บทที่ 15 ไม่กล้าคิดลึก (รีไรต์)
พระสนมเหลียงเข้าวังมาโดยวิธีการคัดเลือกสนม เดิมทีบิดาของนางเป็เพียงขุนนางขั้นที่แปด*[1] ภายหลังจากพระสนมเหลียงได้เป็ที่โปรดปราน ตระกูลเหลียงจึงย้ายถิ่นฐานเข้ามาในเมืองหลวง
ตระกูลใหญ่เช่นนี้ บรรดาขุนนางเก่าแก่ในเมืองย่อมมองด้วยสายตาดูแคลน ทว่าด้วยความโปรดปรานที่พระสนมเหลียงได้รับ ทั้งนางยังให้ให้กำเนิดโอรสองค์ที่สอง ซึ่งโอรสทุกพระองค์ล้วนมีโอกาสที่จะได้ครองบัลลังก์ เช่นนั้น บรรดาขุนนางผู้เก่าแก่ที่แม้จะดูแคลนตระกูลเหลียง ย่อมต้องให้เกียรติอยู่บ้าง
คุณชายรองเป็น้องชายแท้ ๆ ของพระสนมเหลียง ทั้งยังมีฐานะอันสูงส่งอยู่ในจวนตระกูลเหลียง แม้แต่อำนาจในการดูแลจวนก็ตกอยู่ในมือของฮูหยินรอง
พระสนมเหลียงงดงามเลิศล้ำ ในฐานะน้องชาย คุณชายรองจึงมีรูปโฉมที่งดงามไม่แพ้กัน ดวงตาคมดุจหงส์ จมูกโด่งเป็สัน ร่างกายสูงสง่า ช่างเป็บุรุษที่งามเลิศอย่าแท้จริง
เมื่อเข้ามาในเรือนของฮูหยินรอง คุณชายรองก็เห็นสาวใช้ต้นห้องทั้งสองของตนคุกเข่าอยู่ที่ชานเรือน เขาเพิ่งจะรับนางทั้งสองเข้ามาเพียงไม่กี่เดือน ยังคงมีความสดใหม่ ทว่าเขากลับทำเป็ไม่เห็น ก่อนจะเปิดม่านแล้วเดินเข้าห้องไปโดยตรง
สตรีงามยังมีอีกมากนัก ขาดแคลนเพียงสองนางนี้ก็ช่างปะไร
ทันทีที่นั่งลง สาวใช้นางหนึ่งก็ยกน้ำชาขึ้นมาให้ เขาไร้ความอดทนที่จะพบหน้าฮูหยินรอง จึงถามออกไปตรง ๆ “เื่ใด?”
ฮูหยินรองไม่ได้พบหน้าเขามาหลายวันแล้ว เดิมทีตั้งใจจะพูดคุยด้วยความห่วงใย ทว่าเมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ก็รู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมา พลางกล่าวออกไปด้วยความโกรธ “หากไม่มีเื่ ข้าจะให้เ้ามาหาข้าไม่ได้หรือไร?”
คุณชายรองได้ยินเช่นนั้นก็เตรียมจะลุกขึ้นเดินออกไป ทว่าฮูหยินรองกลับกล่าวแทรกขึ้น “มอบจดหมายให้คุณชายดู”
คุณชายรองหันกายกลับมารับจดหมายในมือของนาง เมื่อเห็นตัวอักษรบนนั้นก็ขมวดคิ้ว ทว่าก็อดทนอ่านจนจบ ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา “จดหมายฉบับนี้มาจากที่ใดกัน?”
ฮูหยินรองเล่าถึงที่มาของจดหมายนั้น แล้วจึงถามออกไปเพื่อขอความเห็น “เ้าคิดว่าเื่ราวในจดหมายเป็จริงหรือไม่?”
คุณชายรองครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “น่าจะเป็จริงมิใช่ หรือว่าเด็กหนุ่มตระกูลเซียวกับเด็กสาวตระกูลหลิวเป็เพื่อนเล่นกันมาั้แ่เด็กหรอกหรือ?”
“ถูกแล้ว ข้าได้ยินมาว่าหากไม่เกิดเื่นี้ขึ้นกับตระกูลหลิว ทั้งสองตระกูลก็คงจะได้เกี่ยวดองกัน” ฮูหยินรองแสยะยิ้ม “ถังซูอี๋ก็เป็เพียงผู้เห็นแก่ประโยชน์ ตระกูลหลิวเกิดเื่ขึ้นเช่นนี้ นางเพียงเฝ้ามองดูเฉย ๆ”
คุณชายรองเหลือบมอง “เ้ารู้ได้เช่นไรว่านางเพียงเฝ้ามองดูเฉย ๆ ?”
“นางมิใช่ผู้ที่เฝ้ามองดูเฉย ๆ เพียงแค่นั้น เพราะครานี้นางพลาดพลั้งอย่างใหญ่หลวง” เพียงถังซูอี๋ไม่สบาย ฮูหยินรองก็รู้สึกยินดียิ่งนัก
“จะเป็ความจริงหรือไม่ ไปเห็นด้วยตาก็จะรู้” คุณชายรองถือจดหมายนั้นเดินออกไป ส่วนฮูหยินรองก็ลุกขึ้นเช่นกัน “ข้าก็ไปด้วย”
คุณชายรองหยุดฝีเท้าแล้วหันกายกลับมาถาม “เ้าจะไปด้วยเหตุอันใด?”
ฮูหยินรองจัดแจงเสื้อผ้าของตนเอง พลางกล่าวด้วยท่าที่ผ่อนคลาย “ไปดูถังซูอี๋ตกอับ”
“ตามใจ” คุณชายรองเปิดม่านออกแล้วเดินออกไป ฮูหยินรองมองดูอาการรีบร้อนของเขาแล้วกัดฟัน พวกจิ้งจอกในจวน สักวันจะฆ่าให้ตายทุกตัว
สามีภรรยาคู่นี้มาเจอกันที่หน้าจวน ไม่นานนักรถม้าสองคันก็มุ่งหน้าสู่ตรอกเหมยฮวา
ระหว่างทาง ฮูหยินรองได้กล่าวกับแม่นมไช่ที่นั่งอยู่ข้างกาย “แต่ก่อนผู้คนในเมืองหลวงต่างพากันกล่าวขานว่าถังซูอี๋มีบุญวาสนา เกิดมาในตระกูลดี เมื่อครั้งยังไม่ออกเรือนพ่อแม่พี่น้องต่างก็รักใคร่ เมื่อออกเรือนมาแล้วก็ได้รับความรักจากสามี แต่ไม่ว่าเซียวไฮว่จะรักและตามใจนางมากเพียงใด นางก็ไม่ตายไปเสียที แต่คราวนี้บุตรชายของนางให้ที่พักพิงแก่ธิดาของขุนนางฏ ข้าอยากรู้เสียจริงว่านางจะร้องไห้คร่ำครวญเช่นไร”
ฮูหยินรองนึกถึงอะไรบางอย่าง จึงหัวเราะออกมาอีกครั้ง “ว่ากันว่าเซียวไฮว่รักนางที่สุด ข้างกายมีเพียงนาง ไม่เคยมีสตรีอื่นใด ฮ่า ๆ หลังจากเซียวไฮว่ตายแล้ว เหตุใดเล่าถึงได้ส่งอนุภรรยามาถึงสองคน?”
“ชีวิตของนางย่อมจะต้องย่ำแย่เป็แน่” แม่นมไช่รู้ดีว่าฮูหยินรองชอบฟังสิ่งใด จึงกล่าวแต่สิ่งที่นางอยากฟัง
นางว่าต่อ “สามีตาย ลูกก็ไม่เอาไหน จะมีผู้ใดในเมืองหลวงที่ไม่เคยได้ยินคำร่ำลือของบุตรคนที่สองแห่งตระกูลเซียว? เดิมทีข้าคิดว่าบุตรคนโตนางแม้จะไม่เก่งกาจอะไร แต่ก็ไม่ได้ก่อนเื่ราวใด ที่ไหนได้เล่า กลับก่อเื่ไม่แพ้กัน”
ฮูหยินรองหัวเราะอย่างสบายใจ ขอเพียงถังซูอี๋ตกอับ นางก็มีความสุข
รถม้าวิ่งมาถึงตรอกเหมยฮวา ด้วยผู้คนที่พวกเขานำมาด้วยค่อนข้างมาก เมื่อเข้าไปในซอกหลืบก็ถูกผู้คนสนใจเป็เื่ธรรมดา แม้ฮูหยินรองและคุณชายรองไม่ได้ลงจากรถม้า ทว่าบนรถม้ามีเครื่องหมายของจวนตระกูลเหลียง พอที่จะบ่งบอกถึงฐานะของพวกเขาได้
พ่อบ้านของจวนตระกูลเหลียงยืนเคาะประตูอย่างโอหัง ทว่าเคาะอยู่นานก็ไม่มีผู้ใดส่งเสียงตอบ เช่นนั้นจึงเดินกลับไปที่คุณชายรอง พลางกล่าวเบา ๆ “คุณชายรอง ภายในเหมือนจะไม่มีผู้ใดอยู่เลย”
คุณชายรองหรี่ตามอง “พังประตูเข้าไป หากมีผู้ใดถามก็ตอบไปว่าพวกทาสหนีออกจากจวน มาหลบอยู่ที่นี่”
่หลายปีมานี้ ไม่ว่าตระกูลเหลียงจะทำสิ่งใดก็ดูจะเกินเลยไปเสียหน่อย การพังประตูเช่นนี้นับว่าเป็เื่เล็กน้อย พ่อบ้านพร้อมคนรับใช้สองสามคนต่างช่วยพากันพังประตู พริบตาเดียวประตูก็ถูกเปิดออกได้อย่างง่ายดาย เมื่อพวกเขากรูกันเข้าไปก็พบว่าเรือนเล็ก ๆ นั้นตกแต่งอย่างประณีตงดงาม ทว่าไร้ซึ่งเงามนุษย์แม้เพียงผู้เดียว
พ่อบ้านจึงออกมารายงานแก่ท่านรอง ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น หรือจะมีผู้ใดกลั่นแกล้งกันแน่?
ขณะเดียวกัน ฮูหยินรองผู้ซึ่งเฝ้าคอยดูเื่ขำขันของถังซูอี๋ ก็รับรู้แล้วว่าภายในเรือนนั้นไม่มีผู้ใดอยู่เลย ยิ่งความหวังมาก ความผิดหวังก็ยิ่งทวีคูณ นางทนรับไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องได้เห็นด้วยตาของตนเอง
ภายในย่อมไม่มีผู้ใด
ฮูหยินรองหันกลับฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของแม่นมไช่ “ไปถามมาว่าจดหมายนั้นส่งมาจากผู้ใดกันแน่ ข้าจะต้องรู้ให้ได้ว่าเป็ผู้ใดกันที่กล้าหยอกล้อกับข้า”
แม่นมไช่ลูบคลำใบหน้าพร้อมรับปาก ก่อนจะวิ่งออกไปหาพ่อบ้านด้วยความรีบร้อน จดหมายนั้นนางได้รับมาจากพ่อบ้าน ยามนี้ใบหน้าของนางเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ…
ขณะเดียวกัน ฉางิกำลังซ่อนตัวอยู่ข้างร้านน้ำชาภายในตรอกเหมยฮวา มองเข้าไปด้านในด้วยใจที่เต้นระทึก นับเป็เื่โชคดีที่ฮูหยินส่งหลิวปี้ฉินออกไปั้แ่เมื่อคืน มิเช่นนั้นคงเกิดเื่ใหญ่
หลังจากมองดูสถานการณ์ให้ชัดเจนแล้ว เขาก็รีบวิ่งมายังรถม้าที่อยู่ไม่ไกลนัก เมื่อยืนอยู่ที่หน้าต่างเขาก็หายใจแรง ๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกล่าวขึ้น “คุณ… คุณชาย คนของตระกูลเหลียงพังประตูจนเปิดเข้าไปได้แล้ว จากนั้นพวกเขาพากันเข้าไปภายใน ต่อมาฮูหยินรองก็เข้าไปด้วย”
“อะไรกัน?” เซียวอวี้เฉินที่นั่งอยู่ในรถม้าใจนลุกพรวด เป็เหตุให้ศีรษะโขกเข้ากับหลังคารถม้าจนใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บ
“คุณชาย สิ่งที่ข้ากล่าวคือเื่จริง ข้าเห็นด้วยตาของข้าเอง” ฉางิกล่าวต่อ “ท่านว่าเสี่ยงหรือไม่ หากช้าไปอีกสองสามชั่วยาม...”
“อย่ากล่าวสิ่งใดอีกเลย กลับ...กลับจวน” ใบหน้าของเซียวอวี้เฉินซีดเผือด เขาไม่เคยประสบกับเหตุการณ์ที่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้มาก่อน หากช้าไปอีกสองสามชั่วยาม น้องฉินคงถูกส่งตัวไปแล้ว เช่นนั้นเื่นี้ก็คงถูกเปิดเผย ถึงตอนนั้น...
เขาไม่กล้าคิดต่อไป
จางเฝิงรีบสั่งให้คนขับรถม้า เขาผู้นี้ก็ใจเต้นรัวไม่แพ้กัน
ขณะนี้ รถม้าของอู๋จิ้งอวิ๋นก็จอดยู่ไม่ไกลนัก นางกำลังรับฟังซิ่ง เอ๋อร์รายงานสถานการณ์ในตรอกเหมยฮวา “...มีผู้คนเข้าไปหลายคน แต่ภายในกลับไม่มีผู้ใด ต่อมาฮูหยินรองก็เข้าไป แต่ก็กลับออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว”
“เป็ไปไม่ได้!” อู๋จิ้งอวิ๋นถึงกับเสียงแหลมขึ้น
ใน่เวลานี้ของชาติก่อน หลิวปี้ฉินน่าจะยังอาศัยอยู่ที่นี่ กระทั่งนางแต่งงานกับเซียวอวี้เฉินไปร่วมสองเดือน ในยามนั้นยังคงเป็แม่นมข้างกายของนางที่มารับหลิวปี้ฉินจากที่นี่ไปยังจวนโหว นางจำได้อย่างชัดเจน จะเป็ไปได้อย่างไรที่ภายในจะไม่มีผู้ใดเลย?
เป็ไปได้อย่างไร เป็ไปได้อย่างไร?
หรือจะมีผู้ใดเกิดใหม่เช่นเดียวกับนาง?
เมื่อนึกถึงความเป็ไปได้นี้ อู๋จิ้งอวิ๋นก็ใจนเหงื่อแตกพลั่ก นางพยุงร่างพิงรถม้า ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “รีบกลับจวนเถิด”
รถม้าของนางแล่นตรงสู่จวนตระกูลอู๋ ส่วนรถม้าของตระกูลเหลียงก็ได้แล่นออกจากตรอกเหมยฮวาเช่นกัน ฮูหยินรองขึ้นรถม้าของคุณชายรอง “สิ่งที่จดหมายว่ามานั้น เ้าว่าจริงหรือเท็จ?”
คุณชายรองหรี่ตามอง ก่อนกล่าวขึ้นหลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ ข้าจะสืบหาความจริง ไม่ว่าเื่ใดก็ตามที่ได้ลงมือกระทำ ย่อมมีร่องรอยหลงเหลือ ในยามนั้นสตรีในตระกูลหลิวล้วนต้องถูกขายออกไป หากเื่เป็จริง เหตุใดบุตรชายตระกูลเซียวผู้นั้นจึงช่วยนางออกมาได้? และช่วยได้เช่นไรกัน?”
“ถูกต้อง สืบหา สืบหาให้ละเอียด” ฮูหยินรองกัดฟันกล่าว “หรือมิเช่นนั้น… ไม่ว่าจะสืบออกมาได้หรือไม่ ก็ให้โยนความผิดไปที่เซียวอวี้เฉิน”
“โง่” คุณชายรองมองนางด้วยสายตาหยามเหยียด “ถังกั๋วกงผู้นั้นคือจิ้งจอกแก่ หากมีความบกพร่องเพียงเล็กน้อย เขาก็ย่อมต้องต่อต้านได้"
ฮูหยินรองกัดฟันและกล่าวด้วยความเคียดแค้น “เหตุใดภายในจึงไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่”
หากหลิวปี้ฉินอยู่ภายในก็คงจะดี
คุณชายรองมองนางที่กัดฟันกรอด ก่อนจะแสร้งยิ้มออกมา “เซียวไฮว่ตายไปแล้ว เ้าก็ยังคิดถึงเขาอยู่มิใช่หรือ?
“อย่ากล่าวเท็จใส่ร้ายข้า” ฮูหยินรองโกรธจนหน้าแดงก่ำ คุณชายรองหัวเราะและกล่าวขึ้น “แม้ว่าเ้าจะคิดถึงเขา ข้าก็ไม่ใส่ใจ”
ฮูหยินรองโกรธจนใบหน้าบิดเบี้ยว แต่คุณชายรองผู้เป็สามีกลับไม่สะทกสะท้าน หลังจากนั้นทั้งสองก็เงียบตลอดทาง
เมื่อมาถึงจวนตระกูลเหลียง คุณชายรองก็เรียกสหายสนิทมาข้างกาย พร้อมออกคำสั่ง “ไปที่กรมอาญาแล้วตรวจสอบตระกูลหลิวอวี้ซาน โดยเฉพาะหลิวปี้ฉิน”
[1] ขุนนางขั้นที่แปด = ตำแหน่งปลัดอำเภอหรือรองผู้ว่าการอำเภอ