ในระหว่างมื้ออาหารนางหลี่เจี๋ยฝืนยิ้มพลางเอ่ยถามขึ้นมา
“แม่คะ ตอนนี้การเรียนของต้ายาเป็อย่างไรบ้าง”
“ได้อันดับหกของห้อง อันดับสิบของชั้น ไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ”
เมื่อพูดถึงการเรียนของหลานสาวที่เลี้ยงมากับมือ แม่เฒ่าเสิ่นก็ภูมิใจมาก
“ครูยังชมเลยว่าต้ายาของเราเรียนดี”
“อีกไม่กี่วันก็เรียนจบมัธยมปลายแล้วสินะคะ” นางหลี่เจี๋ยถามทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้ว แม้เสิ่นต้ายากับเสิ่นอันอันจะเกิดห่างกันปีกว่า แต่เด็กทั้งสองคนก็เรียนอยู่ในระดับชั้นเดียวกัน
“การเรียนการสอนที่โรงเรียนชนบทจะเทียบกับในเมืองได้ยังไง โรงเรียนชนบทคุณภาพแย่กว่ามาก ที่หนึ่งของชนบทเทียบกับที่สุดท้ายของโรงเรียนในเมืองไม่ได้ด้วยซ้ำ แบบนี้น่ากังวลนะคะ”
แม่เฒ่าเสิ่นเห็นด้วยเพียงครึ่งเดียว เธอรู้ดีว่ามาตรฐานการเรียนของชนบทกับในเมืองมันต่างกันอยู่แล้ว แต่เป็ไปไม่ได้ที่ความต่างจะมากขนาดนั้น โดยเฉพาะเมื่อคนคนนั้นคือหลานสาวของเธอ
“ลูกสะใภ้ เธอจะพูดอะไรกันแน่?”
“ปะ เปล่าค่ะคุณแม่ ฉันก็แค่คิดว่าต้ายากำลังฝืนตัวเองอยู่ อย่างน้อยก็ควรให้แกได้รู้ว่าั้แ่เนิ่นๆ ว่ายังมีคนที่เก่งกว่าอีกเยอะ”
“ต้ายาเป็คนมีการศึกษาย่อมรู้เื่นั้นดีอยู่แล้ว”
แม่เฒ่าเสิ่นพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง สุดท้ายอาหารมื้อนี้ก็จบด้วยความกระอักกระอ่วน
ก่อนจะถึงเวลาออกไปซื้อเสื้อผ้าข้างนอก เสิ่นต้าเหว่ยก็ลากภรรยาเข้าไปคุยในห้องสองคน
“วันนี้คุณพูดอะไร เื่เรียนของต้ายาเราคุยกันแล้วไม่ใช่เหรอว่ารอให้ลูกเรียนจบก่อนน่ะ”
“เราควรตัดไฟั้แ่ต้นลม คุณก็รู้ว่าสถานการณ์ในครอบครัวของเราเป็ยังไง มันเป็ไปไม่ได้ที่จะให้เด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัยพร้อมกันสองคน ที่สำคัญเลยก็คือที่นั่งในมหาวิทยาลัยคนงาน ชาวนาและทหารมีแค่ที่เดียวเท่านั้น โชคดีที่เลขาธิการพรรคและหัวหน้าหมู่บ้านมีญาติที่เป็เด็กผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกับอันอันไม่มากนัก อันอันไม่ได้เติบโตในชนบทเหมือนต้ายา หากมีต้ายาเป็คู่แข่ง ใครเขาจะเห็นด้วย อีกอย่างคุณแม่ก็แก่ตัวลงทุกวัน ฉันว่าเราไม่ควรให้ต้ายาเรียนต่อ ให้แกออกมาดูแลคุณแม่เถอะค่ะ”
“แต่คุณจะพูดมันในวันแบบนี้ไม่ได้ ต้ายากำลังจะเรียนจบ ถ้าคะแนนดีแม้จะไม่เรียนต่อแต่ก็สามารถเลือกเข้าทำงานในโรงงานเป็ชามข้าวเหล็กได้ การพูดถึงเื่นี้ใน่เวลานี้มีแต่ผลเสีย ถ้าเด็กถอดใจไม่ตั้งใจเรียนขึ้นมาล่ะจะทำยังไง สิบกว่าปีที่เรียนมาจะไม่สูญเปล่าเหรอ แบบนั้นน่าเสียดายแย่”
