บทที่ 21 พลังที่ไม่อาจต้านทาน
ในชั่วขณะนั้น ความเข้าใจของหวังเฉินเกี่ยวกับเส้นทางแห่งการฝึกตนก็ลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้นเช่นเดียวกับเขากับจางหลง ทั้งสองคนแต่เดิมที่แทบไม่มีความแค้นต่อกันมาก่อนหากลองพิจารณาดีๆ ก็เป็เพียงแค่เื่ปากเสียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่ท้ายที่สุดก็ต้องขึ้นมาบนลานประลอง และจางหลงผู้นี้เมื่อลงมือก็ใช้พลังทั้งหมดที่มีแฝงไปด้วยเจตนา้าที่จะสังหารหวังเฉิน ณ ที่แห่งนี้อย่างเห็นได้ชัด
หวังเฉินมองจางหลงด้วยสายตาเ็า แต่จิตใจของเขากลับสงบนิ่งอย่างยิ่งเขามองดูอีกฝ่ายที่กำลังใช้เคล็ดวิชา เรียกพลังปราณออกมาและเพิ่มพูนเจตนาสังหารขึ้นเรื่อยๆ
กระบี่แสงและดาบพลังงานนับไม่ถ้วนลอยอยู่กลางอากาศ พลังคมกริบแผ่ซ่านราวจะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าดาบและกระบี่เ่าั้เรียงรายหนาแน่น ช่างสมกับคำว่า “คมดาบพันเล่มหมื่นกระบี่ฟาดฟันฟากฟ้า” สื่อถึงความตายอันเงียบงันอย่างน่าหวาดหวั่น นอกลานประลอง ความวุ่นวายก็เริ่มปะทุขึ้นในหมู่ศิษย์ ทั้งศิษย์ภายนอกและศิษย์ชั้นในต่างจับจ้องมองจางหลงที่กำลังใช้เคล็ดวิชาอยู่ตอนนี้พลังปราณของเขาที่แผ่พุ่งออกมาสร้างคลื่นพลังสั่นะเืทั่วทั้งลานประลอง
สายลมและเมฆหมอกหมุนวนไปทั่ว พลังปราณฟุ้งกระจายไปในอากาศเขาแสดงให้เห็นถึงพลังของผู้ที่เหนือกว่าด้วยท่าทีสง่างาม
แม้จะมีเพียงศิษย์ชั้นในบางคนที่ยังคงนิ่งเฉยและไม่แสดงอารมณ์ใดๆแต่ศิษย์คนอื่นๆ ต่างเบิกตากว้างสายตาเปล่งประกายเฝ้าจับจ้องไปทุกการเคลื่อนไหวของจางหลงพวกเขากลัวจะพลาดแม้เพียงกระเบียดนิ้ว
การเฝ้าชมการต่อสู้ของผู้อื่นนั้นนับว่าเป็โอกาสหนึ่งในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกตน สำหรับบางคนแล้วมันอาจเป็จุดเริ่มต้นของการบรรลุขั้นต่อไปหรือแม้กระทั่งเป็กุญแจสำคัญในการฝ่าขอบเขตของตนเอง
“นี่คือเคล็ดวิชาปราณทอง! ดูจากท่ากระบวนคมดาบพันเล่มหมื่นกระบี่ของจางหลงผู้นี้แสดงว่าตอนนี้เขาอยู่ในระดับสูงสุดของขอบเขตเหนือฟ้าขั้นกลางแล้วบางทีในอีกไม่นาน ศิษย์ชั้นในของเราคงได้เพิ่มยอดฝีมือระดับผู้บรรลุขอบเขตเหนือฟ้าขั้นปลายอีกคน!”
“ใช่แล้ว เคล็ดวิชาปราณทองนั้นมีพลังทำลายล้างสูงในบรรดาคัมภีร์ธาตุทั้งห้า ถือเป็หนึ่งในคัมภีร์อันดับต้นๆ เ้าหวังเฉินที่มีเพียงพลังขั้นโพ้นฟ้า ไม่มีทางรอดแน่นอน!”
เหล่าศิษย์ชั้นในที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พูดคุยกันอย่างสงบคำพูดของพวกเขาเต็มไปด้วยความดูแคลน และไม่ได้สนใจถึงอันตรายที่หวังเฉินกำลังเผชิญอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว
ฟุ่บ!
เสียงลมวูบวาบ เมื่อปรากฏร่างของสองคนขึ้นข้างลานประลองพวกเขาคือโจวชิงและหยุนลู่ ทันทีที่มาถึง ทั้งสองก็จ้องมองสถานการณ์ผ่านเกราะคุ้มกันของลานประลองทันที ด้านหนึ่งคือกระบวนดาบและกระบี่ที่พุ่งทะลวงไปมาดุจพายุใบมีดแผ่พลังคมกริบจนทำลายทุกสิ่งส่วนอีกด้านกลับสงบเรียบราวน้ำในบ่อที่ไร้การกระเพื่อม
แม้การบรรยายจะดูยืดยาว แต่ในโลกแห่งการฝึกตนการโจมตีล้วนเป็การวางเดิมพันด้วยชีวิตพลังที่ปะทุในชั่วพริบตาสามารถชี้เป็ชี้ตายได้ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยระหว่างพลังอาจกลายเป็ช่องว่างมหาศาล
“ไม่ดีแล้ว! ศิษย์พี่โจว! หวังเฉินเขากำลังทำอะไรอยู่!” หยุนลู่สีหน้าซีดเผือด เธอร้องะโด้วยความกังวล
หวังเฉินกลับไม่ได้สนใจสถานการณ์รอบด้านเลยแม้แต่น้อยเมื่อเห็นคมแสงจากกระบี่ทองและดาบทองจำนวนมหาศาลที่พุ่งผ่านอากาศตรงเข้ามารวมถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกระหายเืของจางหลงที่ชัดเจนในดวงตาของเขา ใบหน้าของหวังเฉินสงบนิ่ง เขาค่อยๆ ยื่นมือของตนออกมามือขาวซีดเปล่งแสงสีเขียวอ่อนพลังอันลี้ลับและโบราณไหลผ่านราวกับพลังจากยุคา
“ลองดูสิว่าร่างกายของข้าในตอนนี้จะแข็งแกร่งแค่ไหน” เขาคิดในใจเงียบๆ แสงสีเขียวอ่อนแวบผ่านบนใบหน้าของเขาในชั่วพริบตาจนแทบไม่มีใครมองเห็น
ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของทุกคน หวังเฉินพลิกฝ่ามือของเขาแล้วเหวี่ยงออกไปด้านหน้าเหมือนเขากำลังตบแมลงวัน
ปัง! ปัง!
เสียงะเิดังสนั่น คมแสงของดาบและกระบี่ทั้งหมดที่พุ่งเข้าใส่กลับแตกสลายราวกับฟองสบู่ที่ถูกทำลายลงใต้ฝ่ามือของหวังเฉิน ไม่มีดาบหรือกระบี่เล่มใดสามารถทำอันตรายกับร่างของเขาได้เลย ไม่แม้แต่จะทิ้งรอยแผลบนิัยังทำไม่ได้ ภาพเหตุการณ์นั้นทำให้ทุกคนที่มองดูอยู่ตกตะลึงถึงขีดสุดราวกับโลกทั้งใบหยุดนิ่ง
“จางหลง เ้านี่มันช่างไม่ได้เื่เอาเสียเลย!การโจมตีระดับนี้สำหรับผู้บรรลุขอบเขตเหนือฟ้าขั้นกลาง ก็มีเพียงเท่านี้เองหรอกหรือ!” หวังเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย ขณะก้าวเดินไปข้างหน้าพลังปราณที่ะเิและหมุนวนอยู่เบื้องหน้า และคมแสงพลังอันร้ายกาจกลับดูราวกับกระดาษที่เปื่อยยุ่ยถูกเขาปัดทิ้งด้วยฝ่ามืออย่างง่ายดาย แสงสีทองนับไม่ถ้วนแตกกระจายลอยในอากาศราวกับหิ่งห้อยที่เปล่งแสงระยิบระยับ จางหลงอ้าปากค้าง ตอนนี้เขาไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าสถานการณ์มันกลับตาลปัตรมาเป็เช่นนี้ได้อย่างไร
“เป็ไปได้อย่างไร? นี่มันเป็ไปไม่ได้!เคล็ดวิชาปราณทองของข้า พลังโจมตีไร้เทียมทาน คมกล้าเหนือสิ่งใด เหตุใดถึงถูกทำลายได้ง่ายดายเช่นนี้!”
เขาะโด้วยความคับแค้นใจ แต่หวังเฉินกลับหมดความสนใจต่อการประลองในครั้งนี้แล้วเขาก้าวเข้ามาใกล้จางหลง ก่อนจะยกฝ่ามือตบลงไปที่หน้าอกของอีกฝ่ายเสียงกระดูกแตกหักดังสะนั่น
“จางหลง สำหรับการประลองในครั้งนี้ข้าคิดว่าเ้าคงต้องยอมรับโดยดีแล้วใช่ไหม? นำหินิญญามา แล้วข้าจะไว้ชีวิตน้อยๆของเ้า” จางหลงใบหน้าขาวซีด ดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง หวาดกลัวและอับอายผสมปนเปกัน แต่ในสุดท้ายเขาก็ต้องกัดฟันหยิบถุงมิติออกมา และส่งหินิญญาระดับต่ำหนึ่งพันก้อนให้หวังเฉินด้วยความเ็ปใจ
ไม่ใช่ว่าเขายินยอมด้วยใจ แต่เพราะตอนที่เซ็นสัญญาประลองเป็ตายพวกเขาได้เขียนเงื่อนไขการเดิมพันเอาไว้อย่างชัดเจน และมีบันทึกไว้ที่หอผู้คุมกฎ หากเขาผิดสัญญาแม้แต่น้อย หวังเฉินสามารถฆ่าเขาได้โดยไม่ต้องรับโทษใดๆ
หวังเฉินไม่ใส่ใจความรู้สึกของจางหลง เขาก้าวออกจากลานประลองด้วยความเบิกบานใจครั้งนี้แค่ลงแรงเพียงเล็กน้อยเขาก็ได้รับหินิญญาระดับต่ำมาถึงหนึ่งพันก้อน มันช่างง่ายเสียยิ่งกว่าการปล้นซะอีก
ทันทีที่เขาก้าวออกจากลานประลอง คิ้วของหวังเฉินก็ขมวดเข้าหากันด้านนอกเต็มไปด้วยเสียงเอะอะโกลาหล สายตาของทุกคนที่จับจ้องมาที่เขาเหมือนกำลังมองสัตว์ประหลาดความตกตะลึงถึงขีดสุดสะท้อนในแววตาของพวกเขาเสียงหายใจที่สะท้อนด้วยความใดังรอบด้านราวกับระลอกคลื่น หวังเฉินหันไปมองและบังเอิญเห็นหยุนลู่กับโจวชิงอยู่ในกลุ่มผู้ชม แม้จะไม่ทราบว่าทำไมพวกเขาถึงได้มาที่นี่แต่เขาก็เดินเข้าไปทักทาย
“ศิษย์พี่โจวชิง ศิษย์พี่หยุนลู่ พวกท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?” โจวชิงมองหวังเฉินด้วยสีหน้าขมขื่น ก่อนที่จะถอนหายใจยาว
“ศิษย์น้องหวังเ้าช่าง...ข้าไม่รู้จะพูดอย่างไรกับเ้าดี” หลังจากพูดไปสักพักสีหน้าของโจวชิงพลันเปลี่ยนไปคล้ายกับนึกอะไรบางอย่างได้ เขาจ้องตาหวังเฉินเขม็ง
“ศิษย์น้อง...หรือว่าเ้า...หรือว่าเ้าจะสำเร็จเคล็ดวิชาเล่มนั้นแล้วจริงๆ?” ก่อนที่หวังเฉินจะได้ตอบ หยุนลู่ก็พุ่งเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว ท่าทางดีใจจนแทบจะะโเธอตบไหล่เขาด้วยความตื่นเต้น ดวงตารูปพระจันทร์เสี้ยวของเธอเปล่งประกายแวววับ
“ศิษย์น้องหวัง! ไม่เลวเลย! เ้าเก่งจริงๆ!แม้แต่จางหลงก็ยังพ่ายแพ้ให้เ้า ข้าช่างมองคนไม่ผิดจริงๆ!”
คำชมของหยุนลู่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจราวกับเธอเป็ส่วนหนึ่งของความสำเร็จนั้นทำให้หวังเฉินทั้งหัวเราะทั้งกลุ้มใจในเวลาเดียวกัน
หลังจากที่หวังเฉินและโจวชิงพากันจากไป บรรยากาศรอบลานประลองกลับยิ่งโกลาหลยิ่งขึ้นไปอีกจางหู่ในเวลานี้ดูสับสน เขารีบพยุงจางหลงที่าเ็สาหัสออกจากลานประลองไปด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
ณ ตอนนี้ สองพี่น้องจางต่างเสียหน้าอย่างถึงที่สุดพวกเขาเดินจากไปด้วยความหม่นหมอง ใบหน้าซีดขาวไม่รู้ว่าจะไปซ่อนตัวรักษาแผลใจกันที่ไหน ส่วนศิษย์ชั้นในบางคนที่เดิมทีไม่สนใจการประลองครั้งนี้เมื่อได้เห็นจุดจบของจางหลง แต่ละคนกลับหน้าซีดด้วยความหวาดหวั่นก่อนจะพากันเดินจากไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียดในขณะที่ศิษย์ภายนอกกลับยังคงตื่นเต้นและพูดคุยถึงเื่ราวบนลานประลองอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยแม้แต่น้อย