ขบวนเดินทางถึงแคว้นอ้ายใน่ใกล้ค่ำ ระหว่างทางคุ้มกันหลงจู๊และคนงานของสกุลหลัวกลับร้านเพื่อจบภารกิจในครั้งนี้ พลันสายตาของผู้นำหน้าขบวนเห็นหลังไวๆคล้ายน้องชายต่างมารดาก่อนจะหายไปกับฝูงชนเมื่อยามกระพริบตาเพียงครู่เดียว
เพ่ยซานหรือ?
ทางด้านหลัวเจิ้งเหยียนที่รั้งท้ายขบวนสอดส่ายสายตาไปรอบๆด้วยความเคยชิน ก่อนสะดุดเข้ากับแผ่นหลังคุ้นเคยของบุรุษร่างโปร่งผู้หนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นข้างกายยังปรากฎร่างของคนที่ไม่ว่ายังไงหลัวเจิ้งเหยียนก็จำได้ดีไม่มีวันลืม ก่อนทั้งสองจะหายเข้าไปในตรอกเล็กๆแห่งหนึ่งหลังจากยืนสนทนากับคนแถวนั้นอยู่ไม่นาน
กำลังจะไปไหนกัน?
ความรู้สึกสายหนึ่งแล่นเข้ามาในใจ หลัวเจิ้งเหยียนตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเรียกคนที่อยู่ใกล้สุดให้มารั้งท้ายระวังหลังส่วนตนนั้นควบม้าไปตีเสมออี้หย่งหยางเจี๋ยบอกว่าตนมีธุระด่วนต้องไปสะสางขอกลับก่อน กล่าวจบก็ดึงบังเหียนบังคับม้าไปอีกทางไม่รอให้อีกฝ่ายได้ตอบรับหรือปฏิเสธ
การกระทำแปลกจากปกติทำคนงุนงง ทว่าเมื่อนึกไปถึงสิ่งที่บังเอิญเห็นเมื่อครู่มุมปากของคุณชายใหญ่สกุลอี้หย่งพลันยกสูงละสายตาจากแผ่นหลังสหายที่รีบร้อนออกไปอย่างไม่เก็บอาการ หันกลับมาทำหน้าที่ตามเดิมพร้อมทั้งหมายหมาดอยู่ในใจ จบงานนี้เขาต้องไปเยี่ยมน้องชายกับน้องเขยที่เรือนหน่อยแล้ว
.
.
ผู้คนเดินขวักไขว่กันไม่ขาดหลัวเจิ้งเหยียนจึงเลือกฝากม้าไว้กับร้านคนรู้จักแถวนั้นก่อนเร่งฝีเท้าไปยังตรอกเล็กๆที่เห็นคนทั้งสองหายเข้าไป ไม่รู้ว่าสองคนเดินเร็วหรือเขาช้าไปไม่ว่าจะเดินเข้าไปลึกแค่ใดก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่ตามหา
เมื่อเดินตามหาไม่มีท่าทีจะเจอง่ายๆชายหนุ่มจึงทะยานขึ้นไปบนหลังคาใกล้ๆก่อนเปลี่ยนสลับไปยังต้นไม้น้อยใหญ่สายตาคมกริบสอดส่องมองหาอยู่นาน ฟ้ายิ่งมืดในใจยิ่งกระวนกระวาย ความคิดไม่เข้าท่าในหัวก็ยิ่งเตลิดไปจนยากควบคุม
ชีวิตั้แ่เล็กจนโตหลัวเจิ้งเหยียนไม่เคยพานพบกับความรู้สึกเช่นนี้ ไม่แปลกเมื่อประสบจะร้อนใจทำอันใดไม่ถูกถึงเพียงนี้ อีกอย่างคนคนนั้นยังเป็คนที่อี้หย่งเพ่ยซานเคยรักเคยชอบ ถึงเ้าตัวจะยืนยันว่าไม่ได้คิดอะไรแต่คนเคยมีใจหากได้อยู่ใกล้จะมีสิ่งใดยืนยันได้ล่ะว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้น
