ชงเป่ารีบวิ่งเข้าไปดูหยวนจงที่สภาพร่อแร่มีาแตามตัวเสื้อผ้าขาดวิ่นโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องเหมือนโดนของแหลมทำร้ายมาเป็รูกว้างขนาดสามชุ่น (1ชุ่นประมาณ 1นิ้ว) ลึกลงไปเกือบสองชุ่น ในใจมันเกิดความสงสัยไม่น้อยเหตุใดผู้ที่อยู่ขอบเขตแดนพลังถึงมีสภาพเช่นนี้ได้เมื่อปะทะกับหมาป่าสีเทา ที่เป็แค่สัตว์อสูรขั้นสองเท่านั้นจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม
“เกิดอะไรขึ้นหยวนจง?” จงเป่าให้ยาหยุดเืทายาพันผ้าให้แล้วจึงเริ่มถามทันทีที่เห็นหยวนจงเริ่มมีสติขึ้นมา
“ข้าไปลาดตระเวนโดยรอบแต่ดันไปเจอเข้ากับกระทิงโลหิตสัตว์อสูรขั้นสามตอนแรกข้าไม่คิดว่ามันจะรู้ตัวก็เลยสำรวจต่อไปใครจะรู้ว่ามันััการคงอยู่ของข้ามาโดยตลอด พอข้าเผลอมันก็พุ่งโจมตีกะทันหันไม่ทันได้ตั้งตัวจึงหลบไม่พ้นได้แต่เพียง...แค่ก..แค่ก” หยวนจงพูดได้ไม่เท่าไหร่ก็เริ่มไอขึ้นอย่างรุนแรงชงเป่าจึงโบกมือให้หยวนจงหยุดพูด แล้วรีบเข้าไปช่วยชงหยางต่อสู้ชงเป่าไม่สบอารมณ์ที่เพื่อนรักของตนาเ็จึงหวังจะระบายอารมณ์เสียหน่อย
“ท่านพี่ข้ามาช่วยแล้ว” ชงหยางพยักหน้าตอบรับแล้วะเิพลังสู้ต่อ
“ตู้ม!”
ชงเป่าะเิพลังฟาดกระบองเหล็กอาวุธประจำกายใส่หัวหน้าฝูงหมาป่าสีเทาตัวหนึ่งอย่างรุนแรงด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างที่สุดหมาป่าสีเทาตัวนั้นไม่ทันได้ร้องโหยหวนก็สิ้นใจตายลงไปเสียแล้วเป็ภาพหมาป่าสีเทาที่ถูกทุบกะโหลกแหลกเละอย่างสยดสยอง กระบองเหล็กได้สร้างความหวาดหวั่นให้หมาป่าสีเทาไม่น้อยถึงแม้จำนวนหมาป่าสีเทาจะมีมากกว่าห้าสิบตัวแต่เมื่อมันเห็นภาพหัวหน้าฝูงถูกฆ่าตายก็เกิดทั้งความกลัว พากันร้อง “เอ๋ง”วิ่งหนีไป
“ชงเป่ากลับค่าย”ชงหยางพอเห็นพวกหมาป่าสีเทาหนีกันไปหมดแล้วจึงให้ชงเป่าช่วยกันพยุงหยวนจงกลับไปที่ค่ายพัก
ตอนนี้ชงหยางไม่สามารถเข้าปะทะกับสัตว์อสูรได้อีกแล้วมันได้ทุ่มพลังต่อสู้ไปกับกระทิงโลหิตก่อนหน้านี้จึงพาหยวนจงหนีรอดหมาได้แต่ดันมาพบเข้ากับฝูงหมาป่าสีเทาเข้าอีกจึงต้องเข้าต่อสู้อีกรอบเดิมทีการจัดการหมาป่าฝูงนี้นั้นไม่ใช่เื่ยากเนื่องจากมันสูญเสียพลังไปกับการต่อสู้ก่อนหน้าจึงทำได้แค่ต่อสู้แบบสูสีเท่านั้น
หนิงเฟยหลงนั้นไม่ได้เข้าไปในกระโจมั้แ่ตอนที่ชงเป่าออกไปมันยืนเฝ้ารออยู่หน้ากระโจมใส่เกราะเหล็กเหน็บดาบถือธนูและลูกศรไว้พร้อมที่จะต่อสู้ทุกเมื่อหนิงเฟยหลงเห็นเงาตะคุ่มๆขยับเข้ามาใกล้จึงส่งสัญญาณให้องครักษ์อีกคนที่อยู่ด้วยเตรียมตัวต่อสู้มันเริ่มง้างธนูเตรียมยิง
