิงหยางเห็นฮองเฮามีสีหน้ากังวลจึงอาสาเอง “ท่านน้าข้าจะไปถามท่านพี่ตงหลิงเองว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดจู่ๆนางก็กล้าปีนขึ้นเตียงของฝ่าบาท”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมานางก็ร่วมมือกับฮองเฮาจัดการบรรดาสนมและเหล่านางในไม่น้อย ในเรื่องของแผนการนางอาจไม่เท่าฮองเฮา แต่เรื่องความอำมหิตโหดร้าย กลับไม่มีใครเทียบเทียมได้