“ก็...ฉันกลัวว่ามันจะสายเกินไป กลัวว่าอันอันจะชวดที่นั่งในมหาวิทยาลัยนี่นา อีกอย่างถึงจะจบมัธยมแล้วอย่างไร ใช่ว่าคนมีการศึกษาทุกคนจะได้ทำงานเป็ชามข้าวเหล็กเสียที่ไหน”
นางหลี่เจี๋ยเอ่ยพึมพำ อันที่จริงสิ่งที่เธอกล่าวออกมาก็ไม่ใช่เื่ผิดเสียทีเดียว ั้แ่เยาวชนได้ถูกส่งให้ไปรับการศึกษาจากชาวนาในชนบท โรงเรียนหลายแห่งก็ถูกปิด โรงงานหรืออุตสาหกรรมต่างๆ ก็ปิดรับสมัครคนงาน ยังดีเมื่อสองปีที่แล้วโรงเรียนและโรงงานเริ่มมีการรับสมัครใหม่อีกครั้ง
ทว่าตำแหน่งงานชามข้าวเหล็กอย่างคนขับรถ พนักงานขาย บุรุษไปรษณีย์ ช่างตัดผม คนฉายภาพยนตร์ พ่อครัวและสมาชิกคณะศิลปะการแสดงนั้นได้มาง่ายๆ เสียที่ไหน
“กว่าถึงเวลานั้นก็อีกนานไม่ใช่เหรอ? และคุณก็บอกเองว่าคุณภาพการเรียนการสอนในชนบทไม่เหมือนในเมือง ถ้าวัดกันที่ผลงานเราเสียเปรียบเื่ที่อันอันโตในเมืองก็จริง แต่ถ้าหัวหน้าหมู่บ้านตาไม่บอด ยังไงเขาก็ควรเลือกอันอันที่ฉลาดกว่า อีกทั้งยังมีความสามารถพิเศษอย่างการแสดงงิ้ว ของพวกนี้สร้างชื่อเสียงให้กับหมู่บ้านได้แน่นอน ผมว่าเราอย่าเพิ่งวู่วามไปก่อนเลยน่า”
นางหลี่เจี๋ยผ่อนอารมณ์ลง นั่นสินะ ลูกสาวบ้านนอกของเธอมีแต้มต่อแค่เื่เดียว แต่อันอันของเธอมีข้อได้เปรียบมากมาย แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดพอคิดถึงเื่นี้...จึงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจสักเท่าไร
เมื่อมาถึงร้านขายเสื้อผ้าในห้างสรรพสินค้า เสิ่นชิงหลัวก็มองด้วยความสนใจ ไม่ว่าจะเสื้อผ้าผู้หญิงหรือผู้ชายล้วนคล้ายกันทั้งสิ้น ที่นิยมสวมใส่กันก็คือชุดจงซานจวงกับชุดเลนิน ซึ่งบางทีถ้าเห็นคนเดินผ่านไปผ่านมาก็แยกไม่ค่อยออกว่าเป็ผู้หญิงหรือผู้ชาย
ยุคนี้หากจะซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ อาทิ เสื้อผ้าสำเร็จรูป จะต้องซื้อด้วยตั๋วอุตสาหกรรม (กงเย่จ้วน) จนกว่าจะถึงปีค.ศ.1992-1993 จึงจะมีการยกเลิกตั๋วอุตสาหกรรมทั้งหมด
ซึ่งหลักการแจกตั๋วนั้นจะแบ่งตามเกณฑ์ของอายุ เพศและอาชีพ แน่นอนว่าอาชีพคนเมืองของเสิ่นต้าเหว่ยย่อมทำให้เขามีตั๋วสำหรับใช้จ่าย
ปี 1972 ที่เสิ่นชิงหลัวมาอยู่นี้มีการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างหนัก ยุคนี้แม้จะมีเงินแต่ไม่มีตั๋วก็จบเห่ ผู้ที่ไม่มีตั๋วจำต้องหาซื้อของใช้ในสถานที่ต้องห้ามอันเลื่องชื่อ นั่นก็คือ ‘ตลาดมืด’ สินค้าในตลาดมืดมีราคาสูงกว่าสหกรณ์และห้างสรรพสินค้า แต่ข้อดีของมันก็คือไม่ต้องใช้ตั๋วในการซื้อขาย ซึ่งก็เสี่ยงต่อการถูกจับกุม แน่นอนว่าครอบครัวเสิ่นไม่ได้ไปเยือนตลาดมืดในวันนี้
ในระหว่างที่ครอบครัวเสิ่นกำลังเลือกชุดอยู่นั้นเองก็บังเอิญพบกันคนรู้จักเข้า
“ไอ้หยานึกว่าใครที่ไหน เป็พี่สะใภ้เสิ่นนั่นเอง”
“โอ๊ะ คุณซูก็มาซื้อเสื้อผ้าเหมือนกันเหรอคะ” เมื่อเห็นว่าผู้ที่ส่งเสียงทักทายคือใคร นางหลี่เจี๋ยก็กระตือรือร้นขึ้นมา
“ก็ประมาณนั้นค่ะ”
นางหลี่เจี๋ยพยักหน้าแล้วดันหลังให้เสิ่นชิงหลัวทักทายซูเว่ย หญิงสาวค้อมกายทักทายแต่ไม่ได้พูดอะไรมากมาย จนนางหลี่เจี๋ยต้องแก้สถานการณ์
“แหะๆ พอดีเด็กเพิ่งมาจากชานเมืองน่ะค่ะเลยไม่รู้มารยาท”
“ไม่เป็ไรเลยค่ะ เด็กๆ โชคดีมากเลยนะคะที่มีแม่คอยเอาใจใส่แบบนี้ ดีใจไหมจ๊ะที่แม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้”
“แม่คะ แม่ซื้อเสื้อผ้าให้หนูเหมือนกับคุณป้าเสิ่นบ้างสิคะ น่าอิจฉาลูกป้าเสิ่นที่มีชุดใหม่ๆ ใส่”
เสิ่นชิงหลัวเงยหน้ามองนางซูเว่ยสลับกับลูกสาวของอีกฝ่ายที่ยืนอยู่ข้างๆกัน ส่วนปลายหางตาก็เห็นนางหลี่เจี๋ยทำท่าทางยืดอกลอยจนถึง์ชั้นเจ็ด
ด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ เสิ่นชิงหลัวจึงดึงหล่อนกลับมายังพื้นดินเพื่อเรียกสติในทันที
“น้องสาวคนนี้ ฉันน่ะนะไม่มีอะไรให้น่าอิจฉาเลยสักนิด เธอคงไม่รู้ว่านี่เป็ครั้งแรกที่ฉันได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่ ก่อนหน้านี้ฉันต้องรับ่ต่อเสื้อผ้าและของใช้จากน้องสาวมาโดยตลอด ชุดล่าสุดที่ฉันใส่มันทั้งเก่าและเปื่อยไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้ว พ่อก็เลยพามาซื้อ ถ้าไม่อย่างนั้นแม่จะควักเงินซื้อให้ฉันได้อย่างไร”
คำพูดช็อตฟีลของเสิ่นชิงหลัวทำให้ใบหน้าของนางหลี่เจี๋ยเปลี่ยนเป็สีแดง
“เด็กคนนี้ล่ะก็ ขอโทษคุณซูกับหนูซูหลานด้วยนะ เด็กชอบพูดเล่นแบบนี้ล่ะค่ะ”
“ต้ายาเลือกเสื้อผ้าได้หรือยัง?”
เธอหันมาถามลูกสาวคนโตพลางคิดในใจว่าถ้ากลับบ้านต้องสั่งสอนสักหน่อยแล้ว
“แค่ชุดเดียวไม่มีอะไรให้เลือกมาก เลือกเสร็จนานแล้วค่ะ”
“เสร็จแล้วก็ไปหาคุณย่าสิ เอ่อคุณซูคะ ยังไงขอตัวก่อน ไว้เจอกันวันพรุ่งนี้ในงานค่ะ”
หลังจากที่ร่ำลานางซูเว่ยแล้ว นางหลี่เจี๋ยก็ฉุดกระชากเสิ่นชิงหลัวอย่างแรงจนข้อมือเล็กๆ ทั้งเจ็บและเป็รอยแดง
“มันเป็อะไรที่จะต้องขัดฉันทุกเื่ฮะ ไหนบอกไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า!”
“ฉันไม่ได้คุย ฉันแค่อธิบายให้ลูกสาวป้าซูฟังเฉยๆ”
“ถ้าไม่คิดก่อนพูด วันหลังก็เงียบปากไปซะ!”
“เงียบปากอะไรกัน”
แม่เฒ่าเสิ่นที่เดินมาหาหลานสาวได้ยินคำพูดของลูกสะใภ้ ใบหน้าของเธอก็มืดครึ้ม
นางหลี่เจี๋ยยิ้มประจบแล้วรีบกล่าว
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันแค่เจอคนรู้จักจากซื่อเหอหยวน แต่เด็กคนนี้พูดจาเลื่อนเปื้อน เอาเื่ภายในครอบครัวไปบอกคนนอกฟัง คนเขาจะเข้าใจผิดฉันเอาได้”
“ฉันก็แค่พูดความจริง” เสิ่นชิงหลัวพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เสิ่นต้าเหว่ยเห็นสถานการณ์ไม่ดีจึงรีบเข้ามาห้ามทัพแล้วพาทุกคนกลับบ้าน ในระหว่างที่เดินทางกลับนางหลี่เจี๋ยก็พยายามค้นหาเหตุผลที่เสิ่นชิงหลัวทำตัวขัดหูขัดตา
เพราะความอิจฉาที่น้องสาวมีชุดสวยใส่ตลอด?
หลังจากทบทวนดีๆ แล้วคงไม่มีอะไรที่เข้าเค้าไปมากกว่านี้ หรือบางทีนี่อาจเป็โอกาสให้เธอได้ดำเนินการ...
พอกลับถึงบ้าน แม่เฒ่าเสิ่นก็รู้สึกเพลียจึงเข้าไปพักผ่อน เสิ่นชิงหลัวเองก็กำลังจะเดินตามไปแต่ถูกผู้เป็มารดารั้งเอาไว้
“ต้ายาเรามาคุยกันดีๆ ดีกว่าไหม ที่ลูกเป็แบบนี้เพราะอยากมีชุดสวยๆ ใหม่ๆ ใส่เหมือนน้องใช่หรือเปล่า”
เสิ่นชิงหลัวยืนนิ่งไม่โต้ตอบอะไร เธอไม่รู้ว่าผู้หญิงตรงหน้าจะมาไม้ไหน หล่อนไม่เคยพูดจาดีๆ กับเ้าของร่างอยู่แล้ว นี่มันแปลกเกินไป
“พูดกันตามจริงชุดของน้องก็เป็ชุดธรรมดา ลูกเห็นหรือเปล่าว่าพนักงานขายเสื้อผ้าที่เราเจอวันนี้แต่งตัวดีกว่าอันอันมาก”
“อ่า” เสิ่นชิงหลัวพอจะเข้าใจเื่ราวแล้ว นี่เป็การเกริ่นนำก่อนจะเข้าเื่สำคัญที่เปรยๆ ไว้ั้แ่ก่อนหน้านี้สินะ
เมื่อเห็นว่าลูกสาวคนโตไม่พูดอะไร นางหลี่เจี๋ยก็คิดว่าปลาน่าจะติดเบ็ดแล้ว เด็กบ้านนอกยังไงก็ยังหัวอ่อนอยู่วันยังค่ำ
“ลูกก็เห็นว่าทุกครั้งที่เราใช้จ่ายจะต้องใช้ตั๋วตลอด วันนี้ตอนซื้อชุดก็ต้องใช้ตั๋วผ้า ถึงพ่อจะทำงานในโรงงานมีอาชีพมั่นคงแต่ก็ไม่ได้มีตั๋วมากมายให้เราได้ซื้อชุดใหม่ๆ ใส่กันทั้งครอบครัว แต่รู้ไหมว่าพวกคนที่อยู่ในห้างน่ะ พวกเขามีช่องทางหาของแม้จะไม่มีตั๋ว ผลไม้กระป๋องเอย นมกระป๋องเอย หรือแม้แต่ชุดสวยๆ ที่อยู่ในห้าง คนธรรมดาน่ะทำไม่ได้หรอกนะ เื่แบบนี้มันคือเส้นสายจากการทำงาน”
ยิ่งพูดใบหน้าของนางหลี่เจี๋ยก็อ่อนโยนมากขึ้นเรื่อยๆ