“นั่นใคร!” ชงหยงเร่งะโถาม
“นายน้อยพวกข้าเอง ท่านอย่าพึ่งยิง” ชงหยางที่สังเกตเห็นหนิงเฟยหลงเริ่มง้างธนูเล็งมาที่พวกตนจึงรีบะโบอกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้า
สีหน้าที่เคร่งเครียดของหนิงเฟยหลงค่อยๆคลายลงเมื่อทราบว่าอีกฝ่ายคือเหล่าองครักษ์ของตนพวกของชงหยางเริ่มเดินเข้ามาใกล้หนิงเฟยหลงมองเห็นเริ่มถนัดจึงเห็นสภาพของหยวนจงที่าเ็สาหัสถูกพยุงเข้ามา มันจึงเดินเข้ากระโจมไปเตรียมยาที่พกมาจากจวน นำมาให้ชงหยงนำไปรักษาหยวนจงและคนอื่นๆที่าเ็
“ขอบคุณขอรับนายน้อย” ชงหยางกล่าวออกมาด้วยความซาบซึ้ง ทว่าแววตานั้นกลับอ่อนล้าปกติแล้วจะไม่มีผู้ใดสนใจหรือเอาใจใส่ข้ารับใช้จะมีก็แต่ใช้งาน ทว่าหนิงเฟยหลงนั้นเห็นว่าองครักษ์ที่ติดตามออกมานั้นเป็ดั่งเพื่อนพ้องของตน
“ไม่เป็ไรพวกท่านรีบรักษาตัวกันแล้วไปพักผ่อนเถอะ คืนนี้ข้ากับพี่ชงหยงจะอยู่เวรเอง”ชงหยางได้ยินดังนั้นก็ยิ่งซาบซึ้งเข้าไปอีกแววตาปรากฏความชื่นชมนายน้อยผู้นี้อยู่หลายส่วน
“น้ำใจของนายน้อยพวกข้าน้อยขอจดจำไม่ลืมแต่เื่ที่ให้ท่านมาเฝ้าเวรนั้นไม่สมควรอย่างยิ่งนายน้อยท่านจะต้องพักผ่อนเอาแรง ท่านเองก็สุขภาพไม่แข็งแรงเท่าใดนักไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเจอกับสิ่งใดอีก”ชงหยางพยายามบอกปัดไม่อยากให้หนิงเฟยหลงเฝ้าเวรยามและมันไม่ใช่สิ่งที่คุณชายของตระกูลควรทำ
“พวกท่านไปพักผ่อนเถอะ ข้าไม่เป็ไรยังสบายดีอยู่ไม่ต้องเป็กังวลอีกอย่างพรุ่งนี้ไม่รู้ว่าจะเจอสิ่งใดอีก หากเจอสัตว์อสูรที่ร้ายกาจ พวกท่านที่พักผ่อนไม่เต็มที่จะมีแรงสู้ได้อย่างไร?ไปพักผ่อนเถอะนี่คือคำสั่ง!”เมื่อหนิงเฟยตัดสินใจใช้คำสั่งเสียงแข็ง ชงหยาง ชงเป่าและหยวนจงก็ได้แต่ต้องยอมปฏิบัติตาม
หนิงเฟยหลงไหนเลยจะไม่รู้ว่าตนเองสุขภาพไม่ดีเพราะั้แ่เหตุการณ์ห้าปีก่อนมันก็กลายเป็คนร่างกายอ่อนแอไม่สบายง่ายเสียจนแทบไม่ได้ออกไปที่ใด นอกจากห้องปรุงโอสถและหอสมุดเท่านั้น ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมานานแม้แต่ตอนที่บุกป่าฝ่าดงเข้ามานี่ก็เหนื่อยแทบสลบแต่ก็ฝืนเดินทางถึงกายของมันจะไม่ไหวแต่ใจของมันก็สู้อย่างไม่ย่อท้อ
“ถือเสียว่านี่เป็การขัดเกลาร่างกาย ก่อนจะเจอวิธีทะลวงเส้นลมปราณก็แล้วกัน”ชายหนุ่มบอกกล่าวกับตนเอง นัยตานั้นเผยให้เห็นถึงประกายแห่งความมุ่งมั่น!