แม้ในใจจะว้าวุ่นไปต่างๆนาๆแต่ประสาทััทั้งห้ายังทำหน้าที่ได้เป็อย่างดี หลังต้นไม้ใหญ่ปรากฎร่างของสิ่งมีชีวิตสองคน รอบข้างมืดสนิททั้งยังเสียงหอบหายใจคล้ายคนพึ่งใช้กำลังไปมากฉุดรั้งให้ขาทั้งสองข้างชะงัก เพ่งมองไปยังที่มาของเสียงก่อนฝีเท้าที่เริ่มหนักอึ้งจะค่อยๆก้าวเดินเข้าใกล้ในใจภาวนาขออย่าให้เป็อย่างที่คิดเลย
และเหมือนคำขอนั่นจะได้ผล เมื่อเข้าใกล้จนเห็นชัดถึงรูปร่างหน้าตาของคนทั้งสอง หลัวเจิ้งเหยียนยังไม่ทันโล่งใจได้เต็มปอดก็ต้องชะงักค้างกับสิ่งที่พบเจอ คุณหนูสกุลหลี่อาภรณ์หลุดรุ่ยผมเผ้ากระเซอะกระเซิงไม่เหลือเค้าของคนเดิมที่เคยพบเจอ ในอ้อมแขนยังกอดร่างเล็กสั่นเทาของคนผู้หนึ่ง
“หลัวเจิ้งเหยียน?” การปรากฎตัวของพ่อพระรองคล้ายขจัดความหวาดวิตกให้กับหลี่ซูเซียนไปกว่าครึ่ง หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่กระชับกอดคนในอ้อมแขนทั้งลูบหลังปลอบประโลมเพื่อให้อีกคนหายจากความหวาดกลัว
หลัวเจิ้งเหยียนใจหายวาบเมื่อยามพินิจร่างในอ้อมแขนนั่นดีๆ มือใหญ่ยื่นไปตรงหน้าแตะไหล่บางที่กำลังสั่นเทิ้ม หลัวผู่เยว่สะดุ้งสุดตัวก่อนกรีดร้องลั่นด้วยความหวาดกลัวจนหลี่ซูเซียนกอดไว้ไม่อยู่
“อย่า!ไม่!กรี๊ดดด!!!!” หลัวผู่เยว่ร่ำไห้เสียงดังสลับกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก แขนสองข้างกอดร่างตัวเองไว้แน่น พลันเสื้อคลุมสิ่งห่อหุ้มเดียวร่นตกคำตอบของคำถามที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยก็ได้กระจ่างแก่คนมาใหม่แล้ว
“ใครทำพี่สาวข้า!” เสียงเย็นเยียบเต็มไปด้วยจิตสังหารทำเอาสตรีสองนางสะดุ้งใ หลัวผู้เยว่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอยู่แล้วขวัญผวาสลัดหลี่ซูเซียนที่พยายามรั้งร่างนางไว้จนหลุดก่อนจะออกวิ่งเต็มแรงทั้งร่างเปลือยเปล่าด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด
“อาเยว่!” ก้าวขาตามได้เพียงก้าวเดียวหลี่ซูเซียนก็ถลาล้มลงตรงนั้น จะขยับต่อก็ไม่อาจทำได้เพราะข้อเท้าที่ฝืนขยับมากเกินไปขึ้นสีช้ำจนน่ากลัว ดีที่หลัวเจิ้งเหยียนว่องไวพริบตาเดียวก็ตามทัน แขนแกร่งโอบกอดพี่สาวไว้พร่ำเอ่ยอยู่ข้างหูเพื่อให้นางรับรู้ถึงความปลอดภัยผ่านไปพักใหญ่จึงสงบลงและหลับไปในที่สุด
“เกิดอะไรขึ้่น” แม้จะพอเดาได้จากร่องรอยตามร่างกายแต่หลัวเจิ้งเหยียนอยากรู้ถึงความเป็มาของเื่ทั้งหมดเพื่อง่ายต่อการชำระสะสาง
“….” เรียบเรียงคำพูดในใจเสร็จหลี่ซูเซียนก็เล่าให้ฟังทั้งหมดรวมทั้งเื่ที่เฮียของเขามาช่วยไว้แล้วให้ตนพาหลัวผู่เยว่ออกมาจนถึงตอนนี้
เฮียเก่งอันนี้เขาพอจะรู้ได้ แต่ฝ่ายตรงข้ามมีไม่น้อย หลัวสุ่ยิยังไม่เป็วรยุทธอีก ไม่รู้เฮียจะรับมือไหวแค่ไหนป่านนี้จะเป็ยังไงบ้างก็ไม่รู้ "หากไม่ใช่เพราะความนึกสนุกของข้า….เื่ทั้งหมดคงไม่เกิดขึ้น
“……” หลัวเจิ้งเหยียนไม่กล่าวสิ่งใด จะว่าโกรธมั้ย ก็ต้องโกรธอยู่แล้วยิ่งเห็นสภาพของหลัวผู่เยว่โทสะที่มีอยู่ก่อนแล้วยิ่งทบทวีขึ้นไปอีก แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาจะมากล่าวโทษใคร ควรไปช่วยอี้หย่งเพ่ยซานและจัดการกับเ้าขยะสกุลหลัวก่อนเื่อื่นค่อยมาชำระความทีหลัง กระนั้นจะปล่อยสตรีสองนางไว้ตรงนี้ก็ไม่ได้อีกเช่นกันสุดท้ายจึงตัดสินใจพาไปด้วยกันเสียเลย อย่างน้อยอยู่ใกล้หากเกิดเหตุไม่คาดฝันเขาสามารถช่วยได้ในทันที
พูดถึงเหตุไม่คาดฝันเหตุนั้นก็มาจริงๆ ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่วิ่งกระหืดกระหอบตรงมาทางพวกเขาพอดี หลี่ซูเซียนจำได้ขึ้นใจชี้บอกพ่อพระรองถึงความระยำของมันพร้อมทั้งใส่สีตีไข่เกินจริง หลัวเจิ้งเหยียนได้ยินพุ่งเข้าจัดการอัธพาลชั่วในหมัดเดียวแล้วลากคอให้นำทางไปหาหลัวซั่วชิ่งเพื่อจบเื่ราวในครั้งนี้
หลัวเจิ้งเหยียนจะไม่ทนกับคนบ้านนี้อีกแล้ว ให้มันแตกหักกันไปจะถูกตราหน้าว่าเนรคุณหรืออะไรก็ช่างมัน!
กระท่อมหลังเล็กมีเพียงคบเพลิงให้แสงสว่าง เสียงความเคลื่อนไหวจากด้านในบ่งบอกว่ายังมีคนอยู่ในนั้น หลัวเจิ้งเหยียนวางคนในอ้อมแขนลงฝากให้หลี่ซูเซียนที่เดินกระแผลกตามหลังมาดูแลแทนชั่วคราว ส่วนตนก็ลากคออัธพาลชั่วโยนเข้าไปด้านในแล้วตามเข้าไป ก่อนจะชะงักค้างกับเหตุการณ์ด้านในที่กำลังดำเนินอยู่
“เพ่ยซาน….เ้า…..” กลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วกระท่อม บนพื้นเกลื่อนไปด้วยร่างของชายฉกรรจ์กว่าสิบคนแน่นิ่งเต็มไปด้วยเืแดงฉานอาบย้อมจนยากจะแยกออกว่ามาจากใครบ้าง ในสุดของกระท่อมเตียงหลังใหญ่อาบย้อมไปด้วยโลหิตมากมายหยดลงมาไม่ขาดสาย บนนั้นมีร่างโชกเืนอนหายใจรวยรินตามเนื้อตัวไม่มีตรงไหนปราศจากเืเลยสักที่ ร่างโปร่งข้างเตียงชะงักก่อนจะผละมือออกมายืนข้างเตียงมองมาทางเขาด้วยสีหน้าเรียบนิ่งทว่าแฝงบรรยากาศเยียบเย็นยากแก่การคาดเดา
