บทที่ 6
“อาทิตย์หน้านี่ก็กำลังจะมีงานบอลล์ที่คันทรี่ คลับฉันได้รับเชิญให้ไปร่วมงานด้วยนะ รับรองว่าจะต้องเป็นงานใหญ่มาก...ม๊าก... คนรวยๆ ชนิดมีระดับจะต้องไปร่วมงานกันทุกคนเลยละ...” เฮลเล่ย์นิ่วหน้ากับความตื่นเต้นของน้องสาว “แต่ฉันก็บังเอิญมีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อยากปรึกษาพี่สักอย่างหนึ่ง...เฮลเล่ย์”ซึ่งเฮลเล่ย์รู้ได้ทันทีว่าปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ของน้องสาวคืออะไร“คือ...ฉันอยากตัดเสื้อใหม่สักชุดนะ เฮลเล่ย์ แล้วเดือนนี้ฉันก็ได้เงินเดือนแค่ครึ่งเท่านั้นละ เพราะเพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ๆ พี่จะช่วยส่งเงินมาให้ฉันสักก้อน มากพอที่จะซื้อเสื้อใหม่สักชุดได้ไหมล่ะ? ”“เอลเลน... พี่เพิ่งส่งเงินให้เธอเมื่ออาทิตย์ก่อนนี่เองนะ” เฮลเล่ย์ร้องอย่างหงุดหงิดใจ “แล้วเงินนั่นมันหายไปไหนหมด? ”“แหม...แค่ร้อยเหรียญนั่นน่ะเรอะ...? ”“นี่... ถึงมันจะแค่ร้อยเหรียญแต่มันไม่ใช่หามาได้ง่ายๆ เลยนะ” เฮลเล่ย์ตอบอย่างหมั่นไส้“ขอโทษค่ะ...ขโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดเหมือนไม่รู้จักบุญคุณหรอก...โธ่...พี่ก็รู้ ว่าฉันสำนึกในบุญคุณของพี่ตลอดเวลาแต่ฉันเอาเงินจำนวนนั้นไปซื้อชุดสูทแล้ว พี่คงไม่อยากเห็นฉันไปทำงานใหม่โดยไม่มีเสื้อผ้าชุดดีๆ ใส่ไม่ใช่หรือ? ”เฮลเล่ย์พอจะมองเห็นภาพ ว่าตู้เสื้อผ้าของเอลเลนน่าจะใกล้ระเบิดเพราะเสื้อผ้าชุดดีๆ ของเจ้าหล่อนอยู่แล้ว...!“ก็ไหนตอนแรกบอกว่า จะเอาเงินไปเป็นค่ามัดจำติดตั้งโทรศัพท์ไงล่ะ? ”“โทรศัพท์น่ะเรียบร้อยแล้ว แต่ค่าติดตั้งฉันขอยืมเงินจากเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ด้วยกัน” เอลเลนตอบคำตอบของน้องสาวำให้เฮลเล่ย์ต้องกัดริมฝีปากไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองพูดจารุนแรงอะไรออกไป พยายามบังคับตัวเองให้ใจเย็นเข้าไว้เมื่อถามอย่างมีเหตุผลว่า“เธอคิดว่ามันเป็นความคิดที่ดีแล้วหรือเอลเลน ที่ไปขอยืมเงินจากคนที่เพิ่งรู้จัก...? ”“โอ...เขาไม่ว่าอะไรหรอก ตอนนี้เขาก็กลายมาเป็นเพื่อนสนิทของฉันไปแล้วละ”แต่จะสนิทกันไปนานสักแค่ไหนเชียว...? เฮลเล่ย์อยากจะถามน้องสาวออกไปตรงๆ แต่ที่เธอทำก็คือยกมือขึ้นลูบหน้าผาก เพราะรู้สึกว่ากำลังปวดหนึบขึ้นมา“ก็ได้ เอลเลน แล้วจะส่งไปให้อีกสักหน่อย แต่ว่าครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะ” เธอมองเห็นภาพดวงตาคู่สีเทาที่เปล่งแววชาเย็น แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า เธอเองก็อาจจะต้องตกงานในเร็ววันนี้“ฉันเข้าใจ” เอลเลนพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม แล้วก็ต่อด้วยถ้อยคำสรรเสริญเยินยอพี่สาว “พี่น่ะเป็นพี่สาวที่ดีที่สุดในโลกเลย...เฮลเล่ย์ ฉันโชคดีจริงๆ ที่มีพี่สาวแสนดีคอยดูแลฉันตลอดเวลา”หลังจากนั้นเธอกับน้องสาวก็กล่าวคำล่ำลา แต่ดูเหมือนมันจะเป็นแบบฝึกหัดที่เฮลเล่ย์คุ้นชินเสียแล้ว เพราะภาพต่างๆ เหล่านี้มันเคยเกิดขึ้นจนนับครั้งไม่ถ้วนในอดีตและเธอก็จำต้องยอมรับ ว่าในที่สุดแล้วมันก็จะต้องเกิดขึ้นอีกอย่างไม่ต้องสงสัยเลย การจะแก้นิสัยสันดานคนนั้นมันเป็นงานที่ยากมาก ถ้าจะไม่ใช้คำพูดว่า...เป็นไปไม่ได้...!นับแต่ครั้งยังเด็กมาแล้ว ที่เธอจะต้องคอยดูแลเอลเลนมาโดยตลอด ทุกคนในครอบครัวต่างยอมรับว่า เอลเลนนั้นเกิดมาพร้อมกับความสวย ขณะที่เฮลเล่ย์เป็นคนมี “สมอง” ถ้าเอลเลนจะกระทำความผิดหรือไม่รับผิดชอบไม่ว่าเรื่องใดๆ ก็ตาม เจ้าหล่อนจะได้รับการให้อภัย เพราะความสวยปานนางฟ้า ทั้งพ่อและแม่ไม่เคยตำหนิการกระทำผิดพลาดใดๆ ทั้งสิ้น ไม่เคยห้ามปรามที่เจ้าหล่อนปล่อยให้พี่สาวช่วยคิดช่วยทำแทนไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ตอนที่ยังเป็นเด็ก ทุกครั้งที่เล่นด้วยกัน เฮลเล่ย์เคยต้องเจ็บตัวเพราะถูกเอลเลนแกล้งจนนับครั้งไม่ถ้วน และถึงแม้วันนี้ ที่ต่างเจริญวัยตามกันมา แต่รูปแบบในการดำเนินชีวิตก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่นั่นเองเฮลเล่ย์มักจะต้องยอมแบกรับภาระด้วยสำนึกของการเป็นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เมื่อสุขภาพของทั้งพ่อและแม่ทรุดโทรมลงในช่วงสุดท้ายของชีวิต เฮลเล่ย์เพียงคนเดียวที่ต้องอยู่บ้านคอยดูแลพ่อแม่ แต่เอลเลนออกจากบ้านเพราะเจ้าหล่อนทนกับการที่จะต้องอยู่กับคนป่วยไม่ได้ แต่กระนั้น ก็เอลเลนอีกนั่นแหละ ที่ทั้งพ่อและแม่ถวิลหา อยากได้เห็นหน้าอยากได้พูดคุยด้วย ซึ่งเฮลเล่ย์ไม่ได้คิดตำหนิท่านเลย เพราะเพียงเอลเลนแวะมาเยี่ยมเยียนช่วงสั้นๆ บ้านที่บรรยากาศมีแต่ความหม่นมัวก็จะอบอุ่นด้วยเสียงหัวเราะ พูดจาหยอกล้อกันระหว่างพ่อแม่ลูกอย่างสนุกสนาน มันคล้ายกับว่า ความรับผิดชอบของเฮลเล่ย์ ไม่อาจนำมาเทียบกับความสดใส มีชีวิตชีวาที่เอลเลนนำมามอบให้ได้เลย...คุณพระช่วย...นี่มันอะไรกัน...? นี่ฉันจะต้องนั่งสงสารตัวเองอยู่อย่างนี้ทั้งวันเชียวหรือ...? เธอตั้งคำถามนั้นกับตัวเองเมื่อทิ้งร่างลงอิงกับหมอน มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอในคืนนี้...? ทว่า...มันก็เป็นคำถามที่เธอล่วงรู้ในคำตอบดีอยู่แล้วว่า..สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอและเป็นความผิดพลาดอย่างที่สุดก็คือนายไทเลอร์ สก็อตต์คนนั้น...! เธอเป็นคนสร้างชีวิตของตนเองขึ้นมา โลกที่ไร้สีสันโดยสิ้นเชิง เธออยากรู้นักว่า ในที่สุดแล้ว เขาจะทำอะไรกับโลกใบนั้นของเธอ...?และราวกับจะถึงคิว เมื่อเสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้งเฮลเล่ย์ชะงักมือที่จะเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ รู้สึกกลัวอย่างไรบอกไม่ถูก เพราะรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่าใครคือผู้ที่โทรมาหาซึ่งเธอก็เดาได้ถูกต้องแล้ว...“มิส แอชตัน...” เขากรอกเสียงมาตามสายทันทีที่เธอกล่าวคำ...เฮลโล... “นี่ผม ไทเลอร์ สก็อตต์พูด”“ค่ะ มิสเตอร์ สก็อตต์...เฟธเป็นยังไงบ้างคะ? ”“ก็เรียบร้อยดี แต่ที่ผมโทรมานี่มันเรื่องอื่น หวังว่าไม่ได้รบกวนคุณผิดเวลาหรอกนะ? ”นี่เขาพูดจริงเช่นนั้นหรือ...? ทำไมน้ำเสียงของเขาจึงรื่นเริงนักในเมื่อเขากำลังจะโทรมาเพื่อไล่เธอออกจากงานเล่า...?“เอ้อ... ไม่หรอกค่ะ...ฉันเพิ่งจะเอนตัวลงพักผ่อน...เท่านั้น”ความเงียบที่เกิดตามมา เป็นความเงียบที่ไม่จำเป็นต้องเติมให้เต็มด้วยคำพูด“โอ...หวังว่าผมไม่ได้มาขัดจังหวะอะไรหรอกนะ...? ”คำพูดที่แทรกเข้ามาในความเงียบประโยคนั้น มันช่างแฝงความหมายอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเพศสัมพันธ์ไว้อย่างโจ่งแจ้ง ชัดเจนมาก ซึ่งทำให้เธอถึงกับสูดลมหายใจแรงลึก ก่อนจะตอบออกไปว่า“ไม่เลยค่ะ มิสเตอร์ สก็อตต์...คุณไม่ได้ขัดจังหวะอะไรฉันหรอกค่ะ”“งั้นก็ต้องขอโทษด้วย พรุ่งนี้คุณไปพบผมที่ห้องทำงานของแซนเดอร์ตอนบ่ายโมงตรงด้วย กู้ดไนท์”เธอกระแทกโทรศัพท์ลงด้วยความโมโห เมื่อปลายสายตัดการติดต่อลง...ทุเรศที่สุด...เขากล้าดียังไงถึงล่วงเกินเข้ามาในชีวิตส่วนตัวของเธอ...? และถึงแม้เขาจะคิดว่ามันจะต้องเป็นอย่างนั้น แต่ทำไมจะต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูดด้วยเล่า...? ฝากไว้ก่อน...เมื่อไรที่เจอหน้ากัน เธอจะต้องพูดกับเขาอย่างชัดเจนลงไปเลย ว่าเขาไม่สมควรพูดจาทำนองนี้กับเธอ...พรุ่งนี้แล้วสินะ...!นี่เขาวางแผนจะทำอะไร หรือจะพูดอะไรกันแน่...? ทำไมเขาจะต้องมาทำให้เธอเกิดความวิตกกังวลเรื่องงานขึ้นมาอีก...? ทำไมเขาไม่ลงมือทำอะไรตามที่วางแผนไว้แล้ว เพื่อเรื่องมันจะได้จบๆ กันไปเสียเลยเล่า...?เมื่อทำออมเล็ตและกินเสร็จ เธอก็ลงมืออาบน้ำบอกกับตัวเองว่า...มันคงไม่ยากที่จะหางานใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอเองก็ได้ชื่อว่ามีประสบการณ์กับงานในตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ มาไม่น้อย เพราะฉะนั้น มันไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปแคร์กับสิ่งที่เขาจะทำกับเธอในวันพรุ่งนี้เลย ถ้าเขาอยากจะไล่เธอออก...ก็ขอให้ไล่มาเลย อยากให้เขาลองมานั่งในตำแหน่งของเธอบ้าง เธอก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะทำได้ดีกว่าหรือไม่...“ไม่มีทางหรอก มิสเตอร์ สก็อตต์เอ๋ย...” เธอตวาดใส่ผนังห้องน้ำเธออยากจะทำอะไรสักอย่างที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด เฮลเล่ย์ แอชตัน เป็นหญิงสาวที่ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่สามารถเชื่อถือไว้วางใจได้ และจะกระทำแต่เฉพาะสิ่งที่เป็นความถูกต้องเท่านั้น และมันก็เป็นเช่นนั้นมาตลอดทั้งที่เธอเบื่อแสนเบื่อก็ตามมีครั้งใดบ้างที่เธอเคยสร้างความผิดหวัง ความแปลกใจ หรือทำให้ทุกคนตกใจจนตัวชา...? ไม่เคยเลย...แต่ถ้าได้ลองทำเสียบ้าง มันก็น่าจะทำให้ความรู้สึกดีขึ้น แต่จะให้ทำอะไรล่ะ...ปล้นธนาคารหรือยังไง...? หรือว่า...แก้ผ้าวิ่งไปตามถนน...ไม่ก็มีคู่รักกับเขาสักคน...?เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เธอก็เงยหน้าขึ้นมองภาพสะท้อนของตัวเองที่ปรากฏอยู่ในกระจกเงาเหนืออ่างล้างหน้า...ความคิดเช่นนั้นมันมาจากไหน...? เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน รวมไปถึงความคิดต่อมาที่แทรกขึ้นในสมองว่า...ฉันอยากรู้นักว่าไทเลอร์ สก็อตต์ มองเห็นฉันเป็นเช่นผู้หญิงคนหนึ่งหรือเปล่า...?ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่ชอบผู้ชายที่มีลักษณะเข้มแข็งชอบวางอำนาจ และมีเสน่ห์ในตัวแล้ว เขาคือผู้ชายคนนั้นใบหน้าสง่างามของเขาบ่งบอกถึงความเป็นชายชาตรี กระนั้นเฮลเล่ย์ก็ยังอดสังเกตเห็นรอยยิ้มอ่อนๆ ที่แฝงอยู่ไม่ได้ เมื่อเขาพูดถึงความไม่แน่ใจของตนเองเมื่อจะต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ของเด็กหญิงคนหนึ่งในเวลาเดียวกัน นอกจากนั้น เขายังมีดวงตาคู่สีเทาเหล็กที่คมกล้าราวจะทิ่มแทงทะลุเข้าไปในกันบึ้งของหัวใจคน ทว่าดวงตาคู่เดียวกันนั้นก็ฉายแสงอ่อนโยนลงทันตาเห็นยามที่เขามองลูกสาวทว่า...สายตาที่เขามองตรงมายังเธอนั้น มันไม่อาจพูดได้เลย ว่าแฝงแววแห่งความปรารถนาด้วยความใคร่...! ซึ่งมันทำให้เฮลเล่ย์ต้องหัวเราะอย่างขบขันในความคิดของตนเองออกมา จริงอยู่ ที่มีช่วงสั้นๆ เมื่อสายตาของเขามองตรงมายังทรวงอก แต่นั่นก็เพื่อจะอ่านป้ายชื่อเท่านั้น ซึ่งมันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย เธอเพียงแต่คิดไปเอง ว่าเขาใช้เวลาอยู่กับการอ่านป้ายชื่อนานไปหน่อยเท่านั้นและต่อมา มันก็มีอีกตอนหนึ่งที่เขาสัมผัสเนื้อตัวเธอตอนที่ยื่นมือมารับกระดาษจดชื่อยา ที่นิ้วหัวแม่มือแข็งๆ ของเขาวางลงตรงกลางอุ้งมือของเธอ ว่าแต่...ตอนนั้นเขาจะจับได้หรือเปล่า ว่าชีพจรของเธอเต้นแรงเร็วขึ้น เมื่อได้รับการสัมผัสจากเขา...?