หนิงเฟยหลงเฝ้าเวรถึงรุ่งเช้าจึงเข้าไปดูพวกชงหยางชงหยางนั้นไม่เป็ไรมากต่างกับหยวนจงที่อาการไม่ได้ดีขึ้นนักเท่าไหร่จึงตัดสินใจพักอยู่ที่เดิมอีกห้าวันเพื่อรักษาาแของหยวนจงระหว่างนั้นหนิงเฟยหลงได้ให้ชงหยงทำหน้าที่รักษาคอยดูอาการหยวนจงส่วนชงหยางกับชงเป่านั้นให้ออกไปเก็บสมุนไพรล่าสัตว์ใน่เวลาห้าวัน
เมื่อหนิงเฟยหลงได้สมุนไพรมาก็เริ่มปรุงยาเพิ่มทันทีด้วยความที่มันศึกษาหาความรู้อยู่เสมอและสนใจด้านการปรุงยาใน่ห้าปีที่ผ่านมาการปรุงยาด้วยสมุนไพรที่หามาจากป่าจึงไม่ใช่เื่ยากแต่ก็ทำได้แค่ตัวยาพื้นๆเท่านั้น ส่วนมากจะเพิ่มยาห้ามเืและยาฟื้นพลังในวันสุดท้ายนั้นได้มุ่งเน้นการทำยาพิษทั้งวัน
“นายน้อย พวกข้าน้อยทั้งสี่ทำให้งานของท่านล่าช้า ขอให้ท่านโปรดลงโทษด้วย!”ชงหยางได้นำเหล่าองครักษ์มาคุกเข่ารอรับผิดต่อหนิงเฟยหลงหน้ากระโจมหลังจากที่หยวนจงหายดีแล้วกฎของตระกูลหนิงนั้นเด็ดขาดนัก ผิดว่าไปตามผิดถูกว่าไปตามถูกไม่มีละเว้นพวกองครักษ์หากทำงานผิดพลาดก็ต้องถูกลงโทษ
“พวกท่านลุกขึ้นเถอะ ข้าไม่เอาความผิดพวกท่านหรอก”หนิงหลงเฟยเห็นเหล่าองครักษ์เป็ดั่งพวกพ้องเป็คนที่บิดาเชื่อใจไหนเลยจะลงโทษคนที่มีความซื่อสัตย์ต่อตนและเปรียบเสมือนสหายของตนได้
“นายน้อย หากท่านไม่ลงโทษพวกเราจะทำให้เกิดความละอายใจอย่างนี้ไม่ถูกต้องตามกฎตระกูลนะขอรับ” ชงหยางสีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเหล่าองครักษ์ที่เหลือก็ไม่ต่างกัน ยังยืนกรานที่จะรับโทษ
“ไหนพวกท่านบอกข้าหน่อยสิข้าจะลงโทษพวกท่านได้อย่างไรในเมื่อพวกท่านยอมต่อสู้สละพลังกายใจให้กับข้าแม้แต่ชีวิตยังไม่อาลัยเหน็ดเหนื่อยร่วมกันบุกป่าฝ่าดงมาด้วยกันคุ้มครองข้ามาตลอดทางด้วยใจที่จงรักต่อบิดาข้าและความห่วงใยที่มีให้ข้าจะให้ข้าลงโทษผู้มีความชอบต่อข้าอย่างนั้นหรือ?”
หนิงเฟยหลงเปล่งน้ำเสียงด้วยเสียงที่ฟังดูแล้วธรรมดาแต่กลับมีความจริงใจออกมาองครักษ์ทั้งหมดล้วนเข้าใจในความหมายที่มันกล่าว จึงเกิดความรู้สึกที่เลื่อมใสในตัวของนายน้อยผู้นี้และยังเพิ่มพูนความภักดีมากขึ้นไปอีก องครักษ์ไม่อาจกล่าวสิ่งใดต่อได้เพียงกล่าว“ขอบคุณนายน้อย” พร้อมกับกายที่โน้มคารวะชายหนุ่มอย่างสุภาพแล้วพากันแยกย้ายทำหน้าที่ของตนต่อไปตลอดวัน