ถัดไปอีกไม่ไกลเป็พี่ชายต่างมารดาที่เหมือนยังตกตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้าอยู่ อย่าว่าแต่หลัวสุ่ยิเลยเขาที่ผ่านการฆ่าฟันมานับไม่ถ้วนยังมองเป็เื่ปกติไม่ได้เลย
“วางใจได้ไม่ถึงตาย” กล่าวแค่นั้นก็เดินผ่านออกไปราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น หลัวเจิ้งเหยียนมองตามหลังก่อนหันกลับมามองด้านในอีกครั้ง หลัวสุ่ยิเข้าไปจับชีพจรของร่างบนเตียง หลัวเจิ้งเหยียนฉีกอาภรณ์ของร่างที่นอนระแกะระกะบนพื้นนำมาพันรอบแผลฉกรรจ์มากมายเพื่อห้ามเืไม่ให้ไหลหมดตัวไปเสียก่อน
“ทั้งหมดนี้เป็ฝีมือของอี้หย่งเพ่ยซานคนเดียวจริงๆน่ะหรือ?” อัธพาลพวกนี้ถึงฝีมือไม่ได้ร้ายกาจ แต่จำนวนคนนับว่าไม่น้อยเลยสำหรับคนๆเดียว ทว่าจากที่ตรวจดูตอนฉีกอาภรณ์มาทำผ้าผันแผลคนพวกนี้ล้วนไร้ลมหายใจ ตำแหน่งแผลแม่นยำยังจุดตายบ่งบอกถึงความชำนาญของผู้กระทำที่รู้ทุกจุดของร่างกายเป็อย่างดี
“หากไม่เห็นกับตาข้าก็ไม่อยากเชื่อเช่นกัน"หลัวสุ่ยิไม่เคยชินกับเื่แบบนี้สีหน้าจึงติดซีดขาวเล็กน้อย ยอมรับว่าเขาเองตกตะลึงมากเหมือนกันเมื่อยามเห็นการเข่นฆ่าในไม่กี่การเคลื่อนไหว แต่ยังไม่เท่าการเฉือนเนื้อคนเป็ๆแล่เอ็นตัดหนังด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ไม่สะทกสะท้านต่อเสียงกรีดร้องและเืมากมายที่ไหลทะลักออกมา
“ท่านยืนมองเฉยๆโดยไม่ห้าม?”
“ข้าไร้ความสามารถจะห้ามแล้วจริงๆ"ไม่บ่อยเลยที่คนอย่างหลัวสุ่ยิจะอับจนปัญญาได้ถึงเพียงนี้ ใช่ว่าไม่ออกปากห้ามเลย แต่เสียงเขาไม่ดังพอจะทำให้คุณชายสกุลอี้หย่งรับฟังได้ สุดท้ายทำได้เพียงมองดูเงียบๆกระทั่งถึงเมื่อครู่นั่นแหละ
“เ้าขยะนี่น่าเวทนานัก หากท่านพ่อมาเห็นจะเป็อย่างไรนะ” อย่างที่ทราบกันดีว่าเ้าบ้านสกุลหลัวรักบุตรไม่เท่ากัน และหลัวซั่วชิงก็เป็บุตรชายที่หลัวเฉิงไห่รักมากที่สุด ถึงจะไม่เอาไหน ก่อเื่วุ่นวายเพียงใดก็ไม่คลายความรักลงเลยสักนิด เป็บุตรที่มีโอกาสได้ทุกอย่างของตระกูลมากสุดหากเ้าตัวพยายามไขว่คว้ามันมา แต่ก็นั่นแหละไม่รักดีเองโดนเช่นนี้นับว่าสมควรแล้วจริงๆ